เผยแพร่เมื่อ: 2025-11-10

หมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล คืออะไร เสี่ยงอะไรเวลาคอมเมนต์คดี

ประเทศไทยของเราเป็นประเทศแห่งเสรีภาพในด้านการแสดงออกทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชน 

ยิ่งในยุคสมัยที่ทุกคนสามารถพูดคุยกันผ่านหน้าจอมือถือและแป้นพิมพ์ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างมันรวดเร็วเสียจนตามไม่ทัน ซึ่งรวมถึงกรณีของการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการยุติธรรมและศาล อีกทั้งในเรื่องการทำงาน ความโปร่งใสของผู้พิพากษาในช่วงเวลาที่ผ่านมา เวลาเกิดเป็นคดีดังแห่งปีและมีการตัดสินที่อาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบางคน ก็จะเกิดการแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่รุนแรง โดยอาจส่อแววเข้าข่ายการดูหมิ่นศาลได้ 

แล้วการดูหมิ่นศาลคืออะไร ต่างจากการละเมิดอำนาจศาลอย่างไร และการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ แบบไหนถึงเสี่ยงโดนคดี บทความนี้เรามีคำตอบให้ค่ะ

“ดูหมิ่นศาล” คืออะไร แล้วแตกต่างอย่างไรกับคำว่า “ละเมิดอำนาจศาล”

ก่อนที่เราจะเข้าไปทำความเข้าใจกับคำดังกล่าว เราต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ดูหมิ่น” เสียก่อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้มีการให้คำนิยามหรือความหมายไว้ชัดเจนนัก เราจึงกลับไปดูความหมายตามที่ราชบัณฑิตยสถานได้นิยามว่า  

“ดูหมิ่น” หมายถึง การแสดงกิริยาท่าทาง พูด หรือเขียน เป็นเชิงดูถูกว่ามีฐานะต่ำต้อยหรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริง เป็นต้น 

ดังนั้นการดูหมิ่นจึงเป็นการแสดงออกในเชิงดูถูกอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการด้อยค่าหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นการจงใจทำให้อีกฝ่ายหรือคนที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านถ้อยคำนั้นเกิดความรู้สึกในแบบเดียวกัน

คำว่า ดูหมิ่นศาล หรือที่เราชอบเรียกกันตามสื่อว่า หมิ่นศาล นั้น จึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนถึงผู้ที่กระทำการดังข้างต้นต่อศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาคดีหรือพิพากษาคดี หรือแม้กระทั่งการขัดขวางการพิจารณาหรือการพิพากษาของศาล ก็ต้องได้รับโทษและความผิดฐานดูหมิ่นศาลนั่นเอง

ต้องดูหมิ่นถึงขั้นไหน ถึงจะเป็นการดูหมิ่น? 

หากยังไม่เห็นภาพเราจะบอกว่าไม่ยากเลย เหมือนเราดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือตำรวจนั่นแหละ เช่น “นายแดงด่านายไก่ว่า เป็นตำรวจภาษาอะไร จับโจรก็ไม่ได้ แถมรับสินบนอีก” กลับกันถ้านายไก่เป็นผู้พิพากษาในคดีหนึ่ง แล้วมีนายแดงต่อว่าถึงการพิจารณาคดีของนายไก่ทำนองว่าตัดสินไม่เป็นธรรม พิพากษาคดีไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือแม้กระทั่งดูถูกนายไก่ว่าเป็นผู้พิพากษาที่ไม่ได้เรื่อง ตัดสินคดีผิด ๆ ถูก ๆ ก็เข้าข่ายดูหมิ่นผู้พิพากษาได้ 

ส่วน การดูหมิ่นศาล คือ การดูถูกถึงกระบวนการของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน แค่ไม่ได้พูดเป็นคน ๆ อย่างการกล่าวถึงผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่ง อีกทั้งการขัดขวางการพิจารณาหรือการพิพากษาก็หมายความได้ตรงตัว เช่น กระทำการใดที่ทำให้การพิจารณาคดีหรือพิพากษาเกิดความติดขัด เป็นต้น 

การดูหมิ่นศาลจึงเป็นเรื่องของความผิดอาญาที่ค่อนข้างร้ายแรง เพราะเพดานของโทษถือว่าสูง และในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถืออย่างมาก หากสถาบันนี้เป็นที่พูดถึงในเชิงดูหมิ่นดูแคลนได้ง่าย ใครจะเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทยเรา ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “ละเมิดอำนาจศาล” 

การละเมิดอำนาจศาล 

เป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งประมวลกฎหมายนี้จุดประสงค์ของการมีอยู่ คือการบอกเล่าถึงวิธีการพิจารณาคดีต่าง ๆ เป็นลำดับขั้นตอน โดยเฉพาะคดีทางแพ่ง แต่ก็มีบ้างที่นำบทบัญญัติของประมวลนี้ไปปรับใช้ในการพิจารณาคดีทางอาญาโดยอนุโลม ฉะนั้นแล้วการละเมิดอำนาจศาลจึงต่างจากดูหมิ่นศาลตรงที่รายละเอียดและการปฏิบัติ โดยจะเห็นได้ในมาตรา 31 ที่กล่าวถึงการกระทำการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งใครทำตามอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ อาจเข้าข่ายกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้นะ!!

  1. ไม่ทำตามข้อกำหนดของศาล หรือทำตัวสร้างความน่ารำคาญหรือทำตัวไม่เรียบร้อยในบริเวณของศาล รวมถึงห้องพิจารณาคดีด้วยนะ เช่น ถ้าใครเคยไปนั่งฟังการพิจารณาคดีหรือเข้าไปในบริเวณของศาล เราจะเห็นป้ายบอกถึงข้อกำหนดการปฏิบัติตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัวหรือการสำรวม การใช้โทรศัพท์ และข้อห้ามที่เขาห้าม อย่างการอัดเสียงหรือวิดีโอภายในห้องพิจารณา เป็นต้น
  2. เป็นเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โดยอ้างเหตุว่า ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม หรือหากจ่ายไปก็เดือดร้อน ซึ่งถ้าที่อ้างมาเป็นเรื่องโกหก พยานหลักฐานที่ใช้อ้างก็หลอกลวง ปลอม เท็จ ไม่จริงตามที่อ้าง ก็โดนเลยละเมิดอำนาจศาลเต็ม ๆ 
  3. เวลาเราอยู่ในชั้นการพิจารณาคดี จะมีการส่งกระดาษไปมา พวกคำฟ้อง คำให้การ เราจะเรียกอย่างเป็นทางการว่าคำคู่ความ และรวมถึงเอกสารอื่น ๆ จากศาล ถ้าเรารู้ว่ามีพวกเอกสารนี้มาถึงเรา แต่เราเมินไม่สนใจ หนีไปที่ห่างไกล หรือพยายามหาทางหลีกเลี่ยงในการรับเอกสารดังกล่าว ก็ไม่รอดนะคะ จำไว้เลย!!
  4. เป็นเรื่องของการร้องขอต่อศาลในการตรวจเอกสารที่อยู่ในสำนวนความทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเป็นการคัดสำเนาเอาไปโดยขัดต่อข้อห้ามที่มีไว้ในมาตรา 54 ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลห้ามแต่ก็ยังทำ
  5. ศาลสั่งให้มาศาล หรือออกหมายเรียกลูกหนี้หรือบุคคลอื่นให้มา แต่ไม่มา ก็ถือว่าเป็นการละเมิดได้เหมือนกัน 

หากทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 ข้อที่กล่าวไปนี้ ศาลมีอำนาจสั่งลงโทษได้เลยตามมาตรา 33 ได้แก่ ไล่ออกไปจากบริเวณศาล และ/หรือลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับได้เลย โดยจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท ซึ่งศาลจะสั่งลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะลงโทษทั้งคู่เลยก็ได้ เพราะงั้นอย่าล้อเล่นกับศาลยุติธรรมจะดีกว่า ได้ไม่คุ้มเสียนะ

หากยังไม่เข้าใจ...เรามีกรณีตัวอย่างเป็นคำพิพากษาให้มาศึกษาและทำความเข้าใจกันด้วยนะ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2565 

ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในคดีที่จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดี เป็นการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตาม ป.อ. มาตรา 198 และการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คำว่า "ศาลหรือผู้พิพากษา" นั้น มิได้หมายความถึงเฉพาะศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (1) เท่านั้น หากยังมีความหมายรวมถึงศาลหรือตุลาการศาลอื่นซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายด้วย ซึ่งการดูหมิ่นผู้พิพากษาตามบทบัญญัติมาตรานี้ หมายถึง การกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น

จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนี้ เป็นการนิยามถึงคำว่า “ดูหมิ่นศาล” เป็นการกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาหรือการทำหน้าที่ของผู้พิพากษา 

ซึ่งในกรณีนี้จำเลยได้ใช้ถ้อยคำดังว่า “ตีความและหรือแปลความทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันเองอันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำโดยสุจริต ยกขึ้นกล่าวซึ่งบทบัญญัติที่ไม่ปรากฏมีบัญญัติในกฎหมายใช้ประกอบการวินิจฉัยมีคำสั่งประหนึ่งบัญญัติกฎหมายขึ้นเองเพื่อใช้กับคดีนี้เป็นการเฉพาะ กระทำการประหนึ่งทนายความผู้แก้ต่างคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี” เป็นการส่อให้ใครที่ได้อ่านหรือฟังถ้อยคำนี้ เข้าใจว่าองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้ง 5 ท่าน ไม่ได้ใช้กฎหมายที่บัญญัติไว้ในการตัดสินคดี แต่ใช้สิ่งที่ตัวผู้พิพากษาเหล่านั้นคิดขึ้นเองมาตัดสิน ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้พิพากษา จำเลยจึงโดนเรื่องการดูหมิ่นศาลนั่นเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8005/2551

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ยอมรับสมุดบันทึกและกระดาษบันทึกที่มีลายมือเขียนของผู้ทำพินัยกรรมเพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับพินัยกรรมเป็นการสั่งไปตามอำนาจหน้าที่ การที่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ระบุว่าศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งหรือการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแผนขั้นตอนหรือวิธีการโดยไม่สุจริตเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนรังเกียจโจทก์ไม่พอใจโจทก์ ดังนี้เป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) แม้ต่อมาโจทก์จะยื่นคำแถลงขอถอนคำแถลงคัดค้าน ก็ไม่ทำให้คำแถลงคัดค้านหมดไป

จากกรณีตามคำพิพากษานี้ เป็นเรื่องราวของศึกแห่งจ้าวมรดก ระหว่างผู้จัดการมรดกทั้งสองที่ต้องมานั่งพิสูจน์ถึงความมีอยู่จริงของพินัยกรรมนั้น โดยโจทก์ได้ยื่นสมุดบันทึกและกระดาษบันทึก เพื่อตรวจเปรียบเทียบลายมือกับพินัยกรรมว่าเป็นคนเดียวกันเขียนขึ้นจริง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกมาว่าไม่รับ เพราะจำเลยคัดค้านว่าไม่ใช่ลายมือของผู้ตายที่เป็นเจ้าของมรดกนี้ ฝั่งโจทก์ไม่ชอบใจเลยยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลว่าการกระทำตามหน้าที่ของศาลไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำไปโดยไม่สุจริต แถมผู้พิพากษาเจ้าของคดีเคยมีประเด็นกันมาก่อนกับโจทก์มาแล้วด้วย ถ้ารังเกียจกันก็ถอนตัวจากคดีเสีย ซึ่งถ้อยคำในคำแถลงคัดค้านฉบับนั้นถือว่าละเมิดอำนาจศาล เพราะเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาซึ่งทำตามหน้าที่อยู่ ทั้งนี้การกระทำของโจทก์ก็เป็นการประวิงคดีให้ชักช้าด้วย จึงเข้ามาตรา 31 (1) นั่นเอง


การคอมเมนต์ลงบนสื่อโซเชียลเกี่ยวกับศาลหรือการทำงานของผู้พิพากษา จะเสี่ยงโดนคดีหรือเปล่า?

การดูหมิ่นศาล 

จะเป็นเรื่องของการกระทำความผิดทางอาญาที่ดูเรื่องเจตนาเป็นหลัก แม้ว่าจะไม่ได้ไปพูดในบริเวณศาล แต่การวิจารณ์การทำงานของศาลหรือผู้พิพากษาที่ปฏิบัติตามหน้าที่ในคดีนั้น ยิ่งคอมเมนต์หรือแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ก็ดี หรือโพสต์เองลงสื่อ Facebook หรือ X ก็ตาม หากคำที่แสดงความคิดเห็นนั้นมีเจตนาจะดูแคลนการทำงานของศาล หรือดูถูกผู้พิพากษานั้น ทำให้คนที่เข้ามาอ่านเข้าใจในเชิงของการลดทอนคุณค่าของความยุติธรรมที่ศาลพึงมี ก็เข้าข่ายผิดฐานดูหมิ่นศาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องพิจารณาของศาลถึงจะเอาผิดได้ เพราะตามมาตรา 198 ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดเลยว่าต้องดูหมิ่นต่อหน้าหรือดูหมิ่นบริเวณไหน แม้จะกระทำความผิดบนรถไฟฟ้า ขอแค่มีเจตนาดูหมิ่นก็เข้าข่ายแล้ว

ส่วนการละเมิดอำนาจศาลนั้น 

การแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์หรือการโพสต์เสียเองก็อาจจะเข้าข่ายของการกระทำความผิดฐานนี้ได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี ยกตัวอย่างกรณี มาตรา 31 (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลอาจสั่งห้ามหรือมีข้อกำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตาม ซึ่งข้อกำหนดหรือข้อห้ามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับสื่อโซเชียล ถ้าขัดคำสั่งนี้ก็เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลได้เช่นกัน เพราะการกระทำเช่นว่านั้นมันอาจส่งผลให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างล่าช้าและเกิดความวุ่นวายภายในบริเวณศาลก็เป็นได้

สรุปเลยแล้วกัน

เมื่อเรามีเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นได้เต็มที่ในทุกที่ ก็ใช่ว่าเราจะด่า ใช้ถ้อยคำเสียดสี หรือดูหมิ่นผู้อื่นได้ ในกรณีของศาลหรือผู้พิพากษาก็เช่นกัน เราอยู่ในยุคที่เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทุกองค์กรหรือหน่วยงานได้ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการลดทอนคุณค่าในหน้าที่หรือตัวบุคคลที่ทำตามหน้าที่นั้น เราวิจารณ์โดยอาศัยความสุจริตชนได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ช่องว่างเหล่านี้ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรที่เกี่ยวกับความยุติธรรม เพราะถ้าเราทำลายมันได้ง่ายดายด้วยลมปากนั้น กฎหมายจะไม่มีทางศักดิ์สิทธิ์ได้เลย

การดูหมิ่นศาลจึงเป็นเรื่องของเจตนา ถ้าเราบริสุทธิ์ใจอยากตรวจสอบการทำงานหรือสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของศาล กฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ถ้าเรามีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเมามันส์อย่างเดียว ก็คงต้องโดนโทษอาญาในวันข้างหน้า ส่วนการละเมิดอำนาจศาล เป็นการกำหนดกรอบให้กระบวนการพิจารณาหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นไปเพื่อความสงบและเรียบร้อย ถ้าเราปฏิบัติตามที่กำหนด ไม่ล้อเล่นกับกระบวนการของศาล ก็จะไม่โดนไล่และไม่โดนโทษทางอาญาแน่นอน ทางเราคอนเฟิร์ม!!


แหล่งอ้างอิง

สกธ สำนักงานกิจการยุติธรรม. “คำนี่ในกฎหมายแปลว่าอะไร? : ดูหมิ่นศาล”. จาก https://justicechannel.org/read/law-in-words/vocab-6

จิตรา อินทรหนองไผ่. “ขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดอำนาจศาล” จาก https://library.coj.go.th/pdf-view.html?fid=49129&table=files_biblio

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />