ฟ้องผู้รับเหมาเบี้ยวงาน_งานไม่เสร็จ หลักฐานที่ต้องมี และค่าเสียหายที่เรียกได้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-29

ฟ้องผู้รับเหมาเบี้ยวงาน/งานไม่เสร็จ หลักฐานที่ต้องมี และค่าเสียหายที่เรียกได้ ฉบับสมบูรณ์ 

การว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างหรือต่อเติมที่อยู่อาศัยคือการลงทุนครั้งสำคัญที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง หลายครั้งที่ “บ้านในฝัน” กลับกลายเป็น “ปัญหาไม่คาดฝัน” เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาทิ้งงานกลางคัน, ทำงานล่าช้ากว่ากำหนดอย่างไม่มีเหตุผล, หรืองานที่ส่งมอบมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและเต็มไปด้วยความชำรุดบกพร่อง ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังก่อให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลแก่ผู้ว่าจ้าง 

ภายใต้ความเสียหายและความผิดหวังนั้น กฎหมายได้มอบสิทธิและเครื่องมือในการเยียวยาให้แก่ผู้ว่าจ้าง ข้อพิพาทระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาอยู่ภายใต้ สัญญาจ้างทำของ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย และเป็นรากฐานในการเรียกร้องความยุติธรรมเมื่อเกิดการผิดสัญญาขึ้น 

ส่วนที่ 1 แก่นแท้ทางกฎหมาย – ทำความเข้าใจ “สัญญาจ้างทำของ” 

1.1 นิยามและสาระสำคัญของสัญญาจ้างทำของ (ป.พ.พ. มาตรา 587)

ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาก่อสร้างถูกนิยามภายใต้ “สัญญาจ้างทำของ” ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ได้บัญญัติไว้ว่า “อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น” 

จากบทบัญญัติดังกล่าว สามารถสรุปสาระสำคัญของสัญญาจ้างทำของได้ดังนี้ 

  • เป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน
  • ผู้รับจ้างมีหน้าที่ทำงานให้สำเร็จ และผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างเป็นการตอบแทน 
  • มุ่งเน้น “ผลสำเร็จของงาน”

หัวใจของสัญญาประเภทนี้คือผลลัพธ์สุดท้ายของงานที่ต้องสำเร็จลุล่วงตามข้อตกลง ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจาก สัญญาจ้างแรงงาน ที่เน้นการทำงานภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง โดยไม่คำนึงถึงผลสำเร็จของงานเป็นหลัก 

องค์ประกอบของสัญญาต้องประกอบด้วย

(1) คู่สัญญา คือ “ผู้ว่าจ้าง” และ “ผู้รับจ้าง”

(2) ข้อตกลงที่จะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ และ 

(3) การตกลงให้ “สินจ้าง” เพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงานนั้น สินจ้างอาจเป็นเงินตราหรือทรัพย์สินอย่างอื่นก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน 

1.2 สัญญาปากเปล่า vs. สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร ฟ้องได้หรือไม่? 

หากการว่าจ้างทำด้วยวาจาหรือที่เรียกกันว่า “สัญญาปากเปล่า” จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้หรือไม่ คำตอบตามหลักกฎหมายคือ “ฟ้องร้องได้”

เนื่องจากสัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีแบบหรือต้องทำเป็นหนังสือ  สัญญาจึงเกิดขึ้นสมบูรณ์ด้วยการแสดงเจตนาตกลงกันของทั้งสองฝ่าย แม้จะเป็นการตกลงด้วยวาจาก็ตาม แม้สัญญาปากเปล่าจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย 

แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งในการดำเนินคดี เพราะภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ถึงข้อตกลงทั้งหมดจะตกอยู่กับฝ่ายผู้ว่าจ้างอย่างเต็มที่ การที่ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ว่าจ้างจะต้องใช้พยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ เช่น ข้อความสนทนา, สลิปโอนเงิน, และพยานบุคคล เพื่อประกอบร่างสร้างข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ด้วยวาจาขึ้นมาใหม่ให้ศาลเชื่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง 

สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็น “พยานหลักฐานชั้นดี” ที่ระบุขอบเขตงาน, วัสดุ, กำหนดเวลาและค่าจ้างไว้อย่างชัดเจน ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาท การพิสูจน์สิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเป็นไปได้โดยง่ายและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือในชั้นศาลมากกว่า 

ส่วนที่ 2 สัญญาณอันตรายและสิทธิของผู้ว่าจ้างเมื่อผู้รับเหมาผิดนัด

 ส่วนที่ 2 สัญญาณอันตรายและสิทธิของผู้ว่าจ้างเมื่อผู้รับเหมาผิดนัด.png

เมื่อผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นการผิดสัญญา ซึ่งอาจปรากฏในหลายรูปแบบ ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะของการผิดสัญญาแต่ละประเภทและสิทธิตามกฎหมายของตนเพื่อดำเนินการขั้นต่อไปได้อย่างถูกต้อง 

2.1 รูปแบบการผิดสัญญาที่พบบ่อย

การทิ้งงาน (Abandonment)

  • เป็นรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด คือ การที่ผู้รับเหมาหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง, ขนย้ายเครื่องมือและคนงานออกจากพื้นที่ และไม่สามารถติดต่อได้หลังจากรับเงินค่าจ้างไปแล้ว 

งานไม่เสร็จหรือล่าช้ากว่ากำหนด (Unfinished/Delayed Work) 

  • ผู้รับเหมายังคงทำงานอยู่แต่มีความล่าช้าอย่างมากโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ในกรณีเช่นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 593 ได้ให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้างในการบอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดส่งมอบงาน 

งานชำรุดบกพร่องหรือไม่ได้มาตรฐาน (Defective Work) 

  • แม้ผู้รับเหมาจะทำงานจนเสร็จ แต่ผลงานที่ส่งมอบกลับมีปัญหา เช่น ใช้วัสดุเกรดต่ำกว่าที่ระบุในสัญญา (ผิดสเปก), ก่อสร้างผิดจากแบบแปลน, โครงสร้างไม่แข็งแรง, หรือมีร่องรอยความไม่เรียบร้อยต่างๆ ซึ่งถือเป็นการผิดสัญญาเพราะผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องส่งมอบงานที่สมบูรณ์และปราศจากความชำรุดบกพร่อง 

2.2 การบอกกล่าวและการบอกเลิกสัญญา

การบอกเลิกสัญญาไม่ใช่เพียงการแจ้งด้วยวาจา การส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินคดี

เพราะเอกสารดังกล่าวจะทำหน้าที่บันทึกช่วงเวลาที่เกิดการผิดสัญญา และเป็นการแสดงเจตนาของผู้ว่าจ้างอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับการผิดสัญญานั้นอีกต่อไป การละเลยขั้นตอนนี้อาจเปิดช่องให้ผู้รับเหมาโต้แย้งในชั้นศาลได้ว่าตนไม่ได้ทิ้งงาน เพียงแต่ทำงานล่าช้า และการที่ผู้ว่าจ้างไปจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาทำงานต่อโดยไม่ได้บอกเลิกสัญญาเดิมอย่างเป็นทางการ ถือว่าผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง 

การแจ้งเตือนให้แก้ไข (Notice to Rectify) 

หากพบว่างานเริ่มมีปัญหาหรือมีความบกพร่องในระหว่างที่ยังทำการก่อสร้างอยู่ ผู้ว่าจ้างควรทำหนังสือแจ้งเตือน (Notice) ให้ผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินการแก้ไขสิ่งที่บกพร่องนั้นภายในระยะเวลาอันสมควร ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 594 กำหนดไว้ 

หนังสือบอกเลิกสัญญา (Termination Letter)

ในกรณีที่ผู้รับจ้างเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือน หรือมีพฤติการณ์ทิ้งงานอย่างชัดเจน ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องจัดทำ “หนังสือบอกเลิกสัญญา” และจัดส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้รับจ้างตามที่ระบุในสัญญาหรือบัตรประชาชน โดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (Registered Mail with Acknowledgment of Receipt) เพื่อให้มีหลักฐานการจัดส่งและการรับเอกสารที่ชัดเจน

การบอกเลิกสัญญาด้วยวิธีนี้จะถือว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีต่อไป 

👉 หากคุณถูกผู้รับเหมาหรือคู่กรณีทำผิดสัญญา สามารถปรึกษาทนายความได้ฟรีที่ Legardy Q&A เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจ้างทนาย

ส่วนที่ 3 หลักฐานที่ใช้

ส่วนที่ 3 หลักฐานที่ใช้.png

การเตรียมพยานหลักฐานที่ครบถ้วนและเป็นระบบคือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะในคดี ผู้ว่าจ้างควรเริ่มรวบรวมหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดทันทีที่เริ่มเห็นสัญญาณของปัญหา

3.1 หลักฐานประเภทเอกสาร (Documentary Evidence)

สัญญาจ้างและเอกสารแนบ สัญญาว่าจ้าง, แบบแปลนสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม, และใบแสดงรายการวัสดุและราคา (Bill of Quantities BOQ) คือหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเอกสารที่กำหนดขอบเขต, มาตรฐาน, และมูลค่าของงานไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานทางการเงิน สลิปการโอนเงิน, สำเนาเช็ค, ใบเสร็จรับเงิน, หรือรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ที่แสดงการจ่ายเงินค่าจ้างในแต่ละงวดอย่างชัดเจน เป็นหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ว่าผู้ว่าจ้างได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนแล้ว หลักฐานการสื่อสาร บันทึกการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE, อีเมล, หรือ SMS ที่มีการพูดคุยเรื่องปัญหาของงาน, การแจ้งให้แก้ไข, การทวงถามความคืบหน้า, หรือข้อความที่ผู้รับเหมายอมรับถึงปัญหาหรือขอเลื่อนกำหนดการ ล้วนเป็นหลักฐานที่มีค่าในการแสดงให้ศาลเห็นถึงการรับรู้ปัญหาและการเพิกเฉยของผู้รับเหมา

3.2 หลักฐานเชิงประจักษ์และพยานผู้เชี่ยวชาญ (Physical and Expert Evidence)

ภาพถ่ายและวิดีโอ ควรถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอความคืบหน้าของงานอย่างสม่ำเสมอในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบเห็นความชำรุดบกพร่อง ควรบันทึกภาพในมุมกว้างและมุมใกล้ให้เห็นรายละเอียดของปัญหาอย่างชัดเจน การเปิดฟังก์ชันแสดงวันที่และเวลาในภาพถ่ายจะช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือของหลักฐาน รายงานการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือสูงมากในชั้นศาล การว่าจ้างวิศวกรโยธาหรือบริษัทรับตรวจสอบอาคารที่เป็นบุคคลที่สามเข้ามาประเมินความเสียหาย, ตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง, และจัดทำรายงานประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแก้ไข จะช่วยเปลี่ยนข้อโต้เถียงเรื่องคุณภาพงานให้กลายเป็นข้อมูลเชิงเทคนิคและตัวเลขที่ศาลยอมรับได้ง่าย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์มูลค่าความเสียหายที่ผู้ว่าจ้างเรียกร้อง 

3.3 พยานบุคคล (Witnesses)

บุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ เช่น เพื่อนบ้านที่เห็นว่าผู้รับเหมาไม่เข้ามาทำงานเป็นเวลานาน, ผู้ควบคุมงาน (โฟร์แมน), สถาปนิก, หรือแม้แต่คนงานของผู้รับเหมาเอง สามารถเป็นพยานบุคคลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือการหยุดงานได้ ตารางสรุป ประเภทพยานหลักฐานและน้ำหนักความน่าเชื่อถือในชั้นศาล

ส่วนที่ 4 การประเมินมูลค่าความเสียหาย เรียกอะไรได้บ้าง?

ส่วนที่ 4 การประเมินมูลค่าความเสียหาย เรียกอะไรได้บ้าง.png

เมื่อผู้รับเหมาผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้หลายประเภท ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นค่าเสียหายโดยตรง, ค่าเสียหายต่อเนื่อง, และในบางกรณีอาจรวมถึงค่าเสียหายเชิงลงโทษ 

4.1 ค่าเสียหายโดยตรงจากการผิดสัญญา (Direct Damages)

เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำผิดสัญญาของผู้รับเหมา มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผู้ว่าจ้างกลับคืนสู่สถานะเสมือนว่าสัญญาได้ถูกปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เงินค่าจ้างที่จ่ายล่วงหน้า สามารถเรียกคืนเงินค่าจ้างที่ได้ชำระไปแล้วในส่วนของงานที่ผู้รับเหมายังไม่ได้ลงมือทำ หรือในส่วนที่ทำไปแล้วแต่มีความชำรุดบกพร่องอย่างร้ายแรงจนต้องรื้อถอนทำใหม่ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมารายใหม่ที่สูงขึ้น หากผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาทำงานต่อจนแล้วเสร็จ และมีค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือสูงกว่าค่าจ้างตามสัญญาเดิม ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกให้ผู้รับเหมารายเดิมรับผิดชอบในส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้นได้ 

ตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1629/2524 ซึ่งวินิจฉัยว่าเงินที่เพิ่มขึ้นจากการจ้างผู้รับเหมารายใหม่ถือเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการผิดสัญญา ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง มูลค่าของค่าวัสดุและค่าแรงงานที่จำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซมแก้ไขผลงานที่ผู้รับเหมารายเดิมทำไว้ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งควรประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เบี้ยปรับกรณีส่งมอบงานล่าช้า หากในสัญญามีการกำหนดเบี้ยปรับไว้เป็นรายวันในกรณีที่ส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนด ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเรียกค่าปรับได้ตามสัญญา แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ผู้ว่าจ้างจะต้อง “สงวนสิทธิ” ในการเรียกค่าปรับไว้ในขณะที่รับมอบงานนั้นด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิในการเรียกค่าปรับ 

4.2 ค่าเสียหายต่อเนื่อง (Consequential Damages) 

เป็นค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการผิดสัญญา ซึ่งคู่กรณีได้คาดเห็นหรือควรจะคาดเห็นได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน เป็นค่าเสียหายที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น หากการก่อสร้างบ้านพักอาศัยล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้ผู้ว่าจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยต่อไป ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกค่าเช่าที่ต้องจ่ายไปในช่วงเวลาที่ล่าช้านั้นเป็นค่าเสียหายได้ ค่าขาดโอกาสทางธุรกิจ ในกรณีที่โครงการก่อสร้างเป็นอาคารเพื่อการพาณิชย์ เช่น ร้านอาหาร, โรงแรม, หรือโรงงาน หากการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ทำให้ผู้ว่าจ้างสูญเสียรายได้หรือกำไรที่ควรจะได้รับในช่วงเวลาดังกล่าว ก็สามารถคำนวณและเรียกร้องเป็นค่าเสียหายได้เช่นกัน 

4.3 ค่าเสียหายเชิงลงโทษ

สิทธิพิเศษในคดีผู้บริโภค การฟ้องคดีผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านพักอาศัยมักจะเข้าลักษณะเป็น “คดีผู้บริโภค” ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองแก่ผู้ว่าจ้าง (ในฐานะผู้บริโภค) เป็นพิเศษ และเปิดโอกาสให้ศาลสามารถกำหนด “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ (Punitive Damages)” เพิ่มเติมจากค่าเสียหายตามจริงได้ การเลือกดำเนินคดีในฐานะคดีผู้บริโภคจึงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังเป็นการลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบและป้องกันไม่ให้ไปสร้างความเสียหายกับผู้บริโภครายอื่นในอนาคต 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6542/2567 พิพากษาให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นเงิน 500,000 บาท เพิ่มเติมจากค่าเสียหายตามจริง โดยให้เหตุผลว่าการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยไม่มีใบอนุญาต, ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน, และทิ้งงาน ถือเป็นการกระทำโดย “จงใจเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่มีเหตุอันสมควร” ซึ่งเข้าเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ที่ให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ 

ส่วนที่ 5 เส้นทางสู่ศาล ขั้นตอนการฟ้องร้องและอายุความ 

5.1 การดำเนินคดีในฐานะ "คดีผู้บริโภค" 

ดังที่กล่าวไปข้างต้น การฟ้องผู้รับเหมาที่รับจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยสามารถดำเนินคดีในศาลแพ่งแผนกคดีผู้บริโภคได้ ซึ่งมีข้อได้เปรียบหลายประการสำหรับผู้ว่าจ้าง การยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ผู้บริโภคจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นต้นทั้งหมด ซึ่งรวมถึงค่าขึ้นศาลที่ปกติจะคิดในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องร้อง กระบวนการที่รวดเร็วและเน้นการไกล่เกลี่ย ศาลในคดีผู้บริโภคจะมุ่งเน้นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นอันดับแรก เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ก่อนการฟ้องคดี ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือในการเจรจาไกล่เกลี่ยได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 

5.2 อายุความที่ต้องรู้ก่อนจะหมดสิทธิฟ้อง

อายุความหรือระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนคดีขาดอายุความ จะทำให้เสียสิทธิในการฟ้องร้องไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งในคดีจ้างทำของมีอายุความที่เกี่ยวข้องหลายฉบับที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 

อายุความฟ้องเรียกค่าเสียหายจากงานชำรุดบกพร่อง 

เป็นอายุความที่สั้นและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 กำหนดให้ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ความชำรุดบกพร่องนั้นได้ปรากฏขึ้น การเจรจาพูดคุยกับผู้รับเหมาไม่ได้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ดังนั้นเมื่อพบความชำรุดบกพร่องและผู้รับเหมาไม่รีบแก้ไข ต้องรีบดำเนินการทางกฎหมายทันที 

ความรับผิดในสิ่งปลูกสร้าง

สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่ติดกับพื้นดิน (ยกเว้นโรงเรือนไม้) ป.พ.พ. มาตรา 600 กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่ปรากฏขึ้นภายใน 5 ปี นับแต่วันส่งมอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อความชำรุดบกพร่องปรากฏขึ้นแล้ว ก็ยังคงต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายใน 1 ปีตามมาตรา 601 เช่นเดิม 

อายุความฟ้องผิดสัญญาทั่วไป

สำหรับการเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญาในประเด็นอื่น ๆ ที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ เช่น การทิ้งงาน จะมีอายุความทั่วไป 10 ปี อายุความเรียกค่าจ้าง (สำหรับผู้รับเหมา) ในทางกลับกัน หากผู้รับเหมาจะฟ้องเรียกค่าจ้างที่ค้างชำระจากผู้ว่าจ้าง กฎหมายกำหนดอายุความไว้ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34(1) 

👉 สนใจปรึกษาทนายเพื่อฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญา? ติดต่อทนายผู้เชี่ยวชาญได้ที่นี่

ข้อเสนอแนะเชิงป้องกัน สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะว่าจ้างผู้รับเหมาในอนาคต

การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ ควรดำเนินการดังนี้

  • ตรวจสอบประวัติผู้รับเหมา
  • ตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา
  • สถานะทางการเงิน
  • การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
  • ทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ 
  • สัญญาต้องระบุขอบเขตงาน, แบบแปลน, รายการวัสดุ (BOQ)
  • กำหนดเวลาแล้วเสร็จของแต่ละงวดและจำนวนเงินค่าจ้างอย่างละเอียดและชัดเจน 
  • กำหนดเบี้ยปรับและเงื่อนไขการเลิกสัญญา 
  • ระบุเบี้ยปรับกรณีล่าช้าและสิทธิในการบอกเลิกสัญญาหากผู้รับจ้างผิดนัดอย่างชัดเจน 
  • แบ่งงวดงานให้สอดคล้องกับความคืบหน้าจริง 
  • กำหนดการจ่ายเงินให้สัมพันธ์กับปริมาณงานที่แล้วเสร็จจริงในแต่ละงวด เพื่อลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินเกินกว่างานที่ทำ

การเตรียมตัวที่ดีและการมีความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาท และเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการปกป้องสิทธิของตนเองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาจากผู้รับเหมาที่ไม่มีความรับผิดชอบ

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “