Ming-Blog-3.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-01-10

สวัสดีครับ ผมเป็นแอดมินของ Legardy แพลตฟอร์มที่รวบรวมทนายความจากทั่วประเทศไทย วันนี้ผมจะมาอธิบายในประเด็นเรื่อง "ฟ้องชู้คืออะไร" ให้ทุกท่านได้เข้าใจกันนะครับ

ความหมายและบทบาทของการฟ้องชู้

Ming-Blog-1.png

การฟ้องชู้ (Adultery Lawsuit) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยื่นฟ้องบุคคลที่เป็นชู้กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการกระทำอันเป็นชู้นั้นทำให้เขาหรือเธอได้รับความเสียหาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลที่เป็นชู้สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น

การฟ้องชู้มีบทบาทสำคัญในการรักษาสถาบันครอบครัวและปกป้องคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสที่ได้รับผลกระทบจากการนอกใจของคู่ครอง ซึ่งการนอกใจหรือการมีชู้นั้นส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดความแตกร้าวและสั่นคลอน บ่อนทำลายความไว้วางใจและความมั่นคงในชีวิตคู่ ดังนั้นกฎหมายจึงได้กำหนดสิทธิให้คู่สมรสที่ได้รับความเสียหายสามารถฟ้องร้องผู้ที่เป็นชู้เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

เหตุผลที่คู่สมรสตัดสินใจฟ้องชู้

เมื่อเกิดกรณีนอกใจหรือมีชู้เกิดขึ้น คู่สมรสผู้เสียหายมักจะได้รับผลกระทบทั้งในด้านจิตใจและทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ด้วยสภาวะความรู้สึกที่บอบช้ำ เสียใจ โกรธแค้น อับอาย และไม่สามารถไว้วางใจคู่ครองได้อีกต่อไป ความสัมพันธ์ที่เคยงดงามก็ร้าวราน หลายคนจึงเลือกที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตนผ่านการฟ้องชู้ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. เพื่อลงโทษและสร้างความเข็ดหลาบให้แก่อีกฝ่ายและชู้ ในการนอกใจและทำลายสถาบันครอบครัว
  2. เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตนเองและครอบครัว ไม่ให้ถูกเหยียดหยามว่าเป็นฝ่ายที่ถูกหลอกลวง
  3. เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายทั้งที่เป็นตัวเงิน ทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากบุคคลที่เป็นชู้ เนื่องจากผลกระทบที่ได้รับจากการนอกใจ
  4. เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการฟ้องหย่าในภายหลัง เพราะการฟ้องชู้ได้นั้นต้องพิสูจน์ว่ามีการสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการหย่าขาดจากคู่สมรส
  5. เพื่อเป็นการปกป้องลูกและสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากการมีชู้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอ ก็สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายในการยื่นฟ้องชู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเองได้ โดยผ่านกระบวนการพิจารณาคดีของศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ทั้งนี้ผู้เสียหายต้องตระหนักว่าการฟ้องชู้อาจส่งผลกระทบในระยะยาวทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ดังนั้นจึงควรพิจารณาผลดีผลเสีย และหาทางออกที่เหมาะสมในการจัดการปัญหานี้ด้วย

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามทนายความผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ได้ที่ Legardy นะครับ

สิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องชู้

ในการพิจารณาการฟ้องชู้ตามกฎหมายไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงสิทธิของคู่สมรส และบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอนและได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม

สิทธิของคู่สมรสตามกฎหมายไทย

ขอสรุปสิทธิที่สำคัญของคู่สมรสตามกฎหมายไทยให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้นะครับ

  1. สามีภรรยามีหน้าที่ต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา คือใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ต้องปรองดองและให้การช่วยเหลือกันตามสมควร
  2. มีหน้าที่เลี้ยงดูอุปการะซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะ เช่น จัดหาปัจจัย 4 อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
  3. โดยทั่วไปฝ่ายสามีเป็นหัวหน้าครอบครัวมีสิทธิเลือกที่อยู่ ภรรยาต้องไปอยู่ด้วย เว้นแต่กรณีมีเหตุสำคัญ ภรรยาอาจขออยู่ที่อื่นต่างหากได้
  4. ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเท่าเทียมกันในการจัดการดูแลทรัพย์สินสมรส เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝาก ฯลฯ ที่ได้มาระหว่างสมรส เว้นแต่จะมีสัญญาระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  5. มีสิทธิรับมรดกของอีกฝ่ายหนึ่งได้ตามกฎหมาย โดยถือเป็นทายาทโดยธรรมลำดับแรก หากอีกฝ่ายเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้
  6. มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ถ้าอีกฝ่ายมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น อีกฝ่ายสำส่อนเป็นชู้กับผู้อื่น ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอย่างร้ายแรง เป็นต้น
  7. กรณีฝ่ายหนึ่งนอกใจมีชู้ อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลภายนอกที่เป็นชู้ได้ แต่ต้องไม่ยินยอมในการกระทำชู้นั้น

มาตรากฎหมายสิทธิคู่สมรส

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย ได้บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสไว้อย่างชัดเจนในหลายมาตรา ดังนี้

  1. มาตรา 1461 กำหนดให้สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มีหน้าที่ต้องปรองดองและช่วยเหลือกันตามสมควรแก่ฐานะ โดยการอยู่กินฉันสามีภริยานั้น หมายถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  2. มาตรา 1462 กำหนดว่าสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ซึ่งการอุปการะเลี้ยงดูนี้ ได้แก่ การจัดหาปัจจัย 4 เช่น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล เป็นต้น
  3. มาตรา 1464 บัญญัติให้สามีเป็นผู้นำในครอบครัว ดังนั้นสามีจึงมีสิทธิเลือกถิ่นที่อยู่ และภริยามีหน้าที่ต้องอยู่ที่นั้นด้วย แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุสำคัญอย่างอื่น ภริยาอาจไม่ไปอยู่ด้วยหรือเลือกถิ่นที่อยู่อีกแห่งหนึ่งต่างหากได้
  4. มาตรา 1476 กำหนดให้สามีภริยามีสิทธิเสมอกันในการจัดการสินสมรส ยกเว้นกรณีมีข้อตกลงกันไว้ในพินัยกรรมหรือสัญญาก่อนสมรส

 

กฎหมายที่ใช้ในการฟ้องชู้ (ป.พ.พ. มาตรา 1523)

Ming-Blog-2.png

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟ้องชู้ โดยระบุไว้ว่า "ในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำชู้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้ที่ทำชู้ได้ เว้นแต่จะได้มีส่วนยินยอมในการทำชู้นั้นด้วย"

จากบทบัญญัติดังกล่าว องค์ประกอบสำคัญที่จะต้องพิสูจน์ในการฟ้องชู้มีดังนี้

  1. โจทก์และจำเลยต้องเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. ภริยาหรือสามีต้องมีการสมสู่หรือทำชู้กับบุคคลอื่นซึ่งเป็นคู่ความในคดี
  3. การกระทำชู้ดังกล่าวจะต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการบังคับข่มขู่
  4. โจทก์หรือคู่สมรสที่ถูกนอกใจต้องไม่ได้ให้การยินยอมหรือตกลงในการกระทำชู้ของจำเลย
  5. การกระทำชู้ของจำเลยต้องก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่โจทก์หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว

เมื่อคู่สมรสที่ได้รับความเสียหายสามารถรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนตามองค์ประกอบข้างต้น ก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลภายนอกที่เป็นชู้ได้ โดยมีอายุความฟ้องร้องเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้ถึงการกระทำชู้ หากปล่อยให้เกินอายุความจะถือว่าขาดอายุความ ไม่สามารถฟ้องร้องคดีได้อีก

ทั้งนี้ควรพึงระลึกไว้ว่า แม้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกระทำชู้ ก็ไม่มีผลทำให้การสมรสระหว่างคู่กรณีสิ้นสุดลง เว้นแต่จะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฟ้องหย่า ซึ่งจะมีขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายแยกออกไปต่างหาก

 

หลักฐานที่จำเป็นสำหรับการฟ้องชู้

ในการดำเนินคดีฟ้องชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 โจทก์จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและน่าเชื่อถือ เพื่อพิสูจน์ต่อศาลให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นชู้กับคู่สมรสของโจทก์จริง อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์และสถาบันครอบครัวอย่างร้ายแรง ซึ่งกฎหมายได้กำหนดภาระการพิสูจน์ไว้ที่ฝ่ายโจทก์ในฐานะผู้กล่าวอ้าง

ประเภทของหลักฐานที่ศาลยอมรับ

โดยหลักแล้ว หลักฐานที่ศาลยอมรับในคดีฟ้องชู้ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  1. บุคคล หมายถึง บุคคลซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ในคดี เช่น พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์การกระทำชู้ พนักงานโรงแรมที่จำเลยหรือคู่ชู้เข้าพักร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องเบิกความต่อศาลด้วยวาจา
  2. เอกสาร หมายถึง สิ่งที่ได้มีการบันทึกข้อความไว้โดยลายลักษณ์อักษร ซึ่งในการฟ้องชู้อาจประกอบด้วย หนังสือราชการ สัญญา จดหมาย ข้อความโต้ตอบทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอกสารทางการเงิน เช่น ค่าใช้จ่ายในการเข้าพักโรงแรม
  3. วัตถุ หมายถึง สิ่งของที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของขวัญจากคู่ชู้ หรือวัตถุที่ใช้ร่วมกันในระหว่างการกระทำชู้

ทั้งนี้พยานหลักฐานที่นำมาใช้ในชั้นศาลจะต้องเป็นพยานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี (Relevant Evidence) กล่าวคือ สามารถพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำชู้ได้โดยตรง และต้องเป็นพยานชนิดที่กฎหมายยอมรับ (Admissible Evidence) โดยไม่ขัดต่อกฎหมายลักษณะพยานหลักฐานใดๆ

ตัวอย่างหลักฐานสำคัญ เช่น ภาพถ่าย ข้อความ และพยานบุคคล

ในบรรดาพยานหลักฐานที่จะใช้ในการฟ้องชู้นั้น ตัวอย่างหลักฐานสำคัญที่นิยมนำมาใช้เพื่อพิสูจน์การกระทำชู้ ได้แก่

  • ภาพถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหว: การบันทึกภาพการกระทำชู้ระหว่างคู่สมรสและบุคคลอื่น เช่น ภาพถ่ายขณะเข้าพักด้วยกันในโรงแรม ภาพความสนิทสนมผิดปกติ รวมถึงภาพสถานที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำชู้
  • ข้อความหรือบันทึกต่างๆ: การติดต่อสื่อสารระหว่างคู่ชู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เช่น ข้อความทางไลน์ เฟซบุ๊ก อีเมล์ จดหมายรัก บันทึกส่วนตัว ซึ่งบ่งบอกถึงความรักใคร่ชอบพอในเชิงชู้สาวอย่างชัดเจน
  • พยานบุคคล : บุคคลที่ให้การเป็นพยานยืนยันว่าเคยพบเห็นพฤติกรรมส่อไปในทางชู้สาวระหว่างจำเลยและคู่สมรสของโจทก์ เช่น แม่บ้าน พนักงานโรงแรม บุคคลใกล้ชิดจำเลยและคู่ชู้ เป็นต้น
  • หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ : ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ผลการตรวจดีเอ็นเอที่ตรงกันของจำเลยและบุตรที่เกิดจากคู่สมรส ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งในฐานะบิดาที่แท้จริงของเด็กนั้น

ตัวอย่างที่กล่าวไว้นี้ล้วนเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ศาลมักให้การยอมรับในการพิจารณาคดีชู้ เพราะนอกจากจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ยังเป็นพยานที่มีน้ำหนักมากพอที่จะรับฟังได้ถึงการกระทำชู้ของจำเลย ซึ่งเป็นการเสริมข้ออ้างให้กับฝ่ายโจทก์ในการพิสูจน์คดีให้ศาลเห็นจริงด้วย

วิธีการรวบรวมหลักฐานเพื่อเพิ่มโอกาสชนะคดี

เนื่องด้วยภาระการพิสูจน์ในคดีชู้ตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ ดังนั้นการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้คดี โดยโจทก์ควรปฏิบัติดังนี้

  1. เก็บรวบรวมหลักฐานทุกชิ้นให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุดหลังจากรู้ถึงการกระทำชู้ เพราะหลักฐานอาจสูญหายได้ง่ายเมื่อเวลาผ่านไปนาน
  2. จัดเก็บภาพถ่ายหรืออุปกรณ์บันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ พร้อมวัน เวลา สถานที่ประกอบ
  3. สำรองข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อความ อีเมล์ วิดีโอคอล ให้ครบถ้วนในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล
  4. จดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพยานบุคคลทั้งชื่อ ที่อยู่ หมายเลขติดต่อ พร้อมทั้งสาระสำคัญที่พยานจะมาเบิกความ
  5. นำหลักฐานที่ได้มาปรึกษากับทนายความเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องกับคดี
  6. คัดกรองเฉพาะพยานหลักฐานที่สำคัญและใช้ต่อสู้ในชั้นศาลได้จริง พร้อมจัดทำสำเนาหลักฐานทั้งหมด
  7. เตรียมตัวสืบพยานและนำสืบให้ครบถ้วนภายในเวลาอันสมควรตามกำหนดนัดของศาล

หากโจทก์สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะคดีได้มากยิ่งขึ้น เพราะการมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นและตรงประเด็นแล้ว โอกาสในการเอาชนะคดีก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การรวบรวมพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากโจทก์ไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาตามขั้นตอนของศาลได้อย่างถูกต้องครบถ้วน คดีก็อาจถูกยกฟ้องหรือพิพากษาให้แพ้คดีได้เช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจในขั้นตอนการฟ้องชู้ รวมถึงจัดเตรียมคำฟ้องและพยานหลักฐานให้พร้อมสำหรับกระบวนพิจารณาของศาลด้วย

ขั้นตอนและกระบวนการฟ้องชู้

ขั้นตอนการยื่นฟ้องในศาล

ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การฟ้องชู้ถือเป็นคดีแพ่งสามัญประเภทหนึ่ง ซึ่งโจทก์จำต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นคดีอาจถูกยกฟ้องได้ ทั้งนี้ขั้นตอนการยื่นฟ้องคดีชู้ในศาลชั้นต้นมีดังต่อไปนี้

  1. เตรียมคำฟ้อง - ต้องทำเป็นหนังสือมีข้อความแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามมาตรา 172 แห่ง ป.วิ.พ. พร้อมด้วยรายการละเอียดแห่งความเสียหายและค่าเสียหายที่เรียกร้อง
  2. เสียค่าขึ้นศาล - จำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายนี้ คิดตามทุนทรัพย์ที่พึงได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
  3. ยื่นคำฟ้อง - นำคำฟ้องพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีภูมิลำเนา หรือมูลคดีเกิด ตามมาตรา 4 ทวิ
  4. รอให้ศาลออกหมายเรียก - เมื่อศาลตรวจคำฟ้องและเห็นว่าถูกต้องตามกฎหมาย จะมีคำสั่งรับฟ้องและออกหมายเรียกไปยังจำเลย
  5. ส่งหมายให้จำเลย - โจทก์นำหมายเรียกจำเลยพร้อมคำฟ้องและสำเนา ส่งให้เจ้าพนักงานศาลเพื่อส่งให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุในคำฟ้อง
  6. ไปศาลตามนัดพร้อมพยาน - เมื่อศาลนัดวันสืบพยานแล้ว โจทก์ต้องไปให้การและนำพยานไปเบิกความในศาลตามวันเวลาที่นัดไว้

กระบวนการพิจารณาคดีและบทบาทของทนาย

เมื่อได้ยื่นฟ้องคดีชู้ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจแล้ว จำเลยมีสิทธินำพยานหลักฐานมาแก้ข้ออ้างของโจทก์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ได้

  • คู่ความไม่ได้สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
  • ไม่มีการล่วงละเมิดในลักษณะชู้สาวตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
  • การร่วมประเวณีมิได้เกิดจากความสมัครใจ เช่น ถูกข่มขืนกระทำชำเรา
  • โจทก์ให้การยินยอมในการกระทำชู้นั้นแล้ว
  • โจทก์สละสิทธิไม่ติดใจเอาความแล้วก่อนฟ้อง
  • คดีขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว

หากโจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำสืบพิสูจน์ข้ออ้างของตนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ศาลจะมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีไปตามนั้น แต่ในชั้นพิจารณาคดีนี้ ทนายความมีบทบาทสำคัญยิ่งในการดำเนินกระบวนพิจารณา

บทบาทและหน้าที่ของทนายความในคดีฟ้องชู้ มีดังต่อไปนี้

  1. ให้คำปรึกษา แนะนำ อธิบายสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินคดีแก่คู่ความ
  2. รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากคู่ความเพื่อประกอบสำนวนคดี
  3. จัดทำและยื่นคำฟ้อง คำให้การ คำแถลง และคำร้องต่างๆต่อศาลในนามของคู่ความ
  4. ไกล่เกลี่ย เจรจาหรือประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทของคู่ความ
  5. แถลงการณ์ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือในการนำสืบและซักถามพยาน
  6. คัดค้านการรับฟังพยานหลักฐานหรือการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องในกระบวนพิจารณา
  7. อุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนดเวลาแทนคู่ความ
  8. บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเพื่อให้คู่ความได้รับการเยียวยา

การมีทนายความเป็นตัวแทนดำเนินคดี จะช่วยให้กระบวนการพิจารณามีความรัดกุมรอบคอบมากขึ้น เพราะทนายจะคอยกลั่นกรองและโต้แย้งข้ออ้างหรือพยานที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เน้นเฉพาะประเด็นที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อการพิจารณาพิพากษาคดีในที่สุด

ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

สำหรับระยะเวลาในการดำเนินคดีฟ้องชู้นั้น โดยปกติหากเป็นกรณีที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ตั้งแต่เริ่มยื่นฟ้องจนถึงวันนัดสืบพยานและพิพากษาของศาลชั้นต้น ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 6-12 เดือน หากไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป คำพิพากษาก็จะถึงที่สุดและบังคับคดีได้ทันที

อย่างไรก็ดี หากคดีมีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น มีการแย้งเขตอำนาจศาล คัดค้านผู้พิพากษา โต้แย้งกันหลายประเด็น หรือมีการอุทธรณ์ฎีกาจนถึงศาลสูง กระบวนพิจารณาทั้งหมดอาจใช้เวลานานกว่า 2-3 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณคดีของศาลในช่วงเวลานั้นด้วย

เมื่อพิจารณาในส่วนของค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมศาลแล้ว คดีฟ้องชู้ถือว่ามีความเสี่ยงและมีมูลค่าทุนทรัพย์สูง โดยค่าฤชาธรรมเนียมขั้นต่ำในชั้นศาลอาจสูงถึงสองแสนบาทขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าจ้างทนายความ ค่าป่วยการพยาน และค่าใช้จ่ายในการรวบรวมพยานหลักฐานด้วย ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วคดีหนึ่งๆ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าสี่ถึงห้าแสนบาทเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่จะฟ้องคดีชู้ ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจึงควรคำนึงถึงผลได้ผลเสียในระยะยาว พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและประเมินสถานะทางการเงินของตนเองและคู่ชู้ให้รอบคอบ ควรปรึกษาทนายเพื่อวิเคราะห์โอกาสชนะคดีโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ จะได้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของตน

ทั้งนี้เสมอว่า การฟ้องคดีเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายที่จะใช้ระงับข้อพิพาท หากมีทางเลือกอื่นเช่น ไกล่เกลี่ย ประนีประนอม หรือแยกทางกันอย่างสันติ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าทั้งในแง่ของเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

 

อายุความในการฟ้องชู้

อายุความฟ้องชู้มีระยะเวลาเท่าไร?

มาตรา 1445 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดอันเนื่องมาจากการกระทำชู้นั้น มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด

กล่าวโดยสรุป อายุความในการฟ้องคดีชู้คือ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด

อายุความเริ่มนับจากเมื่อไร?

แม้จะมีการกำหนดอายุความโดยทั่วไปไว้ แต่การเริ่มนับอายุความในคดีฟ้องชู้นั้น

กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้ 2 ประการสำคัญ คือ "รู้เหตุ" และ "รู้ตัว" ซึ่งหมายความดังนี้

การ "รู้เหตุ" หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายรู้แล้วว่าคู่สมรสของตนได้ไปล่วงละเมิดกับบุคคลภายนอกอันเป็นการทำชู้ ส่วนการ "รู้ตัว" หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายรู้ว่าบุคคลที่เป็นชู้กับคู่สมรสของตนนั้นเป็นใคร อายุความ 1 ปีในการฟ้องชู้ จะเริ่มนับต่อเมื่อคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายได้ "รู้เหตุ" และ "รู้ตัว" ครบทั้งสองประการแล้วเท่านั้น

เพราะฉะนั้น แม้ว่าคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายจะได้รู้ถึงเหตุการณ์ที่คู่สมรสของตนไปล่วงละเมิดกับผู้อื่นเป็นการทำชู้แล้ว แต่หากยังไม่รู้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นใคร อายุความ 1 ปีก็จะยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะได้รู้ตัวผู้ที่เป็นชู้ในภายหลัง

หากพ้นอายุความสามารถดำเนินคดีได้หรือไม่?

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากปล่อยให้เลยเวลาผ่านพ้นกำหนดอายุความไปแล้ว ถือว่าสิทธิในการฟ้องคดีชู้ขาดอายุความ ส่งผลให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายไม่อาจฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่เป็นชู้ได้อีกต่อไป เสมือนหนึ่งเป็นการหมดสิทธิในการเรียกร้องโดยปริยาย ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงการทำชู้เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งก็ตาม

อย่างไรก็ดี การขาดอายุความในการฟ้องคดีชู้ไม่ได้เป็นผลให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นระงับไป เพียงแต่สิทธิในการบังคับทางศาลเท่านั้นที่สิ้นสุดลง หากฝ่ายที่กระทำละเมิดยังคงยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับฝ่ายที่ได้รับความเสียหายโดยสมัครใจ ก็ยังสามารถกระทำได้อยู่ แม้จะเลยกำหนดอายุความฟ้องร้องมาแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ในบางครั้งผู้ที่จะศึกษากฎหมายเรื่องการฟ้องชู้อาจเกิดความสับสนระหว่างอายุความในการฟ้องคดีชู้กับการฟ้องหย่า เนื่องจากทั้งสองกรณีต่างก็มีอายุความเท่ากัน คือ 1 ปี แต่จุดเริ่มต้นในการนับอายุความของทั้งสองเรื่องมีความแตกต่างกัน เพราะในคดีฟ้องหย่า อายุความ 1 ปีจะเริ่มนับแต่วันที่มีเหตุหย่าเกิดขึ้นและคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้หรือควรจะได้รู้ถึงเหตุนั้น ซึ่งเหตุที่เป็นมูลฐานในการฟ้องหย่าอาจเกิดก่อนหรือหลังจากการกระทำชู้ก็ได้

เพราะฉะนั้น แม้ว่าการกระทำชู้จะเป็นเหตุหนึ่งที่อาจนำไปสู่การฟ้องหย่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการฟ้องคดีชู้จะต้องดำเนินไปพร้อมกับหรือเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องหย่าเสมอไป ทั้งสองคดีมีกระบวนพิจารณาและอายุความแยกออกจากกัน จึงควรแยกขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิในการเรียกร้องตามกฎหมาย

 

การฟ้องชู้ในกรณีที่ชู้ไม่มีเงินจ่าย

แนวทางดำเนินการเมื่อชู้ไม่มีทรัพย์สิน

ในบางกรณีเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ฝ่ายชู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่สมรสฝ่ายที่เสียหาย ปรากฏว่าฝ่ายชู้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ส่งผลให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายอาจไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างแท้จริง และแม้จะชนะคดีก็ไม่สามารถบังคับชำระหนี้หรือยึดทรัพย์ผู้กระทำละเมิดได้ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการฟ้องคดีชู้

เพราะฉะนั้น ก่อนจะยื่นฟ้องคู่ชู้ คู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายควรมีการประเมินสถานะทางการเงินและหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ที่จะเป็นจำเลยในคดีอย่างรอบคอบเสียก่อน เพื่อวิเคราะห์ถึงความสามารถในการชดใช้ความเสียหายตามจำนวนที่เรียกร้องหากชนะคดีในอนาคต โดยอาจตรวจสอบทรัพย์สิน แหล่งที่มาของรายได้ และหนี้สินต่างๆ ของฝ่ายชู้ด้วย

หากพบว่าฝ่ายชู้ไม่มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง หรือมีหนี้สินมากจนไม่อาจชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ได้ คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายอาจต้องพิจารณาต้นทุนและความคุ้มค่าในการดำเนินคดีเป็นพิเศษ เพราะอาจต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากโดยไม่มีโอกาสได้รับชดเชยคืน ซึ่งในบางกรณีอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป การหันไปใช้วิธีเจรจาหรือไกล่เกลี่ยหาข้อยุติกันนอกศาล ก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

การเจรจาและไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อยุติ

เมื่อคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายพบว่าการบังคับตามคำพิพากษาคดีชู้กับคู่ชู้ที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพออาจไม่สำเร็จตามที่คาดหวัง หรือไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การหาทางเลือกอื่นในการระงับข้อพิพาทจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

วิธีการหนึ่งที่อาจเป็นประโยชน์คือ การเจรจาหรือไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อยุติร่วมกันระหว่างคู่กรณี การเจรจาในที่นี้หมายถึงการพูดคุยกันโดยตรงระหว่างคู่สมรสและคู่ชู้ ซึ่งอาจมีทนายความคอยให้คำแนะนำอยู่ด้วยก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อตกลงทั้งในส่วนของการชดใช้ความเสียหาย และการกำหนดมาตรการเยียวยาความสัมพันธ์ให้ลงตัวกับความเป็นจริงที่สุด

การไกล่เกลี่ยนั้นจะมีบุคคลที่สามซึ่งเป็นกลางเข้ามาทำหน้าที่ประสานให้คู่กรณีได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน โดยคนกลางนี้จะไม่มีอำนาจตัดสินใจ แต่จะช่วยให้คู่กรณีสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนความต้องการ ระบายความรู้สึก และหาแนวทางที่ยอมรับได้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น

ทั้งการเจรจาและการไกล่เกลี่ย ต่างก็มีข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับการฟ้องคดี เช่น

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย ค่าป่วยการพยาน
  2. ได้ข้อยุติที่รวดเร็วกว่า ไม่ต้องรอกระบวนพิจารณาที่ใช้เวลานาน
  3. รักษาความลับได้ดีกว่า ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือเรื่องครอบครัวต่อสาธารณะ
  4. ยืดหยุ่นกว่าการพิจารณาของศาล เพราะคู่กรณีสามารถตกลงเงื่อนไขต่างๆ ได้อย่างละเอียด และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการชดใช้ได้หลากหลายกว่า
  5. รักษาความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีได้ดีกว่าการต่อสู้คดีในชั้นศาล เพราะไม่ก่อให้เกิดความบาดหมางใจระหว่างกันมากเท่ากับการฟ้องร้อง

อย่างไรก็ดี การเจรจาหรือไกล่เกลี่ยก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกกรณี ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดละความต้องการของตน หรือไม่สามารถตกลงกันได้ในข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ การเจรจาก็อาจไม่บรรลุผล ทำให้ต้องย้อนกลับไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมในที่สุด

การบังคับคดีเพื่อเรียกร้องค่าทดแทน

ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำบังคับโดยสมัครใจ โจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายก็ต้องดำเนินการบังคับคดีเพื่อบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้ให้ครบถ้วน

การบังคับคดีคดีแพ่งในประเทศไทยนั้น อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยมีวิธีการต่างๆ เพื่อบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา เช่น

  1. การยึดทรัพย์สิน: โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ หรือเงินในบัญชีธนาคาร เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
  2. การอายัดเงินเดือน: ถ้าจำเลยมีรายได้จากการทำงานประจำ ศาลอาจออกคำสั่งให้นายจ้างหักเงินเดือนหรือค่าจ้างส่วนหนึ่งของลูกจ้างซึ่งเป็นจำเลย เพื่อนำส่งให้โจทก์เป็นการชำระหนี้
  3. การสอบสวนลูกหนี้: ศาลมีอำนาจเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษามาสอบสวนเกี่ยวกับทรัพย์สิน รายได้ หรือสถานะทางการเงินของลูกหนี้ รวมทั้งกิจการและแหล่งรายได้อื่นๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบังคับคดี
  4. การล้มละลาย: ในบางกรณี หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินหรือสภาพคล่องเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดการทรัพย์สินและชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำสั่งเฉลี่ยทรัพย์ของศาล

การบังคับคดีถือเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร รวมถึงต้องมีการจัดทำเอกสาร ขั้นตอนทางกฎหมาย และการไปศาลเพิ่มเติมด้วย ดังนั้นการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและดำเนินการให้ในสิ่งที่จำเป็น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการบังคับคดี

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการบังคับคดีต่อลูกหนี้อย่างเต็มที่แล้ว บางครั้งก็อาจมีกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้จริงๆ ทำให้ไม่สามารถบังคับชำระได้เต็มจำนวน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินสถานะการเงินของลูกหนี้ก่อนฟ้องร้องดำเนินคดี และการพิจารณาใช้วิธีเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นทางเลือกเมื่อเห็นว่าเหมาะสม

ผลกระทบและข้อควรพิจารณาหลังการฟ้องชู้

ผลกระทบต่อชีวิตคู่และครอบครัว

การตัดสินใจฟ้องคดีชู้นั้น อาจส่งผลกระทบอย่างมากและยาวนานต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส และครอบครัวของทั้งสองฝ่าย แม้ว่าคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายจะชนะคดีและได้รับค่าเสียหายตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบทางด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมที่ตามมา ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

  1. ความเครียดและความเจ็บปวดทางอารมณ์: กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีมักทำให้คู่กรณีต้องกลับมาทบทวนเรื่องราวในอดีตที่สร้างความเจ็บปวด และต้องเผชิญหน้ากับรายละเอียดของความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ซึ่งอาจทำให้ความรู้สึกผิดหวัง โกรธแค้น เสียใจ หวาดระแวง และไม่ไว้วางใจ ถูกซ้ำเติมและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้คู่สมรสเดินหน้าต่อไปได้ยาก
  2. ผลกระทบต่อเด็ก: หากคู่สมรสมีบุตรด้วยกัน การฟ้องร้องคดีอาจส่งผลต่อจิตใจและพัฒนาการของเด็กอย่างมาก เด็กอาจเกิดความเครียด วิตกกังวล สับสน เมื่อเห็นพ่อแม่เป็นคู่ความในศาล การทะเลาะเบาะแว้ง การใส่ร้ายป้ายสี การต่อสู้แย่งชิงสิทธิเลี้ยงดู ล้วนอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างยาวนาน
  3. ความเสียหายต่อชื่อเสียง: คดีความเกี่ยวกับชู้สาวมักได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหากเป็นข่าวบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีตำแหน่งสูง กระแสข่าวดังกล่าวอาจนำมาสู่ความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกตีตราทางสังคม และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทั้งในแง่ส่วนตัวและหน้าที่การงาน
  4. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น: การดำเนินคดีฟ้องชู้มักใช้เงินจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในชั้นศาล ค่าจ้างทนาย ค่าป่วยการพยาน ไปจนถึงค่าสินไหมทดแทนที่อาจต้องจ่าย ภาระทางการเงินนี้อาจสร้างความเครียดและความกดดันเพิ่มเติมให้กับสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว รวมถึงอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของครอบครัวในระยะยาวด้วย

การจัดการความสัมพันธ์หลังการฟ้อง

ไม่ว่าผลของคดีชู้จะออกมาเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสมักได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากการฟ้องร้องดำเนินคดี การรับมือกับผลพวงที่ตามมาหลังการฟ้องคดี จึงต้องอาศัยการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและเดินหน้าต่อไปอย่างสร้างสรรค์

  1. ประเมินความเป็นไปได้ในการรักษาชีวิตสมรส: คู่สมรสควรใช้เวลาทบทวนว่าความสัมพันธ์ในชีวิตคู่จะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ ภายหลังเหตุการณ์นอกใจและการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องอาศัยการพูดคุยสื่อสารกันอย่างเปิดเผยและจริงใจ การได้รับคำปรึกษาจากนักบำบัดหรือที่ปรึกษาครอบครัว และความเต็มใจที่จะแก้ไขปัญหาที่แท้จริงซึ่งนำไปสู่การนอกใจ
  2. ให้ความสำคัญกับความผาสุกของเด็ก: ถ้ามีบุตรด้วยกัน ความต้องการของลูกควรเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก อาจต้องมีการวางแผนใน
  3. กำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ที่ชัดเจน: หากคู่สมรสตัดสินใจแยกทางหรือหย่าร้างกัน การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนถือเป็นเรื่องสำคัญ อาจรวมถึงการตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน การแบ่งภาระหนี้สิน การจัดการค่าเลี้ยงดู ค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับคู่สมรสและบุตร เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงสิทธิหน้าที่และผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ
  4. ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ: การรับมือกับผลกระทบทางอารมณ์และการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายหลังการฟ้องชู้นั้นอาจเป็นเรื่องยากลำบากเกินกว่าจะจัดการได้เพียงลำพัง การขอรับคำแนะนำและการสนับสนุนจากนักบำบัดที่มีประสบการณ์ นักจิตวิทยา นักให้คำปรึกษาครอบครัว หรือผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สามารถให้คำแนะนำที่มีคุณค่าและช่วยนำทางให้ผ่านพ้นอุปสรรคที่ท้าทายไปได้

การเยียวยาทางจิตใจและสร้างความมั่นใจใหม่

การฟื้นตัวจากบาดแผลทางใจอันเกิดจากการนอกใจและการต่อสู้ทางกฎหมายที่ตามมา จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาจิตใจและการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจใช้กลยุทธ์ต่อไปนี้ได้

  1. เปิดใจรับความรู้สึกและให้เวลาไว้ทุกข์: เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเผชิญกับอารมณ์หลากหลายอย่างรุนแรงภายหลังการฟ้องคดีชู้ ควรเปิดใจยอมรับความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าโศก ความโกรธ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด และให้เวลาตัวเองในการไว้ทุกข์ถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ครั้งสำคัญนี้
  2. ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด: มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การฝึกสมาธิ การทำสิ่งที่ชื่นชอบ การใช้เวลากับญาติมิตรที่ไว้ใจได้ เพื่อสร้างความผาสุกให้กับชีวิตอีกครั้งการจัดการความสัมพันธ์หลังการฟ้องชู้ รวมถึงการวางแผนในการดูแลบุตรร่วมกันภายหลังการแยกทาง โดยอาจต้องมีการตกลงเรื่องเวลาและสถานที่ในการเยี่ยมเยียนและดูแลบุตร การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบิดามารดา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่และมีเสถียรภาพทางอารมณ์ที่ดี
  3. มุ่งเน้นการเติบโตส่วนบุคคล: มองประสบการณ์อันเจ็บปวดนี้เป็นโอกาสในการสำรวจตนเองและพัฒนาตนเองใหม่ พิจารณาถึงจุดที่ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ การวางขอบเขตที่ดี เพื่อก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้อย่างมีความหมาย
  4. ค่อยๆ สร้างความไว้วางใจใหม่: หากคู่สมรสตัดสินใจกลับมาคืนดีกัน การสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการเยียวยา โดยอาจต้องอาศัยความมุ่งมั่นที่จะเปิดเผยและโปร่งใส ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และความอดทนในการค่อยๆ ปลูกฝังความไว้เนื้อเชื่อใจอีกครั้ง

การก้าวผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการทำชู้และการฟ้องร้องนั้น ถือเป็นการเดินทางส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือการให้เวลากับตัวเอง การมีเมตตากับตนเอง และการมีเครือข่ายให้การสนับสนุน โดยการให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางอารมณ์และการมุ่งสร้างอนาคตที่ดีกว่า จะช่วยให้สามารถค่อยๆ เยียวยาจิตใจจากความเจ็บปวดและความขัดแย้งในที่สุด

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องชู้

ต้องจดทะเบียนสมรสหรือไม่ถึงจะฟ้องชู้ได้?

ตามมาตรา 1523 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดไว้ว่า ในการฟ้องคดีชู้นั้นจะต้องเป็นการกระทำละเมิดระหว่าง "สามีภริยา" เท่านั้น โดยคู่สมรสที่จะยื่นฟ้องคดีชู้ต่อบุคคลภายนอกได้จะต้องมีการจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายตามขั้นตอนที่ถูกต้อง หากเป็นการอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส ก็ไม่อาจฟ้องคดีละเมิดฐานความเสียหายอันเนื่องจากการกระทำชู้ได้

กระบวนการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยนั้น คู่สมรสจะต้องไปแสดงตนต่อนายทะเบียนที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอตามภูมิลำเนา โดยต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านฉบับจริง และพยานบุคคลอีกอย่างน้อย 2 คน ไปแสดงด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดพิธีให้คู่สมรสลงลายมือชื่อในทะเบียนสมรสต่อหน้าพยาน ซึ่งเมื่อจดทะเบียนแล้วก็ถือว่าเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย

หากคู่สมรสที่ได้รับความเสียหายละเลยไม่จดทะเบียนสมรส ย่อมเป็นการตัดสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องคดีละเมิดเรียกค่าเสียหายจากบุคคลภายนอกที่เป็นชู้ เนื่องจากมิได้มีสถานะเป็นคู่สมรสโดยนิตินัย แม้จะได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงจากการที่คู่ของตนไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่นก็ตาม

การฟ้องชู้ส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกหรือไม่?

เนื่องจากคดีการฟ้องชู้ถือเป็นคดีละเมิดที่แยกออกต่างหากจากคดีฟ้องหย่า ฉะนั้น ผลของคดีชู้จึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการปกครองบุตรหรือการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากคู่สมรสฝ่ายใดต้องการฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวก็ต้องแยกฟ้องเป็นคดีเดี่ยวต่างหาก

แม้ว่าการฟ้องคดีชู้จะไม่ส่งผลในทางกฎหมายต่อการเลี้ยงดูบุตร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฟ้องคดีอาจสร้างความตึงเครียดและความบาดหมางให้กับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมให้การตกลงเรื่องการดูแลบุตรหลังการแยกทางกันเป็นไปด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคู่สมรสจึงควรพยายามแยกเรื่องการฟ้องชู้ออกจากเรื่องการเลี้ยงดูบุตร และมุ่งเน้นความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ

ตามหลักกฎหมายครอบครัว ในการพิจารณาคดีแพ่งเกี่ยวกับการปกครองบุตรนั้น ศาลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร และความต้องการและความสุขของบุตรเป็นสำคัญ การกระทำชู้ของบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดเพียงอย่างเดียวที่จะทำให้ศาลตัดสิทธิบิดาหรือมารดาในการเลี้ยงดูบุตรได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่ายังสามารถปกครองดูแลบุตรได้เป็นอย่างดีและเป็นประโยชน์ต่อบุตรมากกว่า

ดังนั้น หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่สอดคล้องกันในเรื่องการปกครองบุตร แนวทางที่แ

นะนำคือการหารือพูดคุยเพื่อหาข้อยุติที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ โดยอาจขอให้ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอม หรืออาจใช้บริการไกล่เกลี่ยของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องครอบครัว

การบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งเวลาและสถานที่เลี้ยงดูบุตร รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขและข้อผูกพันต่างๆ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ย่อมส่งผลดีต่อการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการเติบโตและพัฒนาการของบุตร

มีวิธีไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องชู้หรือไม่?

หลักการระงับข้อพิพาทในทางแพ่ง กระบวนการไกล่เกลี่ยถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากคดีฟ้องชู้มักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์และชื่อเสียงของคู่กรณีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายสูงและความเสี่ยงมาก ฉะนั้น การพิจารณาวิธีระงับข้อพิพาททางเลือกอื่นๆ ก่อนยื่นฟ้องต่อศาล จึงเป็นสิ่งที่คู่กรณีควรให้ความสำคัญ

การดำเนินคดีในชั้นศาล การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นกระบวนการที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยสันติวิธี ซึ่งอาจมีบุคคลที่สามที่เป็นกลางเข้ามาช่วยทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ไกล่เกลี่ยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับฟังข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งและข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก แต่จะไม่มีอำนาจในการบังคับหรือตัดสินชี้ขาด โดยมุ่งเน้นให้คู่กรณีเกิดความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน และสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในที่สุด

ข้อดีของการไกล่เกลี่ยเมื่อเปรียบเทียบกับการฟ้องร้องในศาล มีดังนี้

  1. ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนพิจารณาหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลามาก
  2. ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าจ้างทนายความ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินคดี
  3. รักษาความลับได้มากกว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยมีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ
  4. คู่กรณีสามารถควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่า สามารถยืดหยุ่นในการตกลงเงื่อนไขรายละเอียดให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละฝ่าย
  5. รักษาความสัมพันธ์ได้ดีกว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันเชิงสมานฉันท์จะช่วยลดความบาดหมางและเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์ฟื้นตัวง่ายกว่า

วิธีการไกล่เกลี่ยสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ

  • การเจรจาโดยตรงระหว่างคู่สมรสทั้งสองฝ่าย
  • การใช้บุคคลที่สามซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
  • การใช้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจากหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรเอกชนที่ได้รับการรับรอง
  • การปรึกษานักบำบัดหรือที่ปรึกษาครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญในการแก้ไขความขัดแย้ง

 

หากการไกล่เกลี่ยในขั้นต้นประสบความสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายอาจตกลงทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเยียวยาและชดเชยความเสียหาย ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เพื่อระงับข้อพิพาทโดยสมัครใจโดยไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล อันจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก

อย่างไรก็ตามหากความพยายามในการเจรจาไกล่เกลี่ยไม่สัมฤทธิ์ผล ไม่สามารถหาข้อยุติที่เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายได้ การนำคดีฟ้องร้องไปสู่ชั้นศาลก็ยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่คู่กรณีสามารถดำเนินการได้ โดยต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่ของผลคำพิพากษาและผลกระทบที่ตามมา

ต่อไปนี้ในการพิจารณาดำเนินการฟ้องชู้ ประเด็นสำคัญคือคู่สมรสต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบด้านถึงข้อดีข้อเสียและผลที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ชื่อเสียงในสังคม สุขภาพจิตใจของทุกฝ่าย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี หากเป็นไปได้ ควรเลือกใช้วิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นลำดับแรก เพื่อลดความเสียหายและรักษาสัมพันธภาพไว้ให้มากที่สุด

อย่างไรก็ดีไม่ว่าผลของคดีชู้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจ ปรับตัว และสร้างชีวิตใหม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ต้องไม่ลืมว่าหากมีบุตรร่วมกัน ความผาสุกและอนาคตของบุตรควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก

 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />