เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-25

พ่อกับแม่ ใครมีสิทธิในตัวลูกมากกว่ากัน

สิทธิในตัวลูก (อำนาจปกครองบุตร) 

1. สิทธิในการเลี้ยงดูลูก 

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ 

1.1 บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันแล้วหย่ากัน 

กรณีนี้ถ้าได้จดทะเบียนสมรสแล้วหย่าขาดกัน ให้พ่อกับแม่ ทำความยินยอมตกลงเป็นหนังสือกัน ว่าบุตรจะต้องอยู่ในความปกครองของใคร 

ถ้าหากตกลงกันไม่ได้ ก็ฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลพิจารณาตัดสินอำนาจปกครองบุตร และยังสามารถขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง “ในกรณีหย่าโดยความยินยอม ให้สามีภริยาทำความตกลงเป็นหนังสือว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด ถ้ามิได้ตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด” 

ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าเด็กจะอยู่ในอำนาจปกครองของพ่อหรือแม่ ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงิน ความประพฤติ สภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดู เป็นต้น 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5136/2537 

ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าที่จำเลยตกลงให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เองนั้น ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคแรก 

จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของหนังสือหย่าและบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยให้ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ผู้เป็นบิดาได้ 

แม้ว่าจะหย่าขาดจากกันแล้ว แต่พ่อหรือแม่ก็ยังมีสิทธิในการไปมาหาสู่ เยี่ยมเยือนลูกได้ 

ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1584/1 “บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม” 

1.2 บิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วมีบุตร 

สิทธิในการเลี้ยงดูลูกย่อมตกเป็นของมารดาแต่เพียงผู้เดียว 

เนื่องจาก กฎหมายถือว่ามารดาเป็นผู้ให้กำเนิด เด็กย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดา หน้าที่ในการเลี้ยงดู อุปการะเด็กจึงเป็นของมารดา 

1.3 กรณีหากไม่ปรากฏบิดา 

กรณีนี้สิทธิในการเลี้ยงดูลูกก็ยังเป็นของมารดาแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน โดยระบุชื่อมารดาในสูติบัตร 

หากต่อมาบิดามาขอรับรองบุตร นายทะเบียนสามารถออกใบสูติบัตรได้ใหม่โดยเพิ่มชื่อของบิดาเพียงแต่ต้องมีการตรวจ DNA เป็นหลักฐานในการยืนยันความเป็นบิดา 

สรุป

กรณีพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรส 

การที่จะเป็นคู่สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมสมบูรณ์ด้วยการจดทะเบียนสมรส 

เมื่อจดทะเบียนแล้ว จะถือว่าทั้งสามีภรรยาถือเป็นพ่อแม่ที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตร และเป็นทายาทโดยธรรมประเภทบิดามารดาตาม ป.พ.พ.มาตรา 1629(2) ด้วย 

ซึ่งบิดาและมารดาย่อมมีสิทธิหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย 

แต่ทางกลับกัน หากพ่อแม่ไม่จดทะเบียนสมรส 

กฎหมายจะถือว่าเด็กนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาแต่เพียงผู้เดียว เฉพาะมารดาเท่านั้น ที่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น” 

ถ้าหากบิดาประสงค์จะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรเช่นเดียวกับมารดา ต้องขอรับรองบุตร 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2557

ผู้เยาว์เป็นบุตรเกิดจากโจทก์ซึ่งเป็นหญิงที่มิได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1546 ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 

ส่วนจำเลยที่ 1 แม้อ้างว่าเป็นบิดาของผู้เยาว์ แต่เมื่อผู้เยาว์มิได้เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกัน การจะอ้างว่าผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อบิดามารดาสมรสกัน หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร 

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้มีลักษณะที่ปรากฎตามความดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงหามีสิทธิใดๆ ในตัวผู้เยาว์ไม่ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1547 ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว 


2. วิธีการรับรองบุตร 

วิธีการรับรองบุตร คือ การทำให้บุตรนอกสมรสกลับกลายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา 

ดังบัญญัติใน ป.พ.พ.มาตรา 1547 “เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร” 

วิธีการรับรองบุตรมี 3 วิธี ดังนี้

  1. ฟ้องขอต่อศาลให้ศาลพิพากษาว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน 
  2. จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง และ 
  3. บิดาได้จดทะเบียนขอรับเป็นบุตร 

บิดาสามารถเลือกรับรองบุตรได้ในวิธีใดวิธีหนึ่ง แม้กระทำตอนใดก็ตาม จะทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่เด็กเกิด

ซึ่งเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 “การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด” 


3. พ่อแม่หย่ากัน ลูกอยู่กับใคร? 

ในการพิจารณาว่าเด็กต้องไปอยู่กับพ่อหรือแม่ ต้องให้พ่อกับแม่เจรจาตกลงกันก่อนว่าจะให้เด็กไปอยู่กับใครหรือพิจารณาว่าใครมีความสามารถในการเลี้ยงเด็กดีกว่ากัน 

หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องฟ้องศาลต่อไปให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่า เด็กต้องอยู่ในความปกครองดูแลของใคร โดยไม่ได้พิจารณาจากตัวพ่อหรือแม่ แต่จะพิจารณาว่าเด็กอยู่กับใครจะได้รับประโยชน์มากกว่ากัน 

4. เกณฑ์ที่ศาลใช้ตัดสินให้ลูกอยู่กับใคร 

ศาลมีหลักในการพิจารณา 7 ประการ ดังนี้ 

4.1 ถ้าเด็กอายุยังน้อย ศาลจะตัดสินให้เด็กอยู่ในความดูแลของมารดา 

เพราะแม่เป็นผู้ให้กำเนิดย่อมมีความรักลูกอยากดูแลลูก ยกเว้นมารดามีความประพฤติไม่ดี เช่น ติดยาเสพติด การพนัน ศาลก็จะให้เด็กไปอยู่กับพ่อ 

4.2 ถ้าศาลเห็นว่าเด็กเคยอยู่ในความดูแลของใครมาก่อนก็จะให้เด็กอยู่ในความดูแลของบุคคลนั้นต่อไป 

เช่น พ่อเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็กจนเด็กโตแล้ว แม่จะขอตัวเด็กไปเลี้ยงดูบ้าง ศาลจะพิจารณาว่าเมื่อเด็กผูกพันกับพ่อก็จะให้เด็กอยู่ในความดูแลของพ่อต่อไป 

4.3 ความประพฤติของพ่อแม่ 

ซึ่งความประพฤติจะหมายถึง อุปนิสัย การกระทำ ศาลจะพิจารณาดูว่าพ่อหรือแม่เลี้ยงดูเด็กอย่างดี ให้ความเอาใจใส่ดูแลมากน้อยเพียงใด ในทางกลับกัน หากพ่อหรือแม่ละเลยไม่เอาใจใส่ดูแล หรือมีความประพฤติไม่ดี ศาลก็จะไม่ตัดสินให้เด็กไปอยู่ในความปกครองของผู้นั้น 

4.4 สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู 

เช่น สถานที่ที่ใช้เลี้ยงดูเด็กเหมาะสมมั้ย หรือ คนที่ช่วยเลี้ยงดูเด็กมีความรับผิดชอบหรือไม่ 

4.5 ฐานะทางการเงินของพ่อแม่ในเรื่องค่าใช้จ่าย 

เช่น ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องแต่งกาย 

4.6 กรณีพ่อแม่มีบุตรด้วยกันหลายคน 

ศาลจะให้บุตรทั้งหมดอยู่ร่วมกันกับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง จะไม่มีการพรากพี่พรากน้อง ให้คนนึงไปอยู่กับพ่อส่วนอีกคนไปอยู่กับแม่ 

4.7 ในกรณีที่เด็กโตแล้ว 

สามารถตัดสินใจเองได้ ให้พิจารณาความประสงค์ของบุตรด้วยว่า เด็กอยากอยู่ในความปกครองของใคร 


5. ค่าเลี้ยงดูลูก 

เมื่อสามีภรรยาหย่าขาดกัน ประสงค์จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูลูก ไม่ว่าลูกจะอยู่ฝั่งพ่อหรือแม่ก็สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ 

แม้ว่าสถานะทางกฎหมายในการเป็นสามีภริยาจะสิ้นสุดลงเพราะหย่าขาดจากกันแล้วก็ตาม แต่ฐานะในการเป็นบิดามารดาในทางกฎหมายยังคงมีอยู่ 

ซึ่งเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” ประกอบ วรรคสอง “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้” 

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องจ่ายจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ หรือถ้าบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ถ้าทุพพลภาพหาเลี้ยงชีพไม่ได้ก็ต้องจ่ายตลอด 

โดยในการเรียกค่าอุปการะ พิจารณาจาก 

  • ฐานานุรูปและความสามารถของผู้ให้และผู้รับ

เช่น ฝ่ายพ่อหรือแม่มีฐานะทางการเงินดี ร่ำรวย ก็สามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้เป็นจำนวนมาก ในทางกลับกัน หากพ่อหรือแม่มีฐานะยากจน ก็สามารถเรียกค่าอุปการะจากอีกฝ่ายได้น้อย 

  • มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร 

โดยพิจารณาจากหลักฐาน พฤติการณ์และความจำเป็น 


การขอเป็นผู้ปกครองบุตรเพียงผู้เดียว 

ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว พร้อมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องและต้องมีเหตุผลที่ศาลจะพิจารณา เช่น กรณีอีกฝ่ายเสียชีวิต ทอดทิ้ง หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม 

การเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองบุตร 

ตามป.พ.พ. มาตรา 1521 “ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา 1520 ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1787/2558

แม้จะยังไม่มีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของจำเลยก็ตาม แต่ภายหลังจากที่จำเลยได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แล้วพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญตาม ป.พ.พ.มาตรา 1521 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />