ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกรณียากจน: เงื่อนไข เอกสารที่ต้องยื่น
ถ้าหากเราต้องการฟ้องคนอื่น เพราะโดนโกง และเราต้องการพึ่งกระบวนการยุติธรรม แต่กลับติดปัญหาเพราะยากจน ไม่มีเงินจ่ายค่าธรรมเนียมศาล กฎหมายจะคุ้มครองเราไหม จะสามารถฟ้องได้ไหม เราจะทำอย่างไรได้บ้าง
ถ้าไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาล กฎหมายมีทางออกให้เราคือ การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั่นเอง
บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขและเอกสารในการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล รวมถึงขั้นตอนเบื้องต้นในการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ทำไมต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล
ตามกฎหมายแล้วหากเราต้องการฟ้องคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ เช่น ฟ้องคดีกู้ยืม ฟ้องคดีละเมิด ฟ้องเรียกเงินฐานผิดสัญญา เราจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลตามที่กฎหมายกำหนด
แต่ก็มีคดีบางประเภทที่ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล เช่น คดีแรงงาน คดีผู้บริโภค คดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมศาลสามารถดูอัตราค่าธรรมเนียมได้จากตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือสามารถคำนวณค่าธรรมเนียมศาลได้ง่าย ๆ ได้จากเว็บไซต์ระบบคำนวณค่าธรรมเนียมศาลของศาลยุติธรรม
ค่าธรรมเนียมศาล คือ เงินที่คู่ความ เช่น โจทก์ จำเลย ต้องชำระเป็นค่าบริการที่เรียกเก็บตามกฎหมายให้แก่ศาลตามระเบียบที่กำหนดไว้ เป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม
นอกจากค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องชำระให้แก่ศาลแล้ว ยังมีค่าฤชาธรรมเนียมอื่น ๆ อีก ที่โจทก์หรือจำเลยต้องจ่าย เช่น ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน เป็นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง
เงื่อนไขการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
การชำระค่าธรรมเนียมศาล อาจเป็นภาระสำหรับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือมีฐานะยากจน กฎหมายจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน
โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมต่อศาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 กำหนดว่า หากบุคคลใดที่ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ สามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีได้ ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น หรือศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลชั้นฎีกา
โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา 156 และมาตรา 156/1 ดังนี้
1. ต้องทำเอกสารเป็นคำร้อง
เอกสารในการยื่นขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลต้องทำ “เป็นคำร้อง” โดยบุคคลที่สามารถยื่นคำร้องได้คือคู่ความ เช่น ฝ่ายที่ฟ้องคดี (โจทก์) หรือฝ่ายที่ต่อสู้คดี (จำเลย) และให้ยื่นเอกสารที่ “ศาลชั้นต้น” ที่จะพิจารณาคดีนั้น โดยต้องยื่นพร้อมกับคำฟ้อง (ในกรณีเป็นโจทก์), หรือยื่นพร้อมกับคำอุทธรณ์, คำฎีกา (กรณีเป็นผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกา), หรือคำร้องสอด (กรณีเข้ามาร่วมเป็นคู่ความในคดี), หรือคำให้การ (กรณีเป็นจำเลย) หรือในกรณีที่ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ในภายหลัง สามารถยื่นคำร้องในเวลาใด ๆ ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง
2. พิจารณาฐานะของผู้ยื่นคำร้อง
เมื่อมีการยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลจะพิจารณาคำร้องและมีคำสั่งอนุญาต หรือมีคำสั่งไม่อนุญาต ขึ้นอยู่กับฐานะบุคคลและความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมศาลของบุคคลที่เป็นผู้ยื่นร้องว่าสามารถชำระได้ไหม
หากศาลเชื่อได้ว่าไม่มีทรัพย์สิน หรือไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือหากต้องชำระแล้วจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร จากนั้นศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้
ตามหลักแล้วศาลจะพิจารณาใน 2 กรณีสำคัญ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสอง คือ
1. ผู้ร้องมีฐานะยากจน
หมายถึง กรณีที่ผู้ร้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ ไม่มีรายได้หรือมีรายได้เพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอต่อการครองชีพและดูแลครอบครัว หากต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลจะเป็นภาระหนักเกินไป
ตัวอย่าง นางเอมีอาชีพรับจ้างรายวัน รายได้ประมาณวันละ 400 บาท ต้องเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคน ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าหากต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลจะเป็นภาระ จึงอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด
ผู้ร้องจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรถ้าต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
หมายถึง กรณีผู้ร้องอาจมีรายได้หรือทรัพย์สินบ้าง แต่หากต้องนำไปชำระค่าธรรมเนียมศาล จะทำให้เดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตประจำวันหรือกระทบต่อครอบครัวอย่างรุนแรง
ตัวอย่าง นางบีเป็นพนักงานประจำ มีรายได้ 12,000 บาทต่อเดือน มีบ้านเป็นของตนเอง แต่ต้องรักษาโรคประจำตัว ศาลเห็นว่าการเสียค่าธรรมเนียมศาลจะทำให้ได้รับความเดือดร้อน จึงอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วน
2. พิจารณาคดีว่ามีเหตุผลอันสมควร
ถ้าผู้ที่ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเป็นโจทก์ หรือเป็นผู้อุทธรณ์ หรือเป็นผู้ฎีกา ศาลจะดูด้วยว่า การฟ้องคดีหรือการอุทธรณ์ฎีกานั้น มีเหตุผลสมควรหรือไม่
“มีเหตุผลสมควร” หมายถึง การฟ้องคดี การอุทธรณ์ หรือการฎีกานั้น ต้องเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในคดี หากศาลเห็นว่า คดีไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น เป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่นหรือไม่มีมูล ศาลมีอำนาจยกคำร้องและไม่ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แม้ผู้ร้องจะมีฐานะยากจนก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2560
จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล กล่าวคือ จำเลยประสบภาวะทางการเงินมีค่าใช้จ่ายและหนี้สินเป็นจำนวนมาก ไม่มีเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าธรรมเนียมใช้แทนได้ หากจำเลยไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดี โดยยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์รวมถึงค่าธรรมเนียมใช้แทนด้วย รายละเอียดในคำร้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด
ซึ่งหากศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว เห็นว่ามีเหตุอันควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามที่จำเลยร้องขอแต่บางส่วน ย่อมต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอนุญาตให้จำเลยได้รับการยกเว้นส่วนใด หรือเพียงใด ซึ่งทำให้จำเลยทราบได้ว่าค่าธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาวางศาลพร้อมฟ้องอุทธรณ์นั้น เฉพาะค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229
การที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตามถ้อยคำใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ว่าอนุญาตจำเลยให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยไม่กล่าวเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนี้ ย่อมมีผลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่า รวมถึงเงินที่จำเลยจะต้องวางเป็นค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ว่าเป็นการอนุญาตเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์นั้นไม่ชอบ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 อย่างชัดเจน
เอกสารที่ต้องยื่นเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
1. คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
การทำคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ควรปรึกษาทนายความในคดี ทนายความจะเป็นผู้เขียนและเรียบเรียงคำร้องให้แก่ลูกความและจะยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไปพร้อมคำฟ้อง หรือระยะเวลาใด ๆ ในระหว่างการดำเนินคดีก็สามารถทำได้
2. พยานหลักฐาน
ผู้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลอาจจะต้องมีพยานหลักฐานประกอบไปพร้อมคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าเราไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ เช่น หลักฐานเกี่ยวกับการประกอบอาชีพและรายได้ หรือหลักฐานเกี่ยวกับรายการใช้จ่ายต่าง ๆ หรือบัตรผู้สูงอายุ หรือบัตรผู้พิการ
การไต่สวนและคำสั่งของศาล
เมื่อเราได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ศาลจะไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โดยพิจารณาว่าเราไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงใช่ไหม ต่อมาศาลจะมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้
1. อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด
หมายความว่า ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องตามที่ขอทั้งหมด ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลเลย
2. อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน
หมายความว่า เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบางส่วน ไม่ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด
3. ยกคำร้อง
หมายความว่า ศาลไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล นั่นคือเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลเต็มจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดไว้
แต่ถ้าหากเราไม่พอใจคำสั่งของศาล
เนื่องจากคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลที่เรายื่นได้รับอนุญาตให้ยกเว้นเพียงบางส่วน หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเลย ทั้งสองกรณีนี้เราสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลได้ภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสี่
แผนผังภาพรวมการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล จะช่วยให้เข้าใจขั้นตอนทั้งหมดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สรุป
ผู้ที่มีฐานะยากจนและไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ สามารถยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้
ศาลจะพิจารณาทั้งฐานะทางการเงินและความสุจริตของคดี หากเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


