โต้แย้งพินัยกรรมไม่ชอบ: หลักฐาน–เส้นตาย
การทำพินัยกรรม เป็นวิธีการที่เจ้าของทรัพย์สินกำหนดว่าทรัพย์สินของตนหลังความตายจะให้เป็นไปอย่างไรที่กฎหมายรับรอง แต่ในทางปฏิบัติมีหลายกรณีที่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าพินัยกรรมฉบับหนึ่ง “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และต้องการโต้แย้งเพิกถอนพินัยกรรมนั้น ซึ่งการจะโต้แย้งให้สำเร็จไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้างว่า “ผู้ตายถูกบังคับ” หรือ “ผู้ทำพินัยกรรมไม่รู้เรื่อง” เท่านั้น แต่จะต้องมีเหตุอ้างทางกฎหมาย หลักฐานรองรับ และต้องยื่นฟ้องภายในเส้นตายที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ด้วย บทความนี้จะสรุปให้ครบทั้งองค์ประกอบ เงื่อนไขที่ใช้โต้แย้งพินัยกรรม หลักฐานที่ควรเตรียม และอายุความฟ้อง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดอย่างเป็นระบบ
พินัยกรรมที่ไม่ชอบ มีลักษณะไหนบ้าง ?
พินัยกรรมที่ไม่ชอบ หมายความว่า เป็นพินัยกรรมที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งแบ่งประเภทตามเหตุบกพร่องได้ดังนี้
1.พินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยรูปแบบ
พินัยกรรม เป็นนิติกรรมชนิดที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดแบบไว้ การจะให้พินัยกรรมใช้งานได้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำให้พินัยกรรมภายในแบบที่กฎหมายกำหนดและต้องทำให้ถูกต้องตามแบบด้วย ตามมาตรา 1655 ซึ่งบัญญัติ “พินัยกรรมนั้น จะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้” ถ้าทำไม่ถูกต้องตามแบบ ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1705 ซึ่งบัญญัติว่า “พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661 หรือ 1663 ย่อมเป็นโมฆะ” ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้
ตามมาตรา 1656 ซึ่งบัญญัติว่า “พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้”
ก็คือ พินัยกรรมแบบทั่วไป ต้องมีพยาน 2 คน และลงลายมือชื่อพร้อมกับผู้ทำพินัยกรรม การแก้ไขข้อความก็ต้องทำแบบเดียวกัน ดังนั้น หากมีพยาน 1 คน ที่ลงลายมือชื่อ หรือมี 2 คนแต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อพร้อมกัน ก็สามารถอ้างได้ว่าพินัยกรรมนี้เป็นโมฆะในตัวของมันเองเลย
ตามมาตรา 1663 ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้
เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้น
พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย
ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้น จะให้เสมอกับการลงลายมือชื่อได้ก็แต่ด้วยลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน”
หรือก็คือพินัยกรรมแบบวาจา ซึ่งทำได้แค่เฉพาะสถานการณ์พิเศษเท่านั้น หากเราพิสูจน์ได้ว่าสถานการณ์ที่ว่าไม่มีจริง หรือมีจริงแต่พยานไม่ถึง 2 คน หรือมีพยาน 2 คน แต่เขาไม่แจ้งข้อความต่อกรมการอำเภอช้ามาก ทั้งที่มีโอกาสไปแจ้งได้เร็วกว่านั้น ศาลก็จะตัดสินให้พินัยกรรมนี้เป็นโมฆะได้
2. พินัยกรรมที่มีข้อความต้องห้าม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้พินัยกรรมจะเป็นสิ่งที่เจ้าของทรัพย์สินสร้างขึ้นเพื่อสั่งการหลังตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน แต่คำสั่งบางอย่างกฎหมายก็ได้ห้ามไว้ หากมีก็บังคับใช้ไม่ได้ ซึ่งมักเป็นข้อความที่พิจารณาแล้วอาจถูกบังคับหรือปลอมขึ้นมาได้ โดยหากมี ก็สามารถถูกโต้แย้งได้ มีตัวอย่างดังนี้
-ยกทรัพสินย์ให้ผู้ปกครองตามกฎหมายของผู้ทำพินัยกรรมหรือคู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องของผู้ปกครองของผู้ทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1652 ไม่สามารถทำได้ เป็นโมฆะตามมาตรา 1705 เว้นแต่จะได้ทำคำแถลงการณ์ปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1577 และมาตราต่อ ๆ ไป แห่งประมวลกฎหมายนี้เสร็จสิ้นแล้ว
-ยกทรัพย์สินให้ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรม คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยาน และพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความของพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา 1663 ตามาตรา 1653 ทั้งสามวรรค ซึ่งหากมี ข้อความนี้จะเป็นโมฆะตามมาตรา 1705
-คำสั่งตามมาตรา 1706 ซึ่งบัญญัติว่า “ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะ
(1) ถ้าตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม หรือแก่บุคคลภายนอก
(2) ถ้ากำหนดบุคคลซึ่งไม่อาจที่จะทราบตัวแน่นอนได้เป็นผู้รับพินัยกรรม แต่ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมลักษณะเฉพาะนั้น อาจกำหนดโดยให้บุคคลใดคนหนึ่งเป็นผู้ระบุเลือกเอาจากบุคคลอื่นหลายคน หรือจากบุคคลอื่นหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ก็ได้
(3) ถ้าทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ หรือถ้าให้บุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ”
ได้แก่ ผู้ทำพินัยกรรมตั้งเงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมว่าจะยกพินัยกรรมให้ ถ้าผู้รับพินัยกรรมต้งผู้ทำพินัยกรรมเป็นคนได้รับพินัยกรรมของผู้รับพินัยกรรม หรือตั้งให้มีผู้รับพินัยกรรมที่หาตัวไม่ได้ หรือไม่กำหนดทรัพย์สินที่จะยกให้ให้ชัดเจนว่าให้อะไร ให้เท่าไหร
3.พินัยกรรมไม่ชอบเพราะผู้ทำพินัยกรรมขาดความสามารถ
การที่ผู้ทำพินัยกรรมขาดความสามารถ เป็นเหตุสำคัญที่อ้างได้ว่าพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ซึ่งมีเหตุหลัก ๆ ดังนี้
-ผู้ทำพินัยกรรมอายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ พินัยกรรมที่ทำจะเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1703 ซึ่งบัญญัติว่า “ พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ”
-พินัยกรรมที่คนที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 ทำ เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1704 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ”
-พินัยกรรมที่ถูกคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ยังไม่ได้ถูกศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้น จะถือเป็นอันสูญเปล่าถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมกำลังจริตวิกลอยู่ในขณะที่ทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1704 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่”
โดยความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม ให้พิจารณาเฉพาะตอนที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น ตามมาตรา 1654 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894 /2534
อ.ทำพินัยกรรมโดยพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าค. และ ล.พร้อมกัน ส่วน บ. ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมภายหลัง เมื่อ ค.และ ล. ลงลายมือชื่อในฐานะพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของ อ.ในขณะที่ทำพินัยกรรมแล้ว พินัยกรรมจึงมีพยานครบ 2 คน มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656
เรื่องของฎีกานี้คือ ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมยกมรดกให้จำเลย แต่ผู้พินัยกรรมเป็นคนที่สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ โดยในฎีกานี้จำเลยพิสูจน์ได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสมบูรณ์ดีขณะทำพินัยกรรม ศาลจึงตัดสินว่าพินัยกรรมฉบับนี้มาเป็นโมฆะ
จากฎีกานี้ การพิสูจน์ถึงความไม่สมบูรณ์ของความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม มีความสำคัญมาก ๆ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าขณะทำไม่สมบูรณ์ก็อ้างหักล้างพินัยกรรมไม่ได้
4.พินัยกรรมไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของผู้ทำพินัยกรรม
นอกจากกรณีที่กล่าวมา ถ้าพินัยกรรมไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของผู้ทำพินัยกรรม พินัยกรรมนั้นก็ใช้ไม่ได้ โดยมีเหตุแบ่งได้ดังนี้
-พินัยกรรมปลอม หรือมีการปลอมแปลงพินัยกรรม คือพินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้สร้างเอง แต่มีผู้อื่นปลอมขึ้น หรือมีการแก้ไขปลอมแปลงพินัยกรรมที่มีอยู่แล้วให้ข้อความเปลี่ยนไป
-พินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมถูกข่มขู่ให้ทำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1708 ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะเหตุข่มขู่ก็ได้ แต่หากผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ต่อมาเกินหนึ่งปีนับแต่ผู้ทำพินัยกรรมพ้นจากการข่มขู่แล้ว จะมีการร้องขอเช่นว่านั้นไม่ได้”
-พินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อฉล ซึ่งความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้น ต้องถึงขนาดที่พินัยกรรมนั้นจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีความสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1709 ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลได้ก็ต่อเมื่อความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลเช่นนั้น พินัยกรรมนั้นก็จะมิได้ทำขึ้น
ความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับ แม้ถึงว่ากลฉ้อฉลนั้น บุคคลซึ่งมิใช่เป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมได้ก่อขึ้น
แต่พินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นโดยสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลย่อมมีผลบังคับได้ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมมิได้เพิกถอนพินัยกรรมนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ที่ได้รู้ถึงการสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้น”
5.มีพินัยกรรมที่ใหม่กว่าพินัยกรรมฉบับนั้น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1697 ถ้ามีพินัยกรรมฉบับที่ใหม่ ข้อความที่ขัดกันระหว่างพินัยกรรมหลายฉบับ ให้ใช้ตามฉบับที่ใหม่กว่า
หลักฐานที่ควรใช้ในการโต้แย้ง
พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่จะใช้ในการโต้แย้ง มีหลายอย่างมาก ซึ่งเราควรใช้เฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกัยข้ออ้างที่เราจะอ้างในการโต้แย้ง โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้
1.ตัวพินัยกรรมเอง ถ้าปัญหาอยู่ที่ตัวพินัยกรรม เช่น การลงลายมือชื่อไม่ครบถ้วน ลอยขีดแก้ไขที่ทำไม่ถูกต้อง ลายมือชื่อปลอม รวมถึงสำเนาของพินัยกรรม เพื่อตรวจสอบความตรงกันของข้อมูล
2.พยานบุคคล ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของผู้ทำพินัยกรรม เช่น ความจริตวิกล ว่าเป็นหนักแค่ไหน แค่บางเวลา หรือตลอดทั้งวัน หรือเจ้าของลายมือชื่อพยานในพินัยกรรม ซึ่งช่วยยืนยันได้ว่าพินัยกรรมนั้นเขาได้ลงลายมือชื่อรับรองจริงมั้ย หรือของปลอม
3.หลักฐานทางการแพทย์ หากมีการอ้างว่า ผู้ทำพินัยกรรมมีความบกพร่องในความสามารถ หลักฐานรับรองทางการแพทย์มีความสำคัญในการช่วยยืนยันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประวัติโรค อาการป่วย หรือประวัติการใช้ยา
4.หลักฐานที่พิสูจน์ว่ามีการครอบงำผู้ทำพินัยกรรม เช่น แชทข้อความข่มขู่ทางโทรศัพท์ เสียงบันทึก หรือจะเป็นหลักฐานที่เป็นพฤติการณ์ก็ได้ เช่น ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ดูแลผู้ทำพินัยกรรมอยู่ผู้เดียว ห้ามคนอื่นเข้าเยี่ยม หรือผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ดูแลเอกสารต่าง ๆ ของผู้ทำพินัยกรรมเองคนเดียว พฤติการณ์ลักษณะนี้สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นเพื่อเพิ่มน้ำหนักข้ออ้างของเราได้
5.ผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์ความถูกต้องของตัวเอกสาร เช่นพิสูจน์ลายมือว่าใช่ลายมือของผู้ทำพินัยกรรมมั้ย ถ้าเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเอง
เส้นตายในการโต้แย้ง
สำหรับเส้นตายในการโต้แย้ง จะสั้นยาวขึ้นอยู่กับลกษณะของความไม่สมบูรณ์ว่ารุนแรงแค่ไหน
1.สำหรับพินัยกรรมที่ผู้ทำพินัยกรรมถูกข่มขู่ สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้เลยตั้งแต่ต้น แต่ก็ถูกฟ้องขอให้เพิกถอนได้ โดยต้องทำภายใน 1 ปีที่ถูกข่มขู่หากผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ ตามมาตรา 1708
หรือหากผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตแล้ว ให้ฟ้องภายใน 3 เดือนถ้าผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้องอยู่แล้ว หรือภายใน 3 เดือนหลังจากที่ผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้อง หรือหากผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้องอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมที่กระทบส่วนได้เสียของตน ก็ให้นับอายุความ 3 เดือนตั้งแต่ที่ผู้ฟ้องรู้ว่ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมที่กระทบส่วนได้เสียของตัวเอง และไม่ว่าจะในกรณีไหนก็ตาม ต้องฟ้องภายใน 10 ปีนับตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต
สำหรับพินัยกรรมที่ทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉลหรือความสำคัญผิด จะบังคับใช้ได้เหมือนพินัยกรรมปกติก็ต่อเมื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้เพิกถอนพินัยกรรมภายใน 1 ปีที่รู้ถึงกลฉ้อฉลหรือความสำคัญผิด
หรือหากผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตแล้วโดยยังไม่เพิกถอน และผู้ทำพินันกรรมยังไม่รู้หรือรู้ถึงกลฉ้อฉลหรือความสำคัญผิดแล้วไม่ถึง 1 ปี ให้ฟ้องภายใน 3 เดือนถ้าผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้องอยู่แล้ว หรือภายใน 3 เดือนหลังจากที่ผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้อง หรือหากผู้ฟ้องรู้ถึงเหตุที่จะฟ้องอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมที่กระทบส่วนได้เสียของตน ก็ให้นับอายุความ 3 เดือนตั้งแต่ที่ผู้ฟ้องรู้ว่ามีข้อกำหนดในพินัยกรรมที่กระทบส่วนได้เสียของตัวเอง และไม่ว่าจะในกรณีไหนก็ตาม ต้องฟ้องภายใน 10 ปีนับตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต
3.สำหรับพินัยกรรมที่เป็นโมฆะ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ตั้งแต่เริ่มแรกอยู่แล้ว การฟ้องพินัยกรรมที่เป็นโมฆะสามารถทำได้ตลอด ไม่มีอายุความมาจำกัด
ดังนั้น การฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมเป็นกระบวนการที่ผู้เสียหายต้องเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องเหตุเพิกถอนที่กฎหมายรับรอง พยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ และต้องยื่นฟ้องภายในกำหนดอายุความ หากละเลยประเด็นใดไปอาจทำให้สิทธิในการโต้แย้งพินัยกรรมเสียไปโดยถาวร ดังนั้นผู้ที่สงสัยว่าพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายควรรีบตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมหลักฐาน และขอคำปรึกษาทางกฎหมายโดยเร็วที่สุด
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ







