การเลื่อนนัดศาลและเลื่อนฟังคำพิพากษา เขียนคำร้องยังไง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-11-10

การเลื่อนนัดศาลและเลื่อนฟังคำพิพากษา เขียนคำร้องยังไง ? 

การเลื่อนนัดศาลและเลื่อนฟังคำพิพากษา เขียนคำร้องยังไง.png

หลายคนเคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถไปศาลได้ตามวันที่ศาลนัด ไม่ว่าจะติดธุระสำคัญ หรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งจริงๆแล้วในกระบวนการยุติธรรมนั้นการมาศาลตามวันนัดถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะวันนัดพิจารณาคดีและวันนัดฟังคำพิพากษา เป็นวันที่ศาลดำเนินกระบวนการสำคัญต่างๆเช่นการสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความ การสืบพยาน การพิพากษาคดี 

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไปศาลไม่ได้ กฎหมายได้เปิดโอกาสให้มีการ“ขอเลื่อนนัดศาล” หรือ “ขอเลื่อนฟังคำพิพากษา”ได้ โดยจะตัองทำการยื่นคำร้องต่อศาลอย่างถูกต้องและชัดเจน

1. การเลื่อนนัดศาล 

การเลื่อนนัดศาล หรือ เรียกอย่างเป็นทางการว่า “การเลื่อนนัดพิจารณาคดี” จะเกิด ในช่วงต้นของคดีหรือช่วงเริ่มพิจารณาคดีเช่นการสอบถามข้อเท็จจริงการสืบพยาน ซึ่งการจะขอให้ศาลเปลี่ยนวันนัดพิจารณาคดีเป็นวันอื่น เนื่องจาก คู่ความหรือทนายความไม่สามารถ มาศาลได้ตามที่ศาลกำหนดไว้ซึ่งการเลื่อนนัดนั้นต้องมีเหตุผลอันสมควรและศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งพึงระลึกไว้เสมอว่า การเลื่อนนัดไม่ได้หมายความว่าเราละเลยในหน้าที่ แต่เป็นสิทธิ์ในการปกป้องสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ระบุไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องการจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีจะต้องเสนอคำขอเข้ามายังศาลก่อนวันนัดหรือในวันนัดและแสดงเหตุผลแห่งการขอเลื่อนนั้นอย่างชัดเจนและถูกต้อง

บุคคลใดที่สามารถยื่นคำขอขอเลื่อนนัดศาลได้

  1. โจทก์
  2. จำเลย
  3. ทนายความของโจทก์หรือจำเลย

เหตุผลที่ศาลมักจะอนุญาตให้เลื่อนนัด

ศาลจะพิจารณาเหตุผลของผู้ยื่นคำร้องว่ามีความจำเป็นเพียงใดโดยเหตุผลที่ศาลมักจะอนุญาตมีดังนี้

  1. คู่ความหรือทนายความเจ็บป่วย ควรมีใบรับรองแพทย์ประกอบเพื่อทำให้คำร้องมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ
  2. ติดภารกิจราชการหรืองานสำคัญที่ไม่สามารถเลื่อนได้พร้อมเอกสารรับรองหรือเอกสารทางราชการ
  3. คู่ความหรือทนายความอยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศในช่วงวันนัดไม่สามารถมาศาลได้
  4. ทนายความติดว่าความคดีอื่นก่อนหน้านั้นและไม่สามารถมาศาลได้ในวันนัด

ขั้นตอนในการยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดศาล

ในการเขียนคำร้องขอเลื่อนนัดศาลควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพกระชับและชัดเจนโดยควรมีข้อมูลสำคัญดังนี้

  1. ชื่อศาลและหมายเลขคดี เพื่อให้ศาลสามารถระบุคดีที่ต้องการเลื่อนนัดได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  2. ข้อมูลของผู้ยื่นคำร้อง เช่น ชื่อที่อยู่
  3. วันนัดเดิม โดยต้องระบุวันนัดเดิมอย่างชัดเจน
  4. เหตุผลในการขอเลื่อนนัด ควรอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนและสุภาพหากมีเอกสารที่สำคัญและต้องการแนบประกอบคำร้องก็ให้แนบมาด้วย
  5. วันที่สะดวกมาฟังนัดใหม่ หากทราบวันที่สะดวกสามารถระบุเพื่อให้ศาลพิจารณานัดหมายได้ง่ายขึ้น
  6. ลงชื่อผู้ยื่นคำร้องท้ายเอกสารและวันที่ยื่นคำร้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย

ตัวอย่างคำร้องขอเลื่อนนัดศาล

                                                                                                            คดีดำหมายหมายเลขที่______

ศาล________

ข้าพเจ้า นาย หนึ่ง มกรา เป็น โจทก์ ในคดีนี้

เนื่องจากข้าพเจ้ามีอาการป่วยกะทันหัน มีน้ำมูก และมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจึงไม่สามารถมาศาลในวันนัดได้รายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์ เอกสารท้ายคำร้องนี้

ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนต่อศาลได้โปรดอนุญาตเลื่อนวันนัดพิจารณาคดีออกไปก่อน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของข้าพเจ้า 

ลงชื่อ_______

วันที่________

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้านายหนึ่ง มกรา เป็นผู้เรียงและเขียน

ลงชื่อ___________ ผู้เรียงและเขียน


จากตัวอย่างคำร้องข้างต้นจะเห็นได้ว่าการขอเลื่อนนัดศาลไม่ใช่มีเพียงการเขียนคำขอ อย่างเดียว แต่ยังต้องมีเหตุผลและหลักฐานประกอบเพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาต 

ซึ่งหลักการนี้ใช้ได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาแต่ลักษณะของคดีทั้งสองประเภทจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

คดีแพ่ง 

จะเกี่ยวในเรื่องของสิทธิ หน้าที่ หรือสัญญาระหว่าง เช่นการผิดสัญญาซื้อขาย หนี้สินหรือมรดก หากมีเหตุจำเป็นจริงและมีหลักฐานชัดเจน เช่น ใบรับรองแพทย์หรือหนังสือราชการศาลมักอนุญาตให้เลื่อนได้ 

คดีอาญา 

จะเกี่ยวกับการกระทำผิดตามกฎหมายที่ต้องโทษ เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย หรือฉ้อโกง ศาลจะพิจารณาเข้มงวดกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพของบุคคลโดยเฉพาะถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยอยู่ระหว่างประกันตัวหากไม่มาศาลโดยไม่ทำการขอเลื่อนนัดศาลก่อนอาจถูกออกหมายจับหรือเพิกถอนการประกันได้ ดังนั้นในคดีอาญาควรรีบแจ้งศาลและยื่นคำร้องขอเลื่อนทันทีเมื่อทราบว่ามาตามนัดศาลไม่ได้เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกลงโทษเพิ่มเติม

เพื่อให้เห็นแนวทางของศาลที่เคยวินิจฉัยไว้เกี่ยวกับการขอเลื่อนนัดศาล สามารถยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ เกี่ยวข้องดังนี้ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2517/2566 

ระบุไว้ว่า จำเลยทั้งสามได้รับหมายเรียกให้มาศาลในวันนัดแต่จำเลยทั้งสามไม่มาศาลตามนัด และไม่ทำการยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดต่อศาลด้วยตนเอง แต่ทนายความจำเลยได้ทำการทำคำร้องยื่นขอเลื่อนนัดต่อศาลแทน ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนออกไปอีกนัดหนึ่ง เมื่อถึงวันนัดหมายจำเลยก็ยังไม่มาตามนัดอีก และทนายความของจำเลยก็มิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลเหมือนนัดแรก ศาลจึงถือว่าจำเลย“ขาดนัดพิจารณาคดี” และให้โจทก์ดำเนินคดีต่อเพียงฝ่ายเดียว นั้นหมายความว่าศาลจะรับฟังแค่เพียงพยานของโจทก์ฝ่ายเดียวแล้วสามารถพิพากษาได้เลย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยการกระทำนี้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนกระบวนการพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหากไม่ยื่นคำร้องต่อศาลหรือไม่มาศาลตามวันนัดอาจทำให้คู่ความฝ่ายที่ไม่มาศาลหรือไม่ยื่นคำร้องต่อศาลเสียสิทธิในการต่อสู้คดีได้อย่างน่าเสียดาย

ข้อเสียของการขาดนัดพิจารณาคดี

  1. คดีเดินหน้าโดยฝ่ายเดียว โดยศาลจะพิจารณาหลักฐานและพยานของฝ่ายที่มาศาลเพียงฝ่ายเดียวซึ่งทำให้คู่ความที่ขาดนัดเสียเปรียบอย่างมาก
  2. เสียโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริง เสียโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ไขหลักฐาน หรือแสดงความคิดเห็น
  3. กระทบความน่าเชื่อถือของคู่ความ การขาดนัดหลายครั้งโดยไม่มีเหตุจำเป็นอาจถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือต่อกระบวนการยุติธรรม
  4. มีผลต่อระยะเวลาและขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะอาจทำให้กระบวนการพิจารณาคดีล่าช้า

 ทั้งนี้นอกจากการขอเลื่อนพิจารณาคดีแล้วยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ประชาชนมักสงสัยคือ


2. การขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา

การเลื่อนนัดศาลและเลื่อนฟังคำพิพากษา เขียนคำร้องยังไง (2).png

หลังจากการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้วศาลจะกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา ซึ่งเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของคดี หากคู่ความไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ตามวันและเวลาที่ศาลกำหนด สามารถยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาล่วงหน้าได้เช่นเดียวกับการเลื่อนนัดพิจารณาคดี 

ความแตกต่างหลักคือการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายของคดีเท่านั้น ศาลจึงพิจารณาคำร้องขอของคู่ความอย่างเข้มงวด เพราะเนื่องจาก การนัดครั้งนี้คือการนัดสุดท้ายและเป็นการพิพากษาผลสุดท้ายของคดี

ข้อควรระวังในการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา

  1. ควรทำการยื่นคำร้องล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดเพื่อให้ศาลมีเวลาพิจารณา
  2. ไม่ควรขอเลื่อนนัดบ่อยโดยปราศจากเหตุผลที่จำเป็นเพราะอาจส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของตัวคู่ความ
  3. หากไม่สามารถไปเลื่อนนัดได้ด้วยตัวเอง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลหรือทนายความเพื่อให้ดำเนินการยื่นคำร้องแทน
  4. การขาดนัดฟังคำพิพากษาโดยไม่แจ้ง ศาลจะถือว่าวันนั้นเป็นวันอ่านคำพิพากษาแล้วการอุทธรณ์หรือฎีกาจะเริ่มนับจากวันนั้นทันที

หลักการและวิธีการเขียนคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา 

จะมีหลักการและรูปแบบการเขียนเหมือนกับการยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดพิจารณาคดีทุกประการ คือ

  1. ควรเขียนอย่าง ชัดเจน สุภาพ 
  2. ระบุเหตุผลที่จำเป็นพร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น ใบรับรองแพทย์ หรือ หนังสือราชการ เพื่อให้ศาลพิจารณาอนุญาตได้ง่ายและถูกต้องตามกฎหมาย 
  3. ระบุชื่อ ศาล หมายเลขคดี และข้อมูลคู่ความอย่างถูกต้อง
  4. ระบุวันนัดเติมและเหตุผลในการขอเลื่อน
  5. ระบุวันที่สะดวกมาฟังคำพิพากษาใหม่
  6. ลงชื่อและระบุวันที่ยื่นคำร้อง

ตัวอย่างคำร้องขอเลื่อนนัดพิพากษาคดี

คดีดำหมายเลขที่______

ศาล________

ข้าพเจ้า นาย หนึ่ง มกรา เป็น โจทก์ ในคดีนี้

เนื่องจากข้าพเจ้ามีอาการป่วยกะทันหัน มีน้ำมูก และมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจึงไม่สามารถมาศาลในวันนัดได้รายละเอียดปรากฏตามใบรับรองแพทย์ เอกสารท้ายคำร้องนี้

ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนต่อศาลได้โปรดอนุญาตเลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษาออกไปก่อนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของข้าพเจ้า

ลงชื่อ_______

วันที่________

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้านายหนึ่ง มกรา เป็นผู้เรียงและเขียน

ลงชื่อ___________ ผู้เรียงและเขึยน


หากขาดนัดฟังคำพิพากษาจะเกิดอะไรขึ้น?

การเลื่อนนัดศาลและเลื่อนฟังคำพิพากษา เขียนคำร้องยังไง (3).png

คดีแพ่ง 

ศาลสามารถอ่านคำพิพากษาโดยไม่มีคู่ความอยู่ในศาลได้เลย เพราะว่า ศาลได้อ่านคำพิพากษาแล้วตามกฎหมาย แม้ว่าคู่ความไม่มาฟังก็ตาม และคู่ความที่ไม่ได้มาฟังสามารถไปขอคัดคำพิพากษาได้ที่ศาลภายหลัง

คดีอาญา 

ในกรณีที่เป็นจำเลยและไม่มาศาลในวันฟังคำพิพากษาศาลอาจจะ ออกหมายจับ เพื่อให้จำเลยมาฟังคำพิพากษาหรือ ถ้าจำเลยอยู่ระหว่างการประจำตัว อาจ ถูกริบเงินประกัน และถ้าศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรอฟังต่อหน้า ก็สามารถอ่านคำพิพากษาได้โดยไม่มีจำเลยอยู่ได้เช่นกัน

ผลเสียจากการขาดนัดฟังคำพิพากษา

  1. อาจทำให้คู่ความเสียโอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริง หรือขอปรับแก้ไขรายละเอียดก่อนที่คำพิพากษาจะมีผลบังคับใช้
  2. พลาดโอกาสในการยื่นอุทธรณ์ฎีกา สิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา จะหมดอายุไปตามเวลาที่กฎหมายกำหนด 

ตัวอย่างเช่น หากศาลอ่านคำพิพากษาในวันที่ 1 มกราคม 2554 และกฎหมายกำหนดเวลาอุทธรณ์ 30 วันคู่ความก็ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 30 มกราคม 2554 แม้ว่าตัวเองยังไม่รู้ผลคำพิพากษาก็ตามหากคู่ความยังไม่ทราบผลคำพิพากษาแต่พ้นวันที่กำหนดแล้วจะเสียสิทธิ์ในการอุทธรณ์โดยอัตโนมัติ 

ส่งท้าย

การมาศาลตามวันนัดเป็นหน้าที่สำคัญของคู่ความ หากวันใดเกิดเหตุจำเป็นจริง ๆ ที่ทำให้ไปศาลไม่ได้ อย่าปล่อยผ่านหรือเงียบไว้ควรรีบยื่นคำร้องขอเลื่อนต่อศาลทันที เพราะการแจ้งศาลล่วงหน้าไม่เพียงช่วยรักษาสิทธิของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสุจริตใจ และช่วยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายเพราะ “ศาลพร้อมให้ความเป็นธรรมเสมอ แค่เราทำให้ถูกขั้นตอน” เพื่อรักษาสิทธิของเราไว้ในกระบวนการยุติธรรม

📢 หากคุณกำลัง หาทนายความ เพื่อปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />