ค่าเลี้ยงดูบุตร คิดอย่างไร ฟ้องเพิ่ม-ลดได้ไหม (อัปเดต 2568).png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-01

ค่าเลี้ยงดูบุตร คิดอย่างไร ฟ้องเพิ่ม-ลดได้ไหม (อัปเดต 2568)

ค่าเลี้ยงดูบุตร คิดอย่างไร? 5 ปัจจัยหลักที่ศาลใช้พิจารณา

เจ้าของไม่คืนเงินมัดจำ ผู้เช่าทำอย่างไรได้บ้าง.png

"ค่าเลี้ยงดูบุตร ไม่ใช่เลขตายตัวแต่ศาลจะพิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก: รายได้ฐานะของผู้จ่าย ความต้องการจริงของลูก มาตรฐานการครองชีพเดิมในครอบครัว อายุและความต้องการพิเศษของบุตร และภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทั้งสองฝ่าย โดยเป้าหมายคือให้ลูกได้รับการดูแลใกล้เคียงกับเมื่อครอบครัวยังอยู่ด้วยกัน"

ในกรณีที่ตกลงกันเรื่องค่าเลี้ยงดูไม่ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1522 ให้อำนาจศาลเป็นคนกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู อย่างไรก็ตาม การคำนวณค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่การหยิบเลขจากตารางหรือเอาเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนแล้วเสร็จ แต่ศาลจะต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงลูกที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผู้จ่ายที่ต้องไม่ถูกเอาเปรียบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ และผู้เลี้ยงที่ต้องได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ

5 ปัจจัยหลักที่ศาลใช้ในการพิจารณาค่าเลี้ยงดูบุตร

1. รายได้และฐานะทางการเงินของผู้จ่าย

ศาลจะสำรวจรายได้จริงทั้งจากงานประจำ ธุรกิจส่วนตัว ค่าเช่า ดอกเบี้ย และรายได้อื่นๆ ไม่ใช่แค่ดูเงินเดือนหลักเท่านั้น พร้อมกับพิจารณาหนี้สินและภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ เบี้ยประกัน เพื่อให้เหลือเงินพอดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้ 50,000 บาท แต่มีหนี้บ้านเดือนละ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 15,000 บาท ศาลจะประเมินว่าสามารถจ่ายค่าเลี้ยงดูได้ประมาณ 10,000-12,000 บาท โดยยังเหลือเงินพอดำรงชีวิต

2. ความต้องการจริงของบุตรตามวัยและสถานการณ์

ศาลจะพิจารณาค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล ค่ากิจกรรมเสริม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นตามวัย ยกตัวอย่าง เด็กอนุบาลอาจใช้เงิน 8,000-12,000 บาท/เดือน (ค่าอาหาร 3,000 + ค่าเสื้อผ้า 1,000 + ค่าโรงเรียน 5,000 + ค่าใช้จ่ายอื่น 2,000) ขณะที่เด็กมัธยมอาจต้องใช้ 12,000-18,000 บาท/เดือน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและกิจกรรมเพิ่มขึ้น

3. มาตรฐานการครองชีวิตเดิมของครอบครัว

นี่คือจุดที่หลายคนมองข้าม ศาลจะพิจารณาว่าเมื่อครอบครัวยังอยู่ด้วยกัน ลูกเคยได้รับการดูแลในระดับไหน เรียนโรงเรียนราคาเท่าไหร่ พักผ่อนอย่างไร มีกิจกรรมเสริมอะไร เพื่อให้การหย่าร้างส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของลูกน้อยที่สุด หากเคยเรียนโรงเรียนเอกชน ก็ควรได้เรียนต่อ หากเคยเรียนดนตรี ก็ควรได้เรียนต่อ เป็นต้น

4. อายุและความต้องการพิเศษของบุตร

เด็กแต่ละวัยมีความต้องการต่างกัน เด็กเล็กต้องการการดูแลใกล้ชิดและค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เด็กโตต้องการค่าการศึกษาและกิจกรรมเสริมมากขึ้น หากลูกมีความต้องการพิเศษ เช่น เป็นเด็กพิการ มีโรคประจำตัว หรือมีความสามารถพิเศษที่ต้องพัฒนา ศาลจะเพิ่มค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไปด้วย

5. ภาระค่าใช้จ่ายและสถานการณ์ของผู้รับการเลี้ยงดู

ศาลจะดูด้วยว่าฝ่ายที่ดูแลลูกมีรายได้หรือฐานะอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม หากฝ่ายที่ดูแลลูกมีรายได้ดีและสามารถแบกรับค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ ศาลอาจลดภาระของฝ่ายที่ต้องจ่าย ในทางกลับกัน หากฝ่ายที่ดูแลไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อย ศาลจะเพิ่มภาระให้ฝ่ายที่ต้องจ่ายตามความสามารถ

ข้อควรพิจารณาที่หลายคนลืมนึกถึง

  • อย่าคิดแค่เงินเดือนหลัก ศาลจะดูรายได้รวมทั้งหมด รวมถึงโบนัส รายได้จากธุรกิจ การลงทุน และทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ หากปกปิดรายได้อาจถูกเพิ่มค่าเลี้ยงดูในภายหลัง
  • เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง ใบเสร็จค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าโรงเรียน ค่ารักษาพยาบาล จะเป็นหลักฐานสำคัญในการขอหรือต่อสู้เรื่องค่าเลี้ยงดู
  • ใช้มาตรฐานการครองชีวิตเป็นข้ออ้าง ถ่ายรูปห้องเรียน รถรับส่ง กิจกรรมต่างๆ ที่ลูกเคยได้รับ เพื่อแสดงว่าควรได้รับการดูแลในระดับเดิม
  • อย่าใช้ค่าเลี้ยงดูเป็นอาวุธ การปฏิเสธจ่ายหรือขู่ว่าจะลดเงินเพื่อให้ได้ข้อเสียในเรื่องอื่น เป็นวิธีที่ผิด และศาลจะไม่พิจารณาด้วยมุมมองนี้
  • เตรียมแผนระยะยาว ค่าเลี้ยงดูจะเปลี่ยนแปลงตามวัยของลูก ควรคำนวณและวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า กฎหมายยังให้สิทธิขอให้ศาลแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ถ้าฝ่ายที่จะต้องได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูมีพฤติการณ์ เช่น รายได้ทางการเงินของฝั่งที่จะได้รับ ฯ เพิ่มขึ้นหรือลดลง หรือค่าใช้จ่ายของบุตรที่เพิ่มขึ้นตามวัย

สิทธิการเลี้ยงดูบุตร ไม่ได้จดทะเบียน vs จดทะเบียนสมรส ต่างกันอย่างไร

"สิทธิการเลี้ยงดูบุตร ไม่ได้จดทะเบียน vs จดทะเบียนสมรส ต่างกันมาก คู่ที่จดทะเบียนสมรสทั้งคู่มีสิทธิ์เท่าเทียมกันตั้งแต่ลูกเกิด แต่คู่ที่ไม่ได้จดทะเบียน ลูกจะเป็น 'บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย' ของแม่เพียงคนเดียว ส่วนพ่อจะมีเพียงสถานะ "บิดาตามความเป็นจริง" แต่จะยังไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจนกว่าจะทำการรับรองบุตรก่อนจึงจะมีสิทธิ์ตามกฎหมายเท่าเทียมกับแม่ ซึ่งส่งผลต่อการเรียกค่าเลี้ยงดู อำนาจปกครอง และการตัดสินใจเรื่องสำคัญของลูก"

ความแตกต่างระหว่างสิทธิการเลี้ยงดูบุตร ไม่ได้จดทะเบียนกับการจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องที่หลายคู่รักมองข้าม โดยเฉพาะในยุคที่การ "อยู่ด้วยกันก่อนแต่ง" กลายเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งมีลูกแล้วจึงค่อยมาตระหนักว่าสถานะทางกฎหมายส่งผลต่อสิทธิและหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความเข้าใจผิดเรื่องนี้อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต เช่นสิทธิในการเลี้ยงดูและอำนาจปกครองบุตร และการตัดสินใจเรื่องสำคัญของลูก

การเปรียบเทียบสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน

คู่ที่จดทะเบียนสมรส

มีสิทธิ์เท่าเทียมกันทันทีที่ลูกเกิด ทั้งสองเป็น "ผู้แทนโดยชอบธรรม" ที่สามารถใช้อำนาจปกครองร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องการรักษาพยาบาล การศึกษา การเดินทาง หรือการจัดการทรัพย์สินของลูก เมื่อหย่าร้าง ศาลจะพิจารณาว่าใครควรได้อำนาจปกครองหลัก โดยดูจากประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

คู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

สถานการณ์ซับซ้อนกว่ามาก ลูกที่เกิดมาจะเป็น "บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย" ของแม่เพียงคนเดียว และเป็น "บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ของพ่อ ซึ่งหมายความว่าพ่อไม่มีสิทธิ์ในการใช้อำนาจปกครองหรือตัดสินใจเรื่องสำคัญใดๆ จนกว่าจะทำการ "รับรองบุตร" ให้เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ศาลเองก็ไม่ได้ใจร้ายเสมอไป เพราะว่า หากว่าพ่อให้ลูกใช้นามสกุลของตัวเอง เคยส่งเสียเลี้ยงดูค่าเล่าเรียน ดังนี้ แม้ว่าพ่อจะไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรแต่แม่ก็ยังเรียกค่าเลี้ยงดูจากพ่อได้ เพียงแต่จะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องให้รับเด็กเป็นบุตรมาพร้อมกันด้วย เพราะกฎหมายสิทธิและหน้าที่ให้การดูแลบุตรมาพร้อมกับการเป็น "บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย" นั่นเอง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1409/2548)

ขั้นตอนการรับรองบุตรและผลที่ตามมา

การรับรองบุตรมี 2 วิธีหลัก คือ การรับรองโดยสมัครใจ โดยบิดาและมารดาไปจดทะเบียนร่วมกันที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือการที่บิดามารดาแต่งงานกันในภายหลัง หรือ การรับรองโดยคำสั่งศาล ในกรณีที่มารดาไม่ยินยอม บิดาสามารถฟ้องศาลขอให้รับรองบุตรได้ โดยใช้หลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ เช่น การตรวจ DNA หรือพฤติกรรมที่เคยแสดงออกว่ายอมรับว่าเป็นบุตร

หรือการฟ้องคดีขอให้บิดารับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากเข้ากรณีด้านล่าง แม่ของเด็กก็สามารถยื่นฟ้องขอให้พ่อรับรองเด็กได้เลย ซึ่งได้แก่

  • เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงอย่างผิดกฎหมาย
  • เมื่อมีการลักพาหญิงไปในทางชู้สาว หรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิง
  • เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรของตน
  • เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดหรือสูติบัตรว่าเด็กเป็นบุตร โดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
  • เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินกันอย่างเปิดเผย
  • เมื่อมีการร่วมประเวณีกับหญิงในระยะเวลาที่หญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิใช่บุตรของชายอื่น
  • เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเด็กเป็นบุตรของชาย ซึ่งพิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันพ่อลูก เช่น การส่งเสียให้เล่าเรียน ให้การอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้ใช้นามสกุลของชาย
  • เมื่อบุตรถูกรับรองแล้วเรียบร้อยแล้ว บิดาจะมีสิทธิและหน้าที่ เท่าเทียมกับบิดาที่จดทะเบียนสมรส ทั้งการใช้อำนาจปกครอง การตัดสินใจเรื่องสำคัญ และหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร

มารดาสามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ โดยศาลอาจมีคำสั่งให้บิดาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ นับตั้งแต่วันที่มีการฟ้องร้อง หรืออาจย้อนหลังไปถึงวันที่บุตรเกิดได้ เนื่องจากเมื่อได้ทำการรับรองบุตรแล้ว ผลทางกฎหมายจะถือว่าเด็กคนดังกล่าวเป็นบุตรโดยชอบกฎหมายของพ่อตั้งแต่ที่เด็กเกิดเลยทีเดียว

ข้อยกเว้นและคำเตือนสำคัญ

สิทธิการเลี้ยงดูบุตรไม่ได้หมายความเพียงการจ่ายเงิน แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การเยี่ยมพบ และการดูแลทางจิตใจ การไม่จดทะเบียนสมรสอาจทำให้พ่อสูญเสียโอกาสในการมีส่วนร่วมเหล่านี้ นอกจากนี้ ในกรณีที่แม่เสียชีวิตหรือไม่สามารถดูแลลูกได้ หากพ่อไม่ได้รับรองบุตร ลูกอาจต้องไปอยู่กับญาติของแม่หรือสถานสงเคราะห์ แทนที่จะอยู่กับพ่อ

การรับรองบุตรยังส่งผลต่อสิทธิ์ในการรับมรดกด้วย บุตรที่ไม่ได้รับการรับรองจะไม่มีสิทธิ์รับมรดกจากพ่อ และในทางกลับกัน พ่อก็ไม่มีสิทธิ์รับมรดกจากลูกหากลูกเสียชีวิตก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายครอบครัวมองข้าม

⚠️ กำลังเผชิญปัญหาสิทธิการเลี้ยงดูบุตรหรือต้องการคำแนะนำเรื่องการรับรองบุตร? ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญที่ Legardyเพื่อขั้นตอนที่ถูกต้องและปกป้องสิทธิ์ของทุกฝ่าย


ขั้นตอนการฟ้องศาลเรื่องลูก จากเตรียมหลักฐานถึงชนะคดี

ขั้นตอนการฟ้องศาลเรื่องลูก จากเตรียมหลักฐานถึงชนะคดี.png

ขั้นตอนการฟ้องศาลในคดีเกี่ยวกับบุตร

การฟ้องศาลเรื่องบุตรเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะบุตรที่เป็นใจกลางของข้อพิพาท ซึ่งแตกต่างจากการฟ้องคดีประเภทอื่นที่มุ่งหาผู้ชนะผู้แพ้ เป้าหมายหลักของคดีนี้คือการหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับบุตร ดังนั้นการเตรียมตัวและการดำเนินคดีจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ

ขั้นตอนและระยะเวลาโดยประมาณ

  • เตรียมหลักฐาน: ใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน
  • ยื่นฟ้องและไกล่เกลี่ย: หลังจากยื่นฟ้อง ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยเป็นอันดับแรกเพื่อหาข้อยุติที่ประนีประนอมกันได้ หากสำเร็จคดีจะยุติได้ทันที หากไม่สำเร็จจึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีต่อไป
  • การสืบพยานและพิจารณาคดี: ระยะเวลาจะ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี หากมีข้อโต้แย้งมากและต้องมีการสืบพยานหลายปาก อาจใช้เวลานานถึง 3-8 เดือน หรือมากกว่านั้น
  • คำพิพากษา: หลังจากสืบพยานครบถ้วนแล้ว ศาลจะใช้เวลาในการทำคำพิพากษา และนัดฟังคำพิพากษาในภายหลัง
  • ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายจะ ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และอัตราค่าทนายความที่ตกลงกัน
  • จุดที่ชี้ขาด: การชนะคดีคือการ แสดงให้ศาลเห็นว่าตนเองเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบุตร โดยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือประกอบ

หากจะลงลึกในแต่ละขั้นตอน

ระยะที่ 1: การเตรียมและประเมินความหนักแน่นของพยานหลักฐาน

ขั้นตอนการเตรียมหลักฐานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะอาจจะเป็นตัวชี้วัดการแพ้ - ชนะคดีได้เลยทีเดียว หากหลักฐานแน่นและสามารถพิสูจน์จนศาลพอใจ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ขอไปหากมีความเหมาะสมกับพยานหลักฐานศาลก็มีโอกาสให้ได้เต็มตามคำขอมากขึ้น

จึงจะต้องเริ่มจากการรวบรวมเอกสารพื้นฐาน ได้แก่ สูติบัตรลูก ทะเบียนสมรส/หย่า หลักฐานการรับรองบุตร (หากมี) ข้อมูลรายได้และสถานะทางการเงินของทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งจัดเตรียมหลักฐานการดูแลลูกในอดีต เช่น รูปถ่ายกิจกรรมร่วมกัน ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ เวชระเบียนการพาไปหาหมอ และประวัติการเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

หลักฐานด้านสภาพแวดล้อมและความพร้อมในการเลี้ยงดูมีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องเตรียมข้อมูลที่อยู่อาศัย การจัดห้องของลูก ระบบการรักษาความปลอดภัย แผนการศึกษา การดูแลสุขภาพ และเครือข่ายสนับสนุนจากครอบครัวหรือเพื่อน รวมทั้งการเก็บหลักฐานปัญหาของอีกฝ่าย หากมี เช่น พฤติกรรมรุนแรง การทอดทิ้ง การใช้สารเสพติด หรือการไม่เหมาะสมอื่นๆ โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ระยะที่ 2: การยื่นฟ้องและขั้นตอนเริ่มต้น

การยื่นฟ้องต้องทำที่ศาลเยาวชนและครอบครัว ในเขตที่ "จำเลย" หรือ "ผู้ร้อง" มีภูมิลำเนาอยู่ หรือ "มูลคดีเกิด" ในเขตศาล โดยเตรียมคำฟ้องที่ระบุข้อเท็จจริงและคำขอที่เป็นรูปธรรม คดีนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมศาล แต่จะมีเพียงค่าใช้จ่ายในการนำส่งเอกสารทางไปรษณีย์ประมาณ 400-500 บาท หลังจากยื่นฟ้อง ศาลจะออกหมายเรียกคู่กรณีและกำหนดวันนัด ไกล่เกลี่ย ภายใน 2-4 สัปดาห์ ในระยะนี้ ศาลอาจสั่งให้นักสังคมสงเคราะห์เข้าไปสำรวจสภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมของบุตร การเตรียมตัวรับการสำรวจจึงมีความสำคัญ ต้องจัดบ้านให้เป็นระเบียบ เตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการดูแลบุตร หลีกเลี่ยงการแสดงความขัดแย้งต่อหน้าเจ้าหน้าที่

ระยะที่ 3: การไต่สวนและความพยายามประนีประนอม

ในวันนัดแรก ศาลจะเน้นการประนีประนอมเป็นหลัก โดยจะอธิบายถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อบุตรจากการต่อสู้คดียาวนาน และแนะนำให้หาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อบุตรมากที่สุด การประนีประนอมที่สำเร็จจะช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และความเจ็บปวดของทุกฝ่าย หากประนีประนอมได้ ศาลจะบันทึกข้อตกลงเป็นคำพิพากษายอมความที่สามารถบังคับตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม คดีส่วนใหญ่มักจะจบตรงนี้เพราะมีการตกลงกันได้

หากประนีประนอมไม่ได้ ศาลจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี โดยให้คู่กรณียื่นคำให้การและหลักฐานเพิ่มเติม ในระยะนี้ศาลอาจสั่งให้นักสังคมสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในการสืบเสาะและพิจารณาประเด็นต่างๆ และอาจมีการสัมภาษณ์บุตรแยกต่างหาก หากบุตรมีอายุ 10 ปีขึ้นไปและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ระยะที่ 4: การสืบพยานและคำพิพากษา

การสืบพยาน เป็นระยะที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาคดี โดยศาลจะรับฟังพยานจากทั้งสองฝ่าย ตรวจสอบหลักฐาน และรับฟังรายงานจากนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อประกอบการตัดสินใจ พยานที่มีน้ำหนัก ได้แก่ ญาติพี่น้อง ครูของบุตร แพทย์ หรือผู้ที่มีส่วนร่วมในการดูแลบุตร เพราะสามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของบุตรได้

ในบางกรณี ศาลอาจสั่งให้มีการ ประเมินทางจิตวิทยาหรือจิตเวช โดยเฉพาะหากมีข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ปกครอง ซึ่งการประเมินนี้อาจใช้เวลาพอสมควรและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

หลังจากสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาซึ่งระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดีนั้นๆ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด

  • มุ่งเน้นประโยชน์ของลูก ไม่ใช่การแก้แค้น ศาลจะให้น้ำหนักกับฝ่ายที่แสดงให้เห็นว่าคิดถึงลูกเป็นหลัก ไม่ใช่การต้องการชนะเพื่อความพอใจส่วนตัว
  • รักษาความสงบในระหว่างคดี หลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทหรือการกระทำที่อาจส่งผลเสียต่อลูก ศาลจะติดตามพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายตลอดระยะเวลาที่พิจารณาคดี
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดู จัดเตรียมห้องของลูก แผนการศึกษา และกิจกรรมที่เหมาะสมตามวัย
  • หลีกเลี่ยงการพูดในทางลบเกี่ยวกับอีกฝ่ายต่อหน้าลูก ศาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย
  • เตรียมแผนระยะยาว แสดงให้เห็นว่ามีวิสัยทัศน์และความพร้อมในการดูแลลูกในอนาคต

Q&A (Legardy) การปกครองเด็ก — "การเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองบุตรสามารถทำได้หากมีเหตุผลสมควร โดยศาลจะพิจารณาความผาสุกและประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก"

👉 กำลังพิจารณาฟ้องศาลเรื่องลูกหรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการเตรียมหลักฐาน? ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญที่ Legardy เพื่อวางแผนกลยุทธ์และเพิ่มโอกาสในการปกป้องประโยชน์สูงสุดของลูก


ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่พ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสต้องทำอะไรก่อน

ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่พ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสต้องทำอะไรก่อน.png

"ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ไม่ได้จดทะเบียน ต้องทำให้ลูกเป็น 'บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย' ของพ่อก่อนเสมอ โดยการรับรองบุตร (สมัครใจหรือฟ้องศาล) หรือจดทะเบียนสมรสภายหลัง เพราะตามกฎหมายแล้วพ่อไม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การข้ามขั้นตอนนี้ไปฟ้องขอค่าเลี้ยงดูโดยตรงจะถูกศาลไม่รับฟ้อง"

การฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่พ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เป็นกระบวนการที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพราะความจริงแล้วกฎหมายไทยมีหลักการว่า บิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรโดยอัตโนมัติ จึงต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อทำให้ลูกเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบสถานะลูกและเตรียมหลักฐาน

ก่อนอื่นต้องตรวจสอบสูติบัตรของลูกว่าได้ระบุชื่อพ่อไว้หรือไม่ แต่การระบุชื่อพ่อในสูติบัตรอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ลูกเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ หากบิดาไม่ยินยอมรับรองบุตร มารดาต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ ได้แก่ รูปถ่ายที่แสดงความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก หลักฐานการอยู่ร่วมกัน การให้การดูแลเลี้ยงดูในอดีต และหลักฐาน DNA เพื่อใช้ในการฟ้องศาล

ขั้นตอนที่ 2: ให้ลูกเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

หากบิดาไม่ยินยอมรับรองบุตรโดยสมัครใจ มารดาสามารถ ฟ้องศาลขอให้รับรองบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไปในคดีเดียวกันได้เลย โดยศาลจะพิจารณาจากหลักฐานที่มารดานำเสนอ เช่น การตรวจ DNA การอยู่ร่วมกันในช่วงที่ตั้งครรภ์ การยอมรับในอดีต หรือการให้การดูแลเลี้ยงดู ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้บุตรมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา และมีคำสั่งให้บิดาจ่ายค่าเลี้ยงดูในคราวเดียวกัน

การรับรองบุตรโดยสมัครใจ

ในการจดทะเบียนรับรองบุตร บิดาต้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขต พร้อมแนบเอกสารที่จำเป็น ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือยินยอมของบุตร และหนังสือยินยอมของมารดา ก่อนรับจดทะเบียน นายทะเบียนจะสืบข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น บิดามารดา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเพื่อนบ้าน เพื่อประกอบการพิจารณา

ตามกฎหมาย บิดาจะจดทะเบียนให้บุตรเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับ ความยินยอมจากทั้งบุตรและมารดา ซึ่งอาจมาแสดงต่อหน้านายทะเบียนได้ หากบุตรและมารดาไม่ได้มาแสดงความยินยอม นายทะเบียนจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบถึงคำขอจดทะเบียน หาก ไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง (หรือ 180 วันหากอยู่ต่างประเทศ) ให้สันนิษฐานว่า บุตรหรือมารดาไม่ให้ความยินยอม

แล้วถ้าบุตรหรือมารดาไม่ให้ความยินยอม พ่อสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ?

  • จัดทำคำร้อง: ผู้ร้อง (บิดา) จัดทำคำร้องต่อศาลให้ครบถ้วน
  • ให้ถ้อยคำต่อสถานพินิจฯ: ผู้ร้องประสานเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ เพื่อนำบุตรและมารดา พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการสถานพินิจฯ
  • ไต่สวนต่อศาล: ในวันนัดไต่สวน ผู้ร้อง มารดา และบุตร ต้องมาศาลพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานตามบัญชีพยาน
  • ดำเนินการหลังศาลอนุญาต: เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาต ผู้ร้องต้องมาคัดถ่ายคำสั่งศาลภายใน 1 เดือน และขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเพื่อนำไปจดทะเบียนรับรองบุตร

ทางเลือกอีกหนึ่งวิธีในการรับรองบุตร คือ การจดทะเบียนสมรสภายหลัง หากทั้งสองฝ่ายยังคงมีความสัมพันธ์กันและต้องการจดทะเบียนสมรส ลูกจะกลายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องทำการรับรองแยกต่างหาก

ขั้นตอนที่ 3: ฟ้องขอค่าเลี้ยงดูหลังจากรับรองบุตรเรียบร้อย

เมื่อลูกมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อแล้ว จึงสามารถฟ้องขอค่าเลี้ยงดูได้ตามขั้นตอนปกติ โดยยื่นฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัว พร้อมแนบหลักฐานการรับรองบุตร ข้อมูลรายได้ของพ่อ ค่าใช้จ่ายจริงของลูก และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีโอกาสสูงที่จะประนีประนอมได้เพราะฐานเหตุแห่งการฟ้องชัดเจน

การฟ้องพร้อมกันในคดีเดียว (ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย)

ในทางปฏิบัติ หากพ่อไม่ยินยอมรับรองบุตร แม่สามารถฟ้องขอให้รับรองบุตรและขอค่าเลี้ยงดูพร้อมกันในคดีเดียวได้ เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ศาลจะพิจารณาเรื่องการรับรองบุตรก่อน หากตัดสินว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงจะพิจารณาเรื่องค่าเลี้ยงดูต่อไป วิธีนี้ช่วยลดความซับซ้อนและทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

ข้อยกเว้นและคำเตือนสำคัญ

การรับรองบุตรมีผลย้อนหลังถึงวันเกิดของลูก หมายความว่าหากศาลสั่งให้รับรองบุตร แม่สามารถเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ตั้งแต่วันที่ลูกเกิด แต่ต้องระวังเรื่องอายุความในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 5 ปี ซึ่งหากลูกอายุเกิน 5 ปีแล้ว จะเรียกย้อนหลังได้แค่ 5 ปีเท่านั้น ไม่สามารถเรียกย้อนหลังไปถึงเมื่อลูกเกิดได้

  • การรับรองบุตรไม่สามารถเพิกถอนได้ เมื่อทำแล้วบิดาจะมีสิทธิ์และหน้าที่ต่อบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดไป รวมถึงสิทธิ์ในการรับและให้มรดก ดังนั้นควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
  • หากบิดามีภรรยาแล้วก็สามารถรับรองบุตรได้เลยโดยลำพัง ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภรรยา และหากบิดาเสียชีวิตก่อนทำการรับรอง บุตรที่ยังไม่ได้รับการรับรองจะไม่มีสิทธิ์รับมรดกจากบิดาโดยตรง เว้นแต่จะทำการฟ้องคดีต่อศาลให้มีคำสั่งให้เป็นบุตรของบิดาที่ตายไปแล้ว

(อ่านบทความเพิ่มเติม) : ไม่ได้จดทะเบียน ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้เท่าไร


เอกสารฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เอกสารฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง.png

"เอกสารฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตร แบ่งเป็น 4 หมวดหลัก: เอกสารส่วนตัว (สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน) เอกสารความสัมพันธ์ (ทะเบียนสมรส/หย่า หลักฐานการรับรองบุตร) เอกสารการเงิน (หลักฐานรายได้ ค่าใช้จ่ายลูก) และเอกสารประกอบ (รูปถ่าย เวชระเบียน) รวม 15-20 รายการ พร้อมคำฟ้องที่ระบุข้อเท็จจริงชัดเจนและคำขอเป็นรูปธรรม"

การเตรียมเอกสารฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรให้ครบถ้วนและถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ เพราะเอกสารเหล่านี้จะเป็นฐานข้อมูลที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดี การขาดเอกสารสำคัญหรือเอกสารไม่ชัดเจนอาจทำให้ศาลไม่รับฟ้อง หรือไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ ซึ่งส่งผลต่อผลแพ้ชนะของคดี นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบยังช่วยลดเวลาในการดำเนินคดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของศาล

หมวดที่ 1: เอกสารส่วนตัวและข้อมูลพื้นฐาน

เอกสารของผู้ฟ้อง (มารดา)

  • สำเนาบัตรประชาชน (ที่ยังไม่หมดอายุ)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หลักฐานการศึกษา (ใบประกาศนียบัตร/ปริญญา)
  • หลักฐานการทำงาน (หนังสือรับรองจากนายจ้าง/ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ)

เอกสารของบุตร

  • สำเนาสูติบัตร (ฉบับเต็ม ไม่ใช่ใบย่อ)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน (ที่มีชื่อลูกอยู่ด้วย)
  • ใบรายงานผลการเรียน (3 ปีล่าสุด)
  • เวชระเบียน/สมุดสุขภาพแม่และเด็ก

เอกสารของจำเลย (บิดา)

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ข้อมูลที่อยู่อาศัยปัจจุบัน (หากย้ายจากทะเบียนบ้าน)
  • ข้อมูลการทำงาน/ธุรกิจ

หมวดที่ 2: เอกสารความสัมพันธ์และสถานะทางกฎหมาย

สำหรับคู่ที่จดทะเบียนสมรส

  • สำเนาใบสำคัญการสมรส
  • สำเนาใบหย่า (หากหย่าแล้ว)
  • สำเนาคำพิพากษาการหย่า (หากหย่าโดยศาล)

สำหรับคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

  • หลักฐานการรับรองบุตร (หากมี)
  • หลักฐานการอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา (ใบเซ็นสัญญาเช่าบ้านร่วมกัน รูปถ่ายครอบครัว)
  • หลักฐานการยอมรับความเป็นพ่อ (ข้อความ LINE/Facebook การโอนเงิน การซื้อของให้ลูก)

หมวดที่ 3: เอกสารการเงินและรายได้

รายได้ของผู้ฟ้อง

  • สลิปเงินเดือน/ใบรับรองเงินเดือน (6 เดือนล่าสุด)
  • งบแสดงรายได้-รายจ่าย (สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ)
  • สำเนาบัญชีเงินฝาก (6 เดือนล่าสุด)
  • หลักฐานรายได้เสริม (ค่าเช่า ดอกเบี้ย การลงทุน)

รายได้ของจำเลย

  • ข้อมูลการทำงาน (ชื่อบริษัท ตำแหน่ง)
  • สลิปเงินเดือน (หากหาได้)
  • หลักฐานการประกอบธุรกิจ (ใบอนุญาต ทะเบียนการค้า)
  • ข้อมูลทรัพย์สิน (บ้าน รถ เงินฝาก หุ้น)

ค่าใช้จ่ายของลูก

  • ใบเสร็จค่าโรงเรียน/ค่าเทอม (1 ปีล่าสุด)
  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล/ยา
  • ใบเสร็จค่าอาหาร/เสื้อผ้า/ของใช้
  • ใบเสร็จค่ากิจกรรมเสริม (เรียนพิเศษ ดนตรี กีฬา)

หมวดที่ 4: เอกสารประกอบและหลักฐานเสริม

รูปถ่ายและหลักฐานการดูแล

  • รูปถ่ายครอบครัว (แสดงความสัมพันธ์)
  • รูปถ่ายการทำกิจกรรมร่วมกัน
  • รูปถ่ายสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัย
  • รูปถ่ายห้องของลูก/พื้นที่เรียน

เอกสารเพิ่มเติม

  • ใบรับรองแพทย์ (หากลูกมีปัญหาสุขภาพพิเศษ)
  • หนังสือรับรองจากครู/โรงเรียน
  • หลักฐานการให้การดูแลในอดีต (การโอนเงิน การซื้อประกัน)

กรณีพิเศษ: บุตรพิการ ค่ารักษา กิจกรรมเสริม คิดเพิ่มได้ไหม

"กรณีพิเศษบุตรพิการ ค่ารักษา กิจกรรมเสริม คิดเพิ่มได้แน่นอนตาม มาตรา 1564 ที่กำหนดให้บิดามารดาอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามความจำเป็นและเหมาะสม ศาลจะพิจารณาค่าใช้จ่ายจริงจากใบเสร็จ คำแนะนำของแพทย์ ความสามารถพิเศษของลูก และประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนา โดยไม่จำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายพื้นฐาน แต่ครอบคลุมทุกความต้องการที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างเหมาะสม"

การคำนวณค่าเลี้ยงดูบุตรในกรณีพิเศษแตกต่างจากกรณีทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเด็กแต่ละคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการพัฒนาศักยภาพ กฎหมายไทยให้การคุ้มครองเด็กอย่างครอบคลุม โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่านั้น แต่รวมถึงทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้เด็กเติบโตได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและสภาวะของตัวเอง ซึ่งหลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษและการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ

กรณีบุตรที่มีความต้องการพิเศษด้านสุขภาพ

เด็กที่มีปัญหาสุขภาพหรือความพิการสามารถเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้หลายประเภท ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกินมาตรฐาน ค่ายาและอุปกรณ์การแพทย์พิเศษ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าการบำบัด ค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น เครื่องช่วยฟัง รถเข็น อุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายในการดูแลเฉพาะทาง การคำนวณจะอ้างอิงจากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความจำเป็นในการรักษา และค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น

ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานการรักษาจริง ใบรับรองแพทย์ที่ระบุความจำเป็น แผนการรักษาระยะยาว และคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในอนาคต ตัวอย่างเช่น เด็กออทิสติกที่ต้องการการบำบัดเฉพาะทาง ศาลจะพิจารณาค่าบำบัดรายเดือน ค่าอุปกรณ์การเรียนพิเศษ และค่าการฝึกทักษะชีวิต ซึ่งอาจเพิ่มค่าเลี้ยงดูจากมาตรฐานปกติ 10,000 บาท เป็น 20,000-30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความต้องการของเด็ก

กรณีบุตรที่มีความสามารถพิเศษ

เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ก็สามารถเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาศักยภาพได้ ศาลจะพิจารณาจากความสามารถที่แท้จริงของเด็ก โอกาสในการประสบความสำเร็จ ความเหมาะสมของการลงทุน และประโยชน์ระยะยาว ไม่ใช่การตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว

การประเมินความสามารถพิเศษต้องมีหลักฐานสนับสนุน เช่น ผลการแข่งขัน ใบรับรองจากครูผู้สอน การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ หรือการทดสอบความสามารถ ค่าใช้จ่ายที่เรียกได้รวมถึงค่าเล่าเรียนพิเศษ ค่าอุปกรณ์ ค่าการแข่งขัน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถนั้น

กรณีการศึกษาพิเศษและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้

เด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้หรือต้องการสภาพแวดล้อมการศึกษาพิเศษ เช่น เด็ก ADHD เด็กดิสเล็กเซีย หรือเด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะทาง สามารถเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ ครอบคลุมค่าเทอมโรงเรียนพิเศษ ค่าติวเตอร์เฉพาะทาง ค่าอุปกรณ์การเรียนพิเศษ และค่าการประเมินทางจิตวิทยา

ศาลจะพิจารณาจากการวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญ ความจำเป็นของการศึกษาพิเศษ และผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ การเลือกโรงเรียนหรือหลักสูตรต้องเหมาะสมกับความต้องการของเด็กและไม่เกินความจำเป็น ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นอาจต้องเรียนในโรงเรียนที่มีครูต่อนักเรียนน้อยกว่าปกติ ซึ่งมีค่าเทอมสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป

หลักเกณฑ์การพิจารณาและข้อจำกัด

ศาลจะพิจารณาความจำเป็นจริง ความเหมาะสม และความสมเหตุสมผลของค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การตอบสนองความต้องการแบบไม่จำกัด หลักฐานต้องชัดเจนและมาจากผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้ ความสามารถในการจ่ายของผู้มีหน้าที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา หากผู้จ่ายไม่มีความสามารถเพียงพอ ศาลอาจกำหนดให้จ่ายตามความสามารถและหาแหล่งสนับสนุนอื่น เช่น เงินทุนการศึกษา ความช่วยเหลือจากรัฐ หรือองค์กรการกุศล

ข้อสำคัญคือค่าใช้จ่ายพิเศษต้องมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกถึงสถานะของผู้ปกครอง และต้องสอดคล้องกับความสามารถและความต้องการจริงของเด็ก ศาลจะติดตามผลการใช้จ่ายและอาจปรับเปลี่ยนหากพบว่าไม่เกิดประโยชน์ตามที่คาดหวัง


เลี้ยงดูบุตรจนอายุเท่าไหร่? กรณีทั่วไป vs กรณีพิเศษ

"เลี้ยงดูบุตรจนอายุเท่าไหร่ กรณีทั่วไปคือจนครบ 20 ปี หรือแต่งงานก่อน 20 ปี แต่กรณีพิเศษขยายได้ถึงจบปริญญาตรี (22-24 ปี) หรือตลอดชีวิตสำหรับบุตรทุพพลภาพที่หาเลี้ยงตนเองไม่ได้ ศาลจะพิจารณาจากความสามารถจริงในการพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่แค่อายุเท่านั้น รวมถึงสภาวะการเรียน การทำงาน และความพร้อมทางจิตใจ"

การกำหนดระยะเวลาเลี้ยงดูบุตรเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากความพร้อมของบุตรในการดำรงชีวิตอิสระ สภาพการณ์ครอบครัว และเป้าหมายการศึกษา กฎหมายไทยมีความยืดหยุ่นในเรื่องนี้ โดยให้ศาลมีอำนาจพิจารณาตามพฤติการณ์แต่ละกรณี ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีการเติบโตและความพร้อมที่แตกต่างกัน

กรณีทั่วไป: การบรรลุนิติภาวะ

หลักการพื้นฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือการแต่งงานก่อนอายุ 20 ปี การบรรลุนิติภาวะนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของหน้าที่ตามกฎหมายในกรณีปกติ เนื่องจากถือว่าบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วมีความสามารถในการจัดการชีวิตและกิจการของตนเองได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ศาลมักจะพิจารณาถึงสถานการณ์จริงของบุตรในแต่ละกรณี หากบุตรกำลังศึกษาอยู่และยังไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ ศาลอาจขยายระยะเวลาออกไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ถือเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังคมปัจจุบัน

กรณีพิเศษ: การศึกษาต่อเนื่อง

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นกรณีพิเศษที่ศาลมักจะพิจารณาขยายระยะเวลาการเลี้ยงดู โดยเฉพาะเมื่อบุตรเรียนต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพักหรือทำงาน การพิจารณาจะดูจากความจำเป็นของสาขาวิชา ความสามารถทางการเรียน และแผนอาชีพในอนาคต ไม่ใช่การศึกษาที่ไม่มีจุดหมายหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงาน

ศาลจะพิจารณาจากผลการเรียน ความต่อเนื่องของการศึกษา และความเป็นไปได้ในการจบการศึกษาภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล การเรียนปริญญาตรีที่ใช้เวลา 4-5 ปี การเรียนแพทย์ที่ใช้เวลา 6 ปี หรือการเรียนสาขาที่ต้องมีการฝึกงานหรือฝึกอบรมเพิ่มเติม ล้วนอาจได้รับการพิจารณาให้ขยายระยะเวลาการเลี้ยงดู

กรณีพิเศษ: บุตรทุพพลภาพ

บุตรที่มีความพิการหรือทุพพลภาพในลักษณะที่ไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ จะได้รับการคุ้มครองพิเศษโดยมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต ความทุพพลภาพนี้ไม่จำกัดเฉพาะความพิการทางร่างกาย แต่รวมถึงความพิการทางจิต ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง หรือภาวะที่ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตอิสระได้

การประเมินความทุพพลภาพต้องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การประเมินความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และการพิจารณาโอกาสในการฟื้นฟูหรือพัฒนาความสามารถ ศาลจะทบทวนสถานภาพนี้เป็นระยะเพื่อดูว่ามีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ปัจจัยที่ศาลพิจารณาในการขยายระยะเวลา

ศาลจะพิจารณาจากความต่อเนื่องของการศึกษา ความสามารถและความพยายามของบุตร สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของครอบครัว และเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต การแสดงให้เห็นว่าบุตรมีความพยายามและใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเป็นประโยชน์จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง

การมีรายได้เสริมจากการทำงานพาร์ทไทม์หรือทุนการศึกษาจะส่งผลให้ศาลลดจำนวนค่าเลี้ยงดูแต่ไม่จำเป็นต้องยกเลิกทั้งหมด การแสดงความรับผิดชอบต่อการเรียนผ่านผลการเรียนที่ดีและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับศาล

ข้อยกเว้นและสถานการณ์พิเศษ

ในกรณีที่บุตรมีครอบครัวของตนเองแล้ว โดยเฉพาะการมีบุตรและคู่ครอง หน้าที่ของบิดามารดาจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ เนื่องจากถือว่าได้แสดงความสามารถในการดำรงชีวิตอิสระแล้ว การเข้าทำงานประจำและมีรายได้คงที่ก็เป็นสัญญาณของการพึ่งพาตนเองได้ แม้ว่าจะยังศึกษาอยู่

สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมก็เป็นปัจจัยที่ศาลนำมาพิจารณา ในช่วงที่การหางานทำยาก หรือมีการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานที่ส่งผลต่อโอกาสการทำงานของคนหนุ่มสาว ศาลอาจมีความเข้าใจและยืดหยุ่นมากขึ้น


ชนะคดีแล้วแต่ไม่ได้เงิน? วิธีบังคับคดีและติดตามเงินค่าเลี้ยงดู

ชนะคดีแล้วแต่ไม่ได้เงิน วิธีบังคับคดีและติดตามเงินค่าเลี้ยงดู.png

"ชนะคดีแล้วแต่ไม่ได้เงิน ไม่ต้องหมดหวัง มีขั้นตอนบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. หมวด 6 โดยยื่นคำร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหมายบังคับคดี สามารถอายัดเงินเดือน ยึดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดได้ ระยะเวลาบังคับคดี 10 ปีนับจากคำพิพากษาถึงที่สุด จุดสำคัญคือต้องสืบทรัพย์ลูกหนี้และเลือกวิธีบังคับที่เหมาะสมกับสถานการณ์"

การชนะคดีแล้วแต่ไม่ได้เงินเป็นปัญหาที่พบบ่อยในคดีค่าเลี้ยงดูบุตร เพราะคู่กรณีมักหลบหนีหรือปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้ว่าศาลจะได้ตัดสินให้แล้วก็ตาม หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อได้คำพิพากษาแล้วเรื่องจบลง ความจริงแล้วการได้คำพิพากษาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียกเงินจริง กฎหมายไทยมีระบบบังคับคดีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ หากรู้วิธีใช้อย่างถูกต้องและมีความอดทนในการติดตาม

ขั้นตอนที่ 1: การขอออกหมายบังคับคดี

เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากคู่กรณีไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลที่พิจารณาคดีออกหมายบังคับคดีได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากการฟ้องคดีใหม่ เป็นเพียงการขอให้ศาลใช้อำนาจบังคับให้คำพิพากษาได้รับการปฏิบัติตาม คำร้องจะยื่นที่ศาลเดิมที่ออกคำพิพากษา พร้อมแนบสำเนาคำพิพากษา หลักฐานการบอกกล่าวให้ปฏิบัติตาม และหลักฐานการไม่ปฏิบัติตาม

ศาลจะพิจารณาคำร้องและออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการดำเนินการต่างๆ เพื่อบังคับให้ได้เงินตามคำพิพากษา หมายนี้จะมีกำหนดเวลาและเงื่อนไขการปฏิบัติ รวมทั้งอำนาจในการอายัดและยึดทรัพย์ อย่างไรก็ตาม มีเรื่องที่จะต้องคิดคำนึงอยู่เสมอว่าการดำเนินการบังคับคดีจะต้องกระทำภายใน 10 ปีด้วย

ขั้นตอนที่ 2: การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและสืบทรัพย์

เมื่อได้หมายบังคับคดีแล้ว ต้องไปยื่นเรื่องที่สำนักงานบังคับคดี (เดิมเรียกว่า กรมบังคับคดี) ในเขตที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินหรือที่อยู่อาศัย เพื่อขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี การสืบทรัพย์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องใช้ความพยายามและความละเอียดรอบคอบ เพราะหากไม่พบทรัพย์สิน การบังคับคดีจะไม่สามารถดำเนินการได้

วิธีสืบทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลจากกรมที่ดิน สำนักงานขนส่ง ธนาคาร บริษัทประกันสังคม กรมสรรพากร และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ตามกฎหมาย การใช้บริการนักสืบเอกชนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนเทียบกับจำนวนเงินที่จะได้รับ

ขั้นตอนที่ 3: การเลือกวิธีบังคับคดีที่เหมาะสม

การบังคับคดีมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์สินที่พบและสถานการณ์ของลูกหนี้ วิธีที่ได้ผลเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือ การอายัดเงินเดือนหรือสิทธิเรียกร้อง เนื่องจากเป็นรายได้ประจำที่มั่นคงและสามารถติดตามได้ง่าย โดยเจ้าพนักงานจะส่งคำสั่งอายัดไปยังนายจ้าง ห้ามจ่ายเงินเดือนให้ลูกหนี้และให้นำส่งมาตามสัดส่วนที่กำหนด

การยึดทรัพย์สินเป็นวิธีที่ใช้กับทรัพย์สินที่มีตัวตน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เครื่องประดับ หรือสิ่งของมีค่าอื่นๆ เจ้าพนักงานจะออกหมายยึด ทำการสำรวจและประเมินมูลค่า จากนั้นนำออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ วิธีนี้ใช้เวลานานกว่าแต่มักได้เงินก้อนใหญ่

การอายัดสิทธิเรียกร้องอื่นๆ เช่น เงินฝากธนาคาร เงินประกันสังคม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าเช่า หรือหนี้สินที่ลูกหนี้มีกับบุคคลอื่น เป็นวิธีที่ครอบคลุมและสามารถใช้ได้หลากหลาย

ขั้นตอนที่ 4: การติดตามและควบคุมการปฏิบัติตาม

การบังคับคดีไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันเดียว ต้องมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการอายัดเงินเดือนที่ต้องได้รับการนำส่งเป็นประจำทุกเดือน การติดต่อสื่อสารกับเจ้าพนักงานบังคับคดี การตรวจสอบสถานะการดำเนินงาน และการปรับแผนการบังคับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

หากพบว่าลูกหนี้หลบหนีหรือโอนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม เช่น การฟ้องยกเลิกการโอนทรัพย์ที่มีเจตนาฉ้อโกง การขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโอนทรัพย์ หรือการดำเนินคดีอาญาในกรณีที่มีการกระทำผิดกฎหมาย


เบี้ยวค่าเลี้ยงดูบุตร มีสิทธิถูกขัง? กฎหมายลงโทษยังไง

การเบี้ยวค่าเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่ผิดต่อคำสั่งศาลและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพของเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ กฎหมายไทยมีมาตรการบังคับคดีหลายระดับเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็ก

เมื่อคู่กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ผู้ที่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูสามารถ ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ได้ทันที ซึ่งเป็นมาตรการทางแพ่งที่มุ่งให้เกิดการชำระหนี้จริง เช่น

  • การอายัดเงินเดือนและรายได้: เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถอายัดเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ ของลูกหนี้ได้
  • การอายัดบัญชีธนาคาร: สามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของลูกหนี้ได้
  • การยึดทรัพย์สิน: สามารถยึดทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ หรือที่ดิน เพื่อนำไปขายทอดตลาดชำระหนี้ได้

อย่างไรก็ตาม การไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูไม่ถือเป็นความผิดอาญาที่ต้องรับโทษจำคุก เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดอาญาอื่น เช่น การฉ้อโกงหรือการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ซึ่งเจ้าหนี้สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการกับลูกหนี้ได้

วิธีหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ

  • การรีบติดต่อศาลหรือฝ่ายที่ได้รับค่าเลี้ยงดูเมื่อมีปัญหาการเงินเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการถูกบังคับคดีกับทรัพย์สินที่อยากจะสงวนไว้ ศาลมักจะเข้าใจหากมีปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริงและจะหาทางแก้ไขที่เหมาะสม เช่น การปรับลดจำนวนเงินชั่วคราว การผ่อนผันการชำระ หรือการหาทางเลือกอื่น
  • การแสดงเจตนาดีโดยการชำระบางส่วนตามความสามารถ การรายงานสถานะการเงินอย่างสม่ำเสมอ และการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่จะช่วยสร้างความประทับใจและลดโอกาสการถูกลงโทษ
  • การหางานเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อเพิ่มรายได้ก็เป็นวิธีที่ศาลชื่นชมและสนับสนุน การแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามในการแก้ไขปัญหาจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูบุตร

Q: ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหม?

A: ฟ้องได้ แต่ต้องทำให้ลูกเป็น "บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย" ของพ่อก่อน โดยการรับรองบุตร (สมัครใจหรือฟ้องศาล) หรือจดทะเบียนสมรสภายหลัง

Q: ค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม?

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับรายได้ของทั้งสองฝ่าย ค่าใช้จ่ายจริงของลูก โดยทั่วไปอยู่ที่ 20-40% ของรายได้สุทธิของผู้จ่าย

Q: ชนะคดีแล้วแต่ไม่ได้เงิน ทำอย่างไร?

A: ยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีให้ศาล แล้วไปตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สามารถอายัดเงินเดือน ยึดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดได้

Q: เบี้ยวค่าเลี้ยงดูบุตร จะถูกขังไหม?

A: มีโอกาสถูกขัง แต่เป็นทางเลือกสุดท้าย ศาลจะใช้มาตรการอื่นก่อน เช่น อายัดเงินเดือน ยึดทรัพย์สิน หรือตักเตือน

Q: ฟ้องเพิ่มค่าเลี้ยงดูได้ไหม เมื่อไหร่?

A: ฟ้องได้เมื่อมี "พฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป" เช่น รายได้เพิ่มขึ้น ค่าครองชีพแพง หรือลูกมีความต้องการเพิ่มขึ้น

Q: ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรใช้เวลานานแค่ไหน?

A: โดยเฉลี่ย 6-13 เดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและการประนีประนอม หากประนีประนอมได้อาจเสร็จใน 2-3 เดือน

Q: ค่าใช้จ่ายฟ้องคดีประมาณเท่าไหร่?

A: รวมทั้งหมด 25,000-200,000 บาท (ค่าทนาย ค่าเดินทาง) ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและระยะเวลา

Q: เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเตรียม?

A: สูติบัตรลูก ทะเบียนสมรส/หย่า หลักฐานรายได้ ใบเสร็จค่าใช้จ่ายลูก รูปถ่าย และเวชระเบียน รวมประมาณ 15-20 รายการ

Q: ฟ้องที่ศาลไหน?

A: ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลจังหวัดในเขตที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนา หรือที่มูลคดีเกิดในเขตศาล

Q: เลี้ยงดูบุตรจนอายุเท่าไหร่?

A: กรณีทั่วไปจนครบ 20 ปี แต่ขยายได้ถึงจบปริญญาตรี (22-24 ปี) หรือตลอดชีวิตสำหรับบุตรพิการที่พึ่งพาตนเองไม่ได้

Q: ลูกพิการคิดค่าเลี้ยงดูเพิ่มได้ไหม?

A: คิดได้ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าบำบัด ค่าอุปกรณ์พิเศษ และค่าดูแลเฉพาะทาง ตามคำแนะนำแพทย์และความจำเป็นจริง

Q: ลูกมีความสามารถพิเศษ เรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มได้ไหม?

A: เรียกได้หากมีหลักฐานความสามารถที่แท้จริง เช่น ผลการแข่งขัน การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และเป็นประโยชน์ระยะยาว

Q: ไม่มีเงินจ่ายค่าเลี้ยงดู จะเป็นอย่างไร?

A: สามารถขอผ่อนชำระหรือลดจำนวนได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลพร้อมแสดงหลักฐานสถานะการเงิน ศาลจะพิจารณาตามความเหมาะสม

Q: รายได้ไม่แน่นอน คำนวณค่าเลี้ยงดูอย่างไร?

A: ใช้รายได้เฉลี่ยในรอบ 6-12 เดือน หรือกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้จริงแต่ละเดือน โดยมีจำนวนขั้นต่ำที่แน่นอน

Q: โอนเงินผิดบัญชี เอาเป็นหลักฐานค่าเลี้ยงดูได้ไหม?

A: ได้ หากมีหลักฐานอื่นประกอบ เช่น ข้อความแจ้งการโอน การยอมรับของอีกฝ่าย หรือความต่อเนื่องของการโอน

Q: อายุความฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่?

A: 5 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดชำระแต่ละงวด แต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะ สามารถฟ้องย้อนหลังได้ 5 ปี

Q: ฟ้องขอค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ไหม?

A: ได้ ภายในกรอบอายุความ 5 ปี และต้องมีหลักฐานการดูแลเลี้ยงดูจริง หรือความจำเป็นที่เกิดขึ้นในอดีต

Q: พ่อแต่งงานใหม่ ค่าเลี้ยงดูลูกคนเก่าลดได้ไหม?

A: ลดได้หากการแต่งงานใหม่ทำให้ภาระการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องไม่กระทบต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐานของลูก

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />