
สวัสดีครับ ผม Admin Legardy จากเว็บไซต์ปรึกษากฎหมาย อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์กว่า 3 ล้านครั้งต่อปี วันนี้จะมาอธิบายเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีหนี้บัตรเครดิตอย่างครบถ้วนและลึกซึ้ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หนี้บัตรเครดิตมีอายุความกี่ปี?

"อายุความบัตรเครดิตอาจเป็น 2 ปี / 5 ปี / 10 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะหนี้และพฤติการณ์
หากเป็นหนี้ที่ไม่มีงวดชำระแน่นอน หรือมีการรับสภาพหนี้ → มักเป็น 10 ปี ตามมาตรา 193/30
มาตรา 193/30 เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดอายุความ 10 ปีสำหรับหนี้ที่ไม่เข้าลักษณะพิเศษตามมาตราอื่นๆ ในทางปฏิบัติ กรณีหนี้บัตรเครดิตที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีอายุความ 10 ปีนั้นพบได้บ่อยครั้ง
กรณีแรกคือบัตรเครดิตแบบหมุนเวียน หรือที่เรียกว่า Revolving Credit ซึ่งไม่มีงวดชำระที่แน่นอนตายตัว ลูกค้าสามารถเลือกจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำหรือจ่ายเต็มจำนวนก็ได้ในแต่ละเดือน ศาลฎีกามักเห็นว่าลักษณะเช่นนี้ไม่เข้าข่าย 193/34(7) เพราะไม่ใช่การขายเป็นงวดที่แน่นอน
กรณีที่สองคือเมื่อมีการรับสภาพหนี้เกิดขึ้น หากลูกหนี้ชำระเงินบางส่วนหลังจากที่ผิดนัดแล้ว ทำให้อายุความสะดุดและเริ่มนับใหม่ ตามประเภทเดิม - อ้างอิงตาม ม.193/14, ม.193/15
กรณีที่สามคือหากการใช้บัตรเครดิตนั้นเป็นเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อส่วนตัวหรือครอบครัว กรณีนี้จะไม่เข้าข่าย 193/34(7) ที่กำหนดไว้สำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะ
หากเข้าลักษณะมาตรา 193/34(7) → อาจเป็น 2 ปี
มาตรา 193/34(7) กำหนดอายุความไว้เพียง 2 ปีสำหรับหนี้ค่าของที่ขายเป็นงวดๆ แก่ผู้บริโภคที่ซื้อไปเพื่อใช้สอยส่วนตัวหรือในครอบครัว กรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะนี้มักเป็นกรณีที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือหรือจ่ายค่าอาหาร แล้วผ่อนชำระเป็นงวดๆ ตามใบแจ้งหนี้ประจำเดือน โดยเป็นการใช้จ่ายเพื่อส่วนตัวหรือครอบครัว ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ
เงื่อนไขสำคัญของมาตรานี้คือต้องเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อไปใช้เองจริงๆ และมีการผ่อนชำระเป็นงวด ดังนั้นไม่ใช่ว่าหนี้บัตรเครดิตทุกกรณีจะเป็น 2 ปีทั้งหมด
หากเป็นเงินผ่อนคืนเป็นงวด → อาจเป็น 5 ปี ตามมาตรา 193/33"
มาตรา 193/33 กำหนดอายุความไว้ 5 ปีสำหรับดอกเบี้ยค้าง ค่าเช่าทรัพย์สินค้าง และเงินที่ต้องชำระคืนเป็นงวดๆ กรณีที่หนี้บัตรเครดิตอาจมีอายุความ 5 ปีได้คือเมื่อเป็นหนี้ที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดแน่นอน คล้ายกับสินเชื่อทั่วไป หรือเป็นกรณีดอกเบี้ยค้างชำระจากบัตรเครดิต
ความแตกต่างระหว่างมาตรา 193/33 กับ 193/34(7) อยู่ที่มาตรา 193/33 ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการซื้อของเพื่อใช้เองเท่านั้น แต่เน้นไปที่ลักษณะของหนี้ว่าเป็นหนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดในลักษณะทั่วไป รวมถึงดอกเบี้ยและค่าเช่าต่างๆ ด้วย
เริ่มนับอายุความจากวันไหน?
จุดเริ่มต้นของการนับอายุความบัตรเครดิตเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติหลักทั่วไปว่า มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการ อย่างใดให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น
ประยุกต์กับกรณีบัตรเครดิตได้ว่า อายุความเริ่มนับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระเงินตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ใช้บัตรหรือวันที่ธนาคารออกใบแจ้งหนี้
หนี้ขาดอายุความแล้วยังฟ้องได้ไหม?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ที่จะอ้างอายุความ จะต้องยกขึ้นเอง ศาลจะยกขึ้นให้เองไม่ได้" ประยุกต์กับสถานการณ์จริงได้ว่า แม้ว่าหนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ยังสามารถยื่นฟ้องได้ และหากลูกหนี้ไม่ยกอ้างการขาดอายุความในชั้นศาล ศาลจะพิจารณาคดีตามปกติ
สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเข้าใจคือ การที่หนี้ขาดอายุความไม่ได้หมายความว่าหนี้นั้นสูญหายไป แต่หมายความว่า ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ โดยต้องยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ หากลูกหนี้ไม่ยกอ้าง ศาลจะพิพากษาให้ชำระหนี้ตามปกติ ในทางปฏิบัติ หากลูกหนี้ชำระเงินหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว จะถือเป็นการสละสิทธิในการอ้างอายุความ และไม่สามารถขอเงินคืนได้
(อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง) อายุความในคดีต่างๆ วิธีการนับอายุความคดีแพ่ง คดีอาญา ตามกฎหมาย
เป็นหนี้เท่าไหร่ถึงโดนฟ้อง?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 เรื่อง "2,000 บาท" ไม่ใช่กฎหมายกำหนดยอดขั้นต่ำในการฟ้อง แต่เป็นเพียงข้อกำหนดเรื่องพยานหลักฐานสำหรับคดีเงินกู้ระหว่างบุคคลเท่านั้น หนี้บัตรเครดิตมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วนอยู่แล้ว จึงไม่ติดข้อจำกัดนี้ และธนาคารสามารถฟ้องได้ทุกจำนวนไม่มีขีดจำกัดต่ำสุด อย่างไรก็ตาม ตามข้อบังคับ ธปท. ปี 2568 สถาบันการเงินต้องเสนอการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเป็นหนี้เสีย และอีก 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย (เกิน 90 วัน) ก่อนจะดำเนินคดีฟ้องร้อง โอนขายหนี้ หรือยึดทรัพย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ไม่ใช่กฎหมายเรื่อง "ขั้นต่ำในการฟ้อง" แต่เป็นเรื่อง "พยานหลักฐาน" ของคดีเงินกู้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ มาตรานี้เป็นเพียงข้อกำหนดเรื่องหลักฐานสำหรับคดีเงินกู้ระหว่างบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่การกำหนดยอดหนี้ขั้นต่ำในการฟ้องคดี
สำหรับหนี้บัตรเครดิตโดยเฉพาะ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำในการฟ้องร้อง จึงขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ ทั้งนี้หนี้บัตรเครดิตมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาการใช้บัตรเครดิตและใบแจ้งหนี้รายเดือน จึงไม่ติดข้อจำกัดของมาตรา 653 ที่กล่าวถึง ธนาคารจึงสามารถฟ้องได้ทุกจำนวน ไม่มีขีดจำกัดต่ำสุด
สิ่งที่สำคัญจริง ๆ สำหรับการฟ้องคดีบัตรเครดิตคือ ตามเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ลูกหนี้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนที่สถาบันการเงินจะฟ้องดำเนินคดี โอนขายหนี้ หรือยึดทรัพย์ นี่หมายความว่า แม้ธนาคารจะมีสิทธิฟ้องได้ทุกยอด แต่ตามข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2568 ธนาคารต้องเสนอทางออกให้ลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนจึงจะดำเนินการทางกฎหมายได้
นอกจากนี้ ในคดีบัตรเครดิตโดยทั่วไป เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด อายุความจะเริ่มนับทันทีในวันถัดไป โดยมีอายุความทั้งสิ้น 2 ปี นับจากวันที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นกรอบเวลาสำคัญที่สถาบันการเงินต้องดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นคดีจะขาดอายุความ
ดังนั้น สิ่งที่ลูกหนี้ควรให้ความสำคัญไม่ใช่ยอดหนี้ขั้นต่ำ แต่คือสถานะการค้างชำระและการได้รับโอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนถูกฟ้อง โดยเฉพาะหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งจะเข้าสู่สถานะหนี้เสีย (NPL) และสถาบันการเงินจะเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง
ค้างค่าบัตรเครดิต ได้กี่เดือนก่อนที่ธนาคารจะฟ้อง?
การตัดสินใจดำเนินคดีของธนาคารเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนชัดเจน โดยไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่จะมีการติดตามทวงถามก่อนเป็นลำดับขั้นตอน และเมื่อใดที่ลูกหนี้ไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่สามารถจัดการหนี้ได้ ธนาคารจึงจะพิจารณาใช้สิทธิทางศาล
เมื่อผู้ถือบัตรค้างชำระหนี้บัตรเครดิต ธนาคารจะเริ่มกระบวนการติดตามทวงถามโดยการส่งข้อความ SMS การส่งจดหมายไปตามที่อยู่ที่ผู้ถือบัตรได้แจ้งไว้ หรือการโทรทวงถามโดยเจ้าหน้าที่ของธนาคาร
สิ่งสำคัญที่ลูกหนี้ต้องทราบคือ ในช่วงนี้ผู้ถือบัตรยังสามารถเจรจาเบื้องต้นกับธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ออกบัตรได้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการหาทางออกและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย
หากค้างค่าบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน
หากปล่อยให้มีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน ธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ออกบัตรจะเปลี่ยนสถานะของผู้ถือบัตรจากลูกหนี้ปกติเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติการค้างชำระหนี้ โดยข้อมูลประวัติการค้างชำระจะปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)
การติดเครดิตบูโรนี้จะส่งผลให้ผู้ถือบัตรถูกลดทอนความน่าเชื่อถือทางการเงิน โอกาสที่จะได้รับการพิจารณาสินเชื่อหรือเงินกู้ใหม่ลดลง เนื่องจากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลและเช็กประวัติทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อหรือผู้ใช้บริการทางการเงินได้
การพิจารณาดำเนินคดี
โดยปกติแล้ว หากค้างชำระหนี้เป็นระยะเวลานาน เช่น 3-6 เดือน และไม่สามารถติดต่อกับธนาคารเพื่อเจรจาหรือจัดการหนี้ได้ ธนาคารอาจตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย
หากธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ออกบัตรได้ทำการติดตามทวงถามหนี้ แต่ผู้ถือบัตรยังไม่ยอมติดต่อชำระหนี้กับธนาคารหรือสถาบันการเงิน หรือในกรณีที่ไม่สามารถตกลงไกล่เกลี่ยกันได้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินอาจใช้สิทธิทางศาลเพื่อดำเนินคดีและบังคับชำระหนี้ในขั้นตอนต่อไป
สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเข้าใจคือ การถูกฟ้องจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดเงินที่แน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและนโยบายของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน ยอดหนี้บัตรเครดิตที่จะถูกโดนฟ้องอาจไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนมาก บางครั้งอาจเป็นยอดหนี้เพียงไม่กี่หมื่นบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบัน
คดีบัตรเครดิตตามกฎหมายถือเป็นคดีแพ่ง ผู้ถือบัตรที่เป็นลูกหนี้จะต้องถูกบังคับชำระหนี้หรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร รวมถึงอาจจะต้องจ้างทนายความเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล
อย่างไรก็ดี ลูกหนี้อาจไปที่ศาลเพื่อทำการไกล่เกลี่ยหรือหาข้อตกลงในการชำระหนี้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ โดยในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย ลูกหนี้สามารถทำข้อตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องจ้างทนายความ
การบังคับคดีแพ่ง

เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้ว หากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม ธนาคารมีสิทธิดำเนินการบังคับคดี ซึ่งรวมถึงการยึดทรัพย์สินและการอายัดเงินเดือน
การบังคับคดีสามารถดำเนินการได้เป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยสามารถอายัดทรัพย์สินดังนี้
การอายัดเงินเดือนและรายได้
- เงินเดือนอายัดได้ไม่เกิน 30%
- เงินตอบแทนการออกจากงานอายัดได้ไม่เกิน 300,000 บาท
- เงินฝากในบัญชีหรือเงินปันผลจากการลงทุนอายัดได้ตามที่ขอ
การยึดทรัพย์สิน:
- สังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ ทองคำ เครื่องประดับ
- อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโด ที่ดิน
- ทรัพย์สินที่เป็นการลงทุนต่างๆ
ลักษณะของคดีแพ่ง
ข้อมูลจากธนาคารกรุงไทยระบุชัดเจนว่า คดีบัตรเครดิตถือเป็นคดีแพ่ง ซึ่งมีผลตามมาดังนี้
ผู้ถือบัตรที่เป็นลูกหนี้จะต้องถูกบังคับชำระหนี้หรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร ไม่มีการลงโทษจำคุกแม้จะแพ้คดี อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี รวมถึงค่าทนายความของฝ่ายธนาคารหากแพ้คดี
สิทธิในการไกล่เกลี่ย
สิ่งสำคัญที่ลูกหนี้ต้องทราบคือ แม้จะถูกฟ้องแล้ว ยังคงมีสิทธิในการไกล่เกลี่ยหาข้อตกลงกับธนาคาร โดยลูกหนี้สามารถทำข้อตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับธนาคารในชั้นศาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องจ้างทนายความ
กระบวนการไกล่เกลี่ยนี้มักจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่น การผ่อนผันระยะเวลาชำระ การลดดอกเบี้ย หรือการตกลงชำระเป็นงวดๆ ตามความสามารถของลูกหนี้
อ่านคำปรึกษาจริง พร้อมคำตอบจากทนายความเรื่อง "หนี้บัตรเครดิต"
Q: จะหยุดจ่ายหนี้บัตรเครดิต สถานะเสียเปรียบต้องทำยังไง
Q: ได้รับหมายศาล หนี้บัตรเครดิต
หลักการและกระบวนการดำเนินคดีแพ่ง

กระบวนการดำเนินคดีหนี้บัตรเครดิตในระบบยุติธรรมไทยถือเป็นคดีแพ่งที่มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อการบังคับชำระหนี้และชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ใช่การลงโทษทางอาญา การที่กฎหมายจัดประเภทคดีนี้เป็นคดีแพ่งมีผลกระทบสำคัญต่อลูกหนี้ กล่าวคือ แม้จะแพ้คดีก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียเสรีภาพ แต่จะต้องรับผิดชอบทางทรัพย์สินเท่านั้น
ขั้นตอนการฟ้องคดีหนี้บัตรเครดิต
เมื่อธนาคารตัดสินใจดำเนินคดี กระบวนการจะเริ่มต้นด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยอ้างฐานการผิดสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งลูกหนี้จะได้รับหมายศาลแจ้งให้ทราบถึงการถูกฟ้องร้อง
การยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น
เมื่อธนาคารยื่นฟ้อง ศาลจะออกหมายเรียกให้ลูกหนี้มาให้ถ้อยคำในชั้นศาล ในขั้นตอนนี้ ลูกหนี้มีสิทธิเลือกที่จะ
- ยอมรับข้อกล่าวหา และตกลงชำระหนี้ ตามที่เจ้าหนี้เรียกร้อง
- ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดี
- ขอไกล่เกลี่ย เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
สิ่งสำคัญที่ลูกหนี้ต้องทราบคือ การไม่ไปศาลหรือไม่ให้ถ้อยคำจะถือว่ายอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมด และศาลจะพิพากษาให้ธนาคารชนะคดีโดยไม่มีการพิจารณาข้อเท็จจริง
กระบวนการไกล่เกลี่ยในศาล
- ลูกหนี้สามารถทำข้อตกลงเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้
- โดยมีวิธีการไกล่เกลี่ยได้หลายรูปแบบ ดังนี้
- การผ่อนผันระยะเวลาชำระหนี้
- การลดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ
- การแบ่งชำระเป็นงวดตามความสามารถ
- การยกเลิกค่าใช้จ่ายบางส่วน
การพิจารณาคดีและการตัดสินใจของศาล
หากการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ศาลจะดำเนินการพิจารณาคดีตามปกติ โดยพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ธนาคารชนะคดี ลูกหนี้จะต้องถูกบังคับชำระหนี้ หรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร
ผลของคำพิพากษาจะรวมถึง
- เงินต้นที่ค้างชำระ
- ดอกเบี้ยและค่าปรับต่างๆ
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
- ค่าทนายความของฝ่ายธนาคาร (หากลูกหนี้แพ้คดี)
สิ่งที่ลูกหนี้ต้องเตรียมใจคือ หากไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ธนาคารจะมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป ซึ่งจะส่งผลถึงการยึดทรัพย์สินและการอายัดรายได้
ความรู้เกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบัตรเครดิต
กฎหมายการคิดดอกเบี้ยตามสัญญา
การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตตามสัญญา โดยหลักแล้ว หากสัญญาไม่ได้กำหนดอัตราไว้ ให้ใช้อัตราตามกฎหมาย 3% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7
แต่ในทางปฏิบัติ บัตรเครดิตจะกำหนดอัตราไว้ในสัญญาเสมอ และต้องอยู่ภายใต้เพดานที่ทางการกำหนด
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่สำคัญว่า "ดอกเบี้ย + เบี้ยปรับ/ค่าปรับ + ค่าบริการ/ค่าธรรมเนียมทุกประเภท รวมกันต้องไม่เกิน 16% ต่อปี"
สิ่งสำคัญคือ การกำหนด 16% เป็นเพดาน "รวม" ของทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งหมายความว่า หากธนาคารคิดดอกเบี้ย 15% ต่อปี ก็จะสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ ได้เพียง 1% ต่อปีเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกินเพดานที่กำหนด
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย
เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขในปี 2564 กำหนดว่า
ดอกเบี้ยผิดนัด = อัตราตามมาตรา 7 บวก 2% ต่อปี และ ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างเวลาที่ผิดนัด
ทั้งนี้ หากเจ้าหนี้มีเหตุอย่างอื่นที่ชอบด้วยกฎหมายให้เรียกสูงกว่านั้นได้ ก็ให้คงใช้ดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เช่น อัตราตามสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังต้องอยู่ภายใต้เพดาน/หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเสมอ
แปลความให้ชัดเจน เกณฑ์ทั่วไปคือ 5% ต่อปี (3% + 2%) แต่ถ้าสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายกำหนดอัตราไว้และไม่ฝืนกฎคุมเพดาน ก็อาจใช้อัตรานั้นได้ อย่างไรก็ดี ห้ามซ้อนดอกเบี้ยช่วงผิดนัด ตามวรรคสองของมาตรา 224 อย่างเด็ดขาด
ข้อจำกัดการห้ามดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้ธนาคารไม่สามารถคิดดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ มีเพียงเงินต้นเท่านั้นที่จะถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัด การละเมิดข้อกำหนดนี้ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน
ตัวอย่างการคำนวณตามกรอบกฎหมาย
สมมุติว่านางสาวพิมพ์ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้า 15,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม กำหนดชำระวันที่ 5 เมษายน แต่ชำระไม่ทันถึงวันที่ 20 เมษายน
ดอกเบี้ยตามสัญญาก่อนถึงกำหนด (10 มีนาคม – 4 เมษายน = 25 วัน): 15,000 × 16% × 25 ÷ 365 = 164.38 บาท (ตัวอย่างใช้อัตรา 16% ภายใต้เพดาน)
ดอกเบี้ยผิดนัด (5 เมษายน – 20 เมษายน = 15 วัน): 15,000 × (มาตรา 7 + 2% = 5%) × 15 ÷ 365 = 30.82 บาท
รวมดอกเบี้ย ≈ 195.20 บาท
เป็นหนี้บัตรเครดิต โดนยึดอะไรบ้าง (บังคับคดี)

เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้บัตรเครดิตแล้ว หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ จะเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดีซึ่งมีอายุความ 10 ปี และสามารถยึดทรัพย์สินได้ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด
สิ่งที่สามารถถูกยึดหรือบังคับคดีได้
การบังคับคดีหนี้บัตรเครดิตสามารถดำเนินการได้เป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในการอายัดเงินเดือนได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือนสุทธิ ส่วนเงินโบนัสสามารถอายัดได้ไม่เกิน 50% และเงินตอบแทนการออกจากงานอายัดได้ไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่บังคับคดี
สำหรับทรัพย์สินทางการเงิน เงินฝากในบัญชีธนาคารและเงินปันผลจากการลงทุนสามารถอายัดได้ตามที่ขอ หากเจ้าหนี้ไม่ได้ระบุให้อายัดเฉพาะปีใดปีหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเป็นประจำทุกปีจนกว่าจะพ้นหนี้ ทรัพย์สินที่เป็นการลงทุน เช่น หุ้น กองทุนรวม ก็สามารถถูกอายัดได้เช่นกัน
การยึดทรัพย์สินครอบคลุมทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ที่สามารถยึดได้ ได้แก่ รถยนต์ ทองคำ เครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้าน คอนโด ที่ดิน ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการประเมินราคาและขายทอดตลาดตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้คุ้มครองทรัพย์สินบางประเภทไม่ให้ถูกยึด ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มจำเป็น เครื่องอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เครื่องมือประกอบอาชีพที่จำเป็น และทรัพย์สินที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด การคุ้มครองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และให้ลูกหนี้สามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพต่อไปได้
10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ หนี้บัตรเครดิต
เป็นหนี้บัตรเครดิตเท่าไหร่ถึงโดนฟ้อง?
การถูกฟ้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดเงินที่แน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารและพฤติการณ์ค้างชำระ (โดยมากประมาณ 3–6 เดือน) รวมถึงการไม่ติดต่อเจรจา กฎหมายไม่ได้กำหนดขั้นต่ำ 2,000 บาทสำหรับศาลรับคดีแพ่ง (ตัวเลข 2,000 บาทเป็นเรื่อง “เงินกู้เกิน 2,000 ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ” คนละประเด็น)
หนี้บัตรเครดิตมีอายุความกี่ปี?
โดยหลัก อายุความ 2 ปี (เข้าลักษณะ ป.พ.พ. มาตรา 193/34(7)) เริ่มนับตั้งแต่ผิดนัดครั้งแรก ตามหลักทั่วไปของอายุความ และถ้ามีการ ชำระบางส่วน/รับสภาพหนี้ ระหว่างทาง อายุความจะ สะดุดหยุดและเริ่มนับใหม่ (มาตรา 193/14–193/15) ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องยกอายุความเองในชั้นศาล ศาลจะไม่ยกให้ (มาตรา 193/29)
ค้างชำระบัตรเครดิตกี่เดือนจะติดเครดิตบูโร?
เครดิตบูโรไม่ได้ใช้คำว่า “ติด/แบล็กลิสต์” แต่จะบันทึกสถานะค้างชำระ เช่น 30/60/90+ โดยทั่วไป ค้างเกิน 90 วัน จะถูกบันทึกเป็นสถานะ 90+ และ ข้อมูลเครดิตถูกเก็บไม่เกิน 3 ปี (นับตามหลักเกณฑ์ของเครดิตบูโร)
ไม่จ่ายบัตรเครดิตจะโดนจับไหม? เป็นคดีแพ่งหรืออาญา?
เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่อาญา จึง ไม่มีการจับกุม/จำคุกเพราะค้างชำระ (ยกเว้นมีการกระทำผิดอาญาอื่นแยกต่างหาก เช่น ปลอมแปลง/ฉ้อโกง)
ถ้าโดนฟ้องหนี้บัตรเครดิตต้องจ้างทนายไหม?
ไม่จำเป็นต้องจ้างเสมอไป โดยเฉพาะคดีผู้บริโภคซึ่งเน้นการไกล่เกลี่ย ลูกหนี้ไปศาลเพื่อเจรจา/ทำข้อตกลงได้เอง แต่การมีทนายช่วยประเมินสิทธิ ข้อโต้แย้ง และเอกสาร จะทำให้ปลอดภัยขึ้น
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงสุดเท่าไหร่?
เพดานรวม “ดอกเบี้ย + ค่าปรับ/เบี้ยปรับ + ค่าบริการ/ค่าธรรมเนียม” ไม่เกิน 16% ต่อปี (อัตรา effective) ตามประกาศ ธปท. หาก ผิดนัด ดอกเบี้ยผิดนัดโดยหลักคือ 5% ต่อปี (อัตราตามกฎหมาย 3% + เพิ่ม 2%) และ ห้ามคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างเวลาที่ผิดนัด ทั้งหมดต้องยังอยู่ใต้กรอบ 16% ด้วย
หายตัวไม่จ่ายบัตรเครดิตจะเป็นอย่างไร?
ยิ่งไม่ติดต่อ ธนาคารยิ่งมีแนวโน้ม เดินหน้าฟ้องเร็วขึ้น การติดต่อเจรจา มักช่วยให้ได้เงื่อนไขผ่อน/ลดดอกเบี้ย/ยืดเวลาที่เหมาะสมกว่า
หนี้บัตรเครดิตตายไปแล้วใครต้องจ่าย?
คู่สมรสไม่ได้ต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ เว้นเป็น หนี้ร่วม ตามกฎหมาย (เช่น เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจำเป็นของครอบครัว/สินสมรส/งานร่วมกัน/อีกฝ่ายให้สัตยาบัน) ส่วน ทายาทรับผิดจำกัดเท่ามรดกที่ได้รับ เท่านั้น
ถ้าโดนฟ้องจะโดนยึดทรัพย์สินอะไรบ้าง?
เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษา มีอายุความ 10 ปี การบังคับคดีทำได้ทั้ง อายัดรายได้/เงินฝาก/สังหาริมทรัพย์/อสังหาริมทรัพย์ ตามกฎหมาย ทรัพย์จำเป็นต่อการยังชีพและเครื่องมือทำมาหากินขั้นพื้นฐานยึดไม่ได้ เกณฑ์อายัดรายได้มีเพดานและเงื่อนไขตามแนวทางกรมบังคับคดี (โดยทั่วไปไม่เกินประมาณ 30% และต้องเหลือขั้นต่ำพอสมควร)
จ่ายบัตรเครดิตช้าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอะไรบ้าง?
จะมี ดอกเบี้ยผิดนัด (หลัก 5% ต่อปี + ห้ามซ้อนดอกเบี้ยช่วงผิดนัด) และ ค่าทวงถามหนี้ ซึ่งต้อง สมเหตุสมผลและอยู่ในเพดานต่อรอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ (เช่น ช่วงทั่วไปเพดานราว 50–100 บาทต่อรอบ ตามเงื่อนไขการค้าง) เมื่อรวมทุกอย่างแล้วต้องไม่เกิน 16% ต่อปี (effective) ตามกรอบของ ธปท.
ตัวอย่างคำพิพากษา คดีหนี้บัตรเครดิต
คดีตัวอย่าง: ผู้บริโภคถูกมิจฉาชีพหลอกทำธุรกรรมถอนเงิน (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษายกฟ้อง)
คำพิพากษาฉบับเต็ม:
ชั้นพิจารณา ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลย (ผู้บริโภค) ต้องรับผิดต่อโจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) หรือไม่ เพียงใด
พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลย (ผู้บริโภค) ยื่นคำขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ หรือ TTB) โจทก์อนุมัติให้จำเลยใช้บัตรเครดิตหมายเลข XXX
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด
โจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) มีนาย ว. ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ เบิกความว่า จำเลยยื่นคำขอเพื่อสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์ ต่อมาโจทก์พิจารณาอนุมัติให้จำเลยใช้บัตรเครดิตหมายเลข XXX ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตว่า
จำเลยตกลงใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้เพื่อใช้แทนเงินสดชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และ/หรือหนี้อื่นใดให้แก่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการได้ ทั้งในและนอกประเทศที่มีข้อตกลงเป็นร้านค้าหรือสถานบริการสมาชิกรับบัตรเครดิตของโจทก์ และ/หรือเพื่อการเบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ของโจทก์หรือธนาคารอื่นที่เป็นสมาชิกร่วมกับโจทก์ และ/หรือบริการโอนเงินอื่นๆ
และเมื่อร้านค้าหรือสถานบริการที่รับบัตรเครดิตส่งยอดรายการซื้อสินค้าหรือยอดเบิกเงินสดมาเรียกเก็บเงิน โจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินให้กับร้านค้าหรือสถานบริการแทนจำเลยไปก่อน และจะเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง
จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ย ค่าปรับในการชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนด ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด และค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดขึ้น ตามอัตราที่โจทก์ประกาศกำหนด
โจทก์จะส่งใบแจ้งยอดหนี้รายการซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนการเบิกถอนเงินสดให้จำเลยทราบทุกรอบเดือน เพื่อให้จำเลยนำเงินมาชำระให้กับโจทก์ตามจำนวนเงินที่โจทก์เรียกเก็บ
หากโจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้ หรือจำเลยชำระไม่ครบตามจำนวนที่ค้างชำระ จำเลยยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด ซึ่งปรับขึ้นลงตามประกาศของโจทก์และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่โจทก์พึงเรียกเก็บได้ นับแต่วันที่ค้างชำระจนถึงวันชำระหนี้เสร็จสิ้น ตามสำเนาใบสมัครบัตรเครดิตและสัญญาการใช้บัตรเครดิต (เอกสารหมาย จ.9)
หลังจากจำเลยได้รับบัตรเครดิตจากโจทก์แล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดกับร้านค้าและสถานบริการต่างๆ ตลอดจนเบิกถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ของโจทก์และธนาคารอื่นที่เป็นสมาชิกร่วมกับโจทก์หลายครั้ง
ร้านค้าและสถานบริการได้ส่งหลักฐานหรือรายการแสดงการใช้บัตรเครดิตของจำเลยมาเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์ทดรองจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าหรือสถานบริการที่เป็นสมาชิกตามจำนวนที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าวทุกครั้ง และทุกรอบบัญชี
จำเลยตกลงและยอมรับว่า หากเป็นกรณีโอนเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนถูกต้อง โจทก์ส่งหนังสือแจ้งการโอนเงินกู้ซึ่งระบุเงื่อนไขการผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยแล้ว อีกทั้งโจทก์จัดส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทราบทุกเดือน ซึ่งจำเลยได้รับแล้วและมิได้โต้แย้งคัดค้านประการใด
จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายแก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 จำนวน 2,381.52 บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์อีก ถือว่าจำเลยตกเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยในยอดหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยค้างชำระตามอัตราที่โจทก์กำหนดในใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายของแต่ละงวด
ปรากฏคำนวณถึงวันที่ 12 ม.ค. 2567 (วันสรุปยอดบัญชีสุดท้าย) จำเลยมียอดหนี้ค้างชำระเป็นเงินต้น 297,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 31,371.88 บาท ค่าธรรมเนียม (ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ค่าธรรมเนียมในการทวงถาม) 9,777.39 บาท รวมเป็นเงิน 338,149.27 บาท (ตามสำเนาใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิต เอกสารหมาย จ.10)
จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระหนี้เป็นเงินต้น 297,000 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 31,371.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของเงินต้น 297,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันสรุปยอดบัญชีสุดท้าย (13 ม.ค. 2567) จนถึงวันฟ้อง (25 ก.ย. 2567) เป็นเงิน 33,459.29 บาท
ค่าธรรมเนียม (ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ค่าธรรมเนียมในการทวงถาม) 9,777.39 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 371,608.56 บาท (ตามสำเนารายการคำนวณยอดหนี้ เอกสารหมาย จ.11)
โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระหนี้หลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้วแต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ (ตามสำเนาหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ พร้อมไปรษณีย์ตอบรับ เอกสารหมาย จ.12)
ส่วนจำเลย (ผู้บริโภค) เบิกความว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต หรือเป็นผู้เบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตที่โจทก์อนุมัติ จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของเงินในบัตรเครดิตที่โจทก์อนุมัติ จำเลยเป็นเพียงผู้ครอบครองบัตรเครดิตของโจทก์ และไม่ได้เป็นผู้เบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตด้วยตนเอง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตที่โจทก์อนุมัติ
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2566 มีบุคคลอื่นทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตของจำเลยที่เปิดบริการไว้กับโจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) โดยมีการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตไป 1 ครั้ง รวมเป็นเงิน 297,000 บาท และโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในชื่อของจำเลย (ผู้บริโภค) บัญชีเลขที่ XXX และโอนเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปยังบัญชีของคนร้าย หมายเลขพร้อมเพย์ XXX ธนาคารยูโอบี เลขบัญชี XXX ชื่อบัญชี นาย ว.
การทำธุรกรรมในวันดังกล่าว จำเลยไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเบิกถอนเงินสด และไม่ได้เข้าแอปพลิเคชันของโจทก์ด้วยตนเองหรือยินยอมให้บุคคลใดเข้าใช้หรือเบิกถอนเงินสด
แต่เกิดจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นคนร้ายใช้หมายเลขโทรศัพท์ XXX โทรหาจำเลย โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หลอกลวงจำเลยให้จำเลยกดเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ ผู้โทรกล่าวถึงข้อมูลที่ดินที่จำเลยเคยเสียภาษีได้ตรงตามข้อมูลจริง
เหตุที่จำเลยเชื่อ เพราะจำเลยได้ดูข้อมูลดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร (เอกสารหมาย ล.1) และแบบแสดงคำนวณภาษีอาคารชุด/ห้องชุดที่คนร้ายกล่าวอ้างได้ถูกต้อง (เอกสารหมาย ล.2)
เมื่อจำเลยเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจริง จำเลยจึงได้กดเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ คนร้ายให้จำเลยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันกรมที่ดินเพื่อชำระภาษีที่ดิน จำเลยดำเนินการดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าว เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้น โทรศัพท์หน้าจอค้าง จำเลยพยายามกดวางสายแต่ไม่สามารถวางได้
จำเลยพยายามปิดเครื่องตามบทสนทนาทางไลน์ (เอกสารหมาย ล.3) และจำเลยเคยเข้าไปดูเว็บไซต์ของกรมที่ดิน รูปบัญชีผู้ใช้ของคนร้าย (ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน) มีตราสัญลักษณ์เหมือนกรมที่ดิน (เอกสารหมาย ล.4)
เมื่อโทรศัพท์ของจำเลยค้างไม่ตอบสนอง จำเลยจึงปิดเครื่องและเปิดโทรศัพท์ใหม่อีกครั้ง เมื่อเปิดเครื่องจึงพบข้อความเข้ามายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย โดยมีการเบิกถอนเงินจากบัตรเครดิตบัญชีธนาคารของจำเลย และมีการโอนเงินออกไปยังบัญชีที่จำเลยไม่รู้จักและไม่เคยทำธุรกรรมด้วย จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมดังกล่าวด้วยตนเอง (ตามข้อความในโทรศัพท์ เอกสารหมาย ล.5)
จำเลยโทรศัพท์อายัดบัญชีธนาคารทุกธนาคารของจำเลยและอายัดบัตรเครดิตของโจทก์ทันที แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือในทันที เมื่อจำเลยเปิดเครื่องโทรศัพท์ได้ จึงพบความเสียหาย: เงินในบัญชีบัตรเครดิตโจทก์มีการอนุมัติเบิกถอนเงินสด 297,000 บาท
และมีความเสียหายเกิดขึ้นอีกหลายรายการ ได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์, บัญชีธนาคารกสิกรไทย, และบัญชีธนาคารทหารไทย รวมความเสียหายทั้งสิ้น 366,200 บาท (ตามรายการเดินบัญชีธนาคารทหารไทย เอกสารหมาย ล.6)
นอกจากนี้ มีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย (บัญชีของจำเลย) จากนั้นมีการโอนต่อไปยังบัญชีคนร้ายทันที (ธนาคารยูโอบี หมายเลขพร้อมเพย์ XXX เลขที่บัญชี XXX ชื่อบัญชี นาย ว.)
จำเลยไม่รู้จัก ไม่มีนิติสัมพันธ์หรือภาระผูกพันใดๆ กับนาย ว. (เจ้าของบัญชีปลายทาง) จำเลยไม่มีประวัติการเบิกหรือถอนเงินจากบัตรเครดิตโจทก์เป็นเงินสูงถึง 297,000 บาท ไม่เคยเบิกถอนเงินสด และไม่เคยเบิกถอนเงินสดออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันของโจทก์ จำเลยไม่เคยผูกบัญชีบัตรเครดิตของโจทก์เข้ากับบัญชีธนาคารของจำเลยเลยตั้งแต่เริ่มใช้บัตร
จำเลยเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลศาลาแดงในวันเกิดเหตุ และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายอายัดบัญชีธนาคารยูโอบี หมายเลข XXX ชื่อบัญชี นาย ว. (ตามใบรับหมาย เอกสารหมาย ล.7)
วันที่ 18 พ.ค. 2566 พนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกคำร้องทุกข์ออนไลน์เลขที่ W665XXXXXX นัดหมายให้จำเลยมาให้ปากคำ และรับเป็นคดีออนไลน์ (เอกสารหมาย ล.8) ต่อมา 19 พ.ค. 2566 พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ สน. ศาลาแดง (ตามรายงานการสอบสวน เอกสารหมาย ล.9)
จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ (ธนาคาร TTB) เพื่ออายัดบัญชีบัตรเครดิตและปฏิเสธการเรียกเก็บเงิน โดยไปยื่นที่ธนาคารด้วยตนเองเมื่อ 18 พ.ค. 2566 พร้อมแนบเอกสารหลักฐาน (หนังสือขอตรวจสอบและปฏิเสธการชำระเงิน และหลักฐานการโทรอายัดบัตร เอกสารหมาย ล.10)
ภายหลัง (12 พ.ย. 2567) จำเลยได้รับหนังสือตอบจากพนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและผู้กำกับ สน. ศาลาแดง แจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพ (เอกสารหมาย ล.11)
โจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) เป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน (พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560) มาตรา 12 โจทก์ควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ชอบตามระบบการชำระเงิน (เอกสารหมาย ล.12)
การที่ระบบแอปพลิเคชันบัตรเครดิตของโจทก์ถูกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่จำเลยเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยของโจทก์ไม่เพียงพอ
เมื่อจำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ทันทีที่เกิดเหตุว่าถูกดูดเงิน และขอความช่วยเหลือ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่มีนโยบายเยียวยา ให้จำเลยชำระเงินไปก่อน แล้วค่อยรอเจ้าหน้าที่ติดต่อเรื่องช่วยเหลือค่าบัตรเครดิต โจทก์มิได้ดำเนินการใดๆ ที่แสดงว่ามีกระบวนการตอบสนองและรับมือภัยทุจริตที่เกิดขึ้นกับจำเลย
โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 29 มี.ค. 2566 (เอกสารหมาย ล.13, ล.14)
จำเลยไม่เคยมีประวัติการเบิกถอนเงินสดแม้แต่ครั้งเดียว การเบิกถอนเงินสดจำนวนสูงถึง 297,000 บาทเช่นนี้ ต้องมีการตรวจสอบยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เบิกถอนเงินจริง โจทก์ไม่มีระบบแจ้งเตือนจำเลยในการเบิกถอนเงินสดจำนวนดังกล่าว
โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคว่าด้วยการป้องกันและตรวจสอบเพื่อให้ผู้บริโภคใช้สินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย (มาตรา 4 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522)
โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศ ธปท. เรื่องการบริหารจัดการด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (ในกรณีนี้ จำเลยไม่ได้ใส่รหัสหรือให้ข้อมูลปลดล็อกแอปฯ ของโจทก์, ไม่ได้บอกรหัส OTP ยืนยันตัวตน, และไม่ได้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวเอง) แต่การถอนเงินเกิดจากมิจฉาชีพที่เข้าควบคุมระบบของโจทก์ โจทก์ไม่มีระบบบันทึกเหตุการณ์หรือระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองจำเลย
เงื่อนไขในใบสมัครบัตรเครดิตเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม: สัญญาบัตรเครดิตเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จัดทำโดยผู้ประกอบธุรกิจ ทำให้โจทก์ได้เปรียบเกินสมควรและถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
จำเลยมี ร.ต.ท.หญิง น. เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2566 จำเลยมาแจ้งความที่ สน. ศาลาแดง ว่ามีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินและหลอกให้จำเลยกดลิงก์ ทำให้เงินของจำเลยที่ผูกกับแอปธนาคารถูกโอนออกจากบัญชีของจำเลย
หลังพนักงานสอบสวนรับแจ้ง ในวันเดียวกันได้ออกหมายอายัดบัญชีธนาคารปลายทางที่รับโอนเงินจากบัญชีของจำเลย และให้จำเลยนำเอกสารไปยื่นที่ธนาคาร (เอกสารหมาย ล.7)
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2566 พนักงานสอบสวนได้เรียกจำเลยมาสอบปากคำอีกครั้ง พบว่าจำเลยถูกโอนเงินออกไปยังบัญชีของนาย ว. รวมความเสียหายทั้งสิ้น 366,200 บาท
เห็นว่า โจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ และให้บริการทางการเงิน รวมทั้งบริการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์
โจทก์จึงเป็นผู้รับฝากเงินซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังและฝีมือในระดับที่บุคคลในวิชาชีพเดียวกันพึงใช้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม)
เหตุการณ์วันที่ 17 พ.ค. 2566 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยไปยังบัญชีบุคคลอื่น (บัญชีธนาคารยูโอบี ชื่อบัญชี นาย ว. พร้อมเพย์ XXX เลขบัญชี XXX) จำนวน 297,000 บาท
พฤติการณ์ที่เงินถูกโอนจากบัญชีจำเลยไปยังบัญชีบุคคลอื่นโดยจำเลยไม่มีประวัติการเบิกถอนเงินจากบัตรเครดิตของโจทก์สูงถึง 297,000 บาท ไม่เคยเบิกถอนเงินสด ไม่เคยเบิกถอนเงินสดออนไลน์ผ่านแอปของโจทก์
และจำเลยไม่เคยผูกบัญชีบัตรเครดิตของโจทก์กับบัญชีธนาคารของจำเลยมาก่อน ถือเป็นธุรกรรมที่ผิดปกติ โจทก์ในฐานะผู้มีวิชาชีพการเงินย่อมทราบถึงวิธีการเช่นนี้
โจทก์ย่อมสังเกตเห็นว่าพฤติกรรมธุรกรรมดังกล่าวผิดปกติและอาจเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่ก่ออาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โจทก์จึงควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันธุรกรรมการเงินที่ไม่ชอบเหล่านี้
เมื่อจำเลยแจ้งโจทก์ในวันเกิดเหตุทันทีที่ทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจนสามารถควบคุมโทรศัพท์ของจำเลย สั่งถอนเงินจากบัญชีบัตรเครดิตของจำเลยเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย แล้วโอนเงินออกไปยังบัญชีบุคคลอื่น ก็แสดงชัดว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วยตนเอง
แต่โจทก์เมื่อได้รับแจ้งเหตุ กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ นอกจากแจ้งให้จำเลยไปแจ้งความเอง ทั้งที่โจทก์เป็นผู้ให้บริการทางการเงิน โจทก์สามารถระงับยับยั้งหรืออายัดเงินที่ลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตแจ้งเหตุว่าถูกหลอกลวงไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบได้โดยง่าย
แนวนโยบายการจัดการภัยทุจริตฯ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (เอกสารหมาย ล.14) ระบุชัดเจนในข้อ 3.1 ว่า: “เมื่อผู้ถือบัตรเกิดปัญหาจากธุรกรรมการชำระเงินผ่านบัตร ... ผู้ให้บริการต้องแจ้งการรับเรื่องภายใน 1 ชั่วโมง ... และแจ้งความคืบหน้าภายใน 1 วันทำการ”
และข้อ 3.2: “กรณีเกิดเหตุทุจริต ... โดยไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ถือบัตร ... ผู้ให้บริการต้องเยียวยาความเสียหายอย่างครบถ้วน”
นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้สืบพยานให้เห็นว่าตนมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมอย่างไรในกรณีเกิดธุรกรรมไม่ชอบดังเช่นคดีนี้
จากคำเบิกความของนาย ว. (ผู้รับมอบอำนาจโจทก์) ก็ตอบเพียงว่าไม่ทราบว่าโจทก์มีระบบแจ้งเตือนและป้องกันมิจฉาชีพอย่างไร และเห็นว่าเมื่อออกบัตรเครดิตให้จำเลยแล้ว เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องดูแลความปลอดภัยในการใช้บัตรเอง
พยานไม่ทราบรายละเอียดว่าโจทก์มีระบบความปลอดภัยเช่นรหัส OTP หรือการโทรยืนยันลูกค้าในการถอนเงินสดหรือไม่ (เป็นระบบภายในของธนาคาร)
ทั้งหมดนี้แสดงว่าโจทก์ไม่มีมาตรการป้องกันหากเกิดธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มิชอบ โจทก์ในฐานะผู้ควบคุมระบบที่รู้เห็นความผิดปกติของธุรกรรมแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งต้องระมัดระวังและจัดหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเช่นนี้อีก
(ศาลพิจารณาเหตุการณ์โดยละเอียดอีกครั้ง:) จำเลยถูกมิจฉาชีพหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน โดยคนร้ายมีข้อมูลภาษีที่ดินของจำเลยตรงกับความจริง ทำให้จำเลยหลงเชื่อและทำตามจนลงแอปฯ ปลอม โทรศัพท์ค้างและต้องรีบูต เมื่อเปิดเครื่องพบข้อความธุรกรรมที่ตนไม่ได้ทำ (ถอนเงินจากบัตรเครดิตและโอนไปบัญชีแปลกหน้า)
โจทก์ไม่นำสืบให้ทราบว่าเงินจำนวน 297,000 บาทนั้น หลังถูกเบิกจากบัตรเครดิตเข้าบัญชีจำเลยแล้ว ถูกโอนไปบัญชีธนาคารยูโอบี (ชื่อบัญชี นาย ว. พร้อมเพย์ XXX เลขบัญชี XXX) อย่างไร
จำเลยในฐานะผู้ฝากเงินจึงไม่มีส่วนต้องรับผิด เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์รับฝากไว้ในอารักขาของตนเอง ถือว่าอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนนี้แก่โจทก์
การที่โจทก์ (บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาติ) นำข้อตกลงในสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย (ซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูป) มากล่าวอ้างว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นถือเป็นการกระทำของจำเลย และจำเลยต้องรับผิดต่อหนี้บัตรเครดิตนั้น เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต
เป็นการใช้สิทธิโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิขัดต่อมาตรา 12 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
พิพากษา: ยกฟ้อง (ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)
สรุปคำพิพากษา
ข้อเท็จจริง: โจทก์ (ธนาคาร) ฟ้องเรียกหนี้บัตรเครดิตประมาณ 3.7 แสนบาทจากจำเลย แต่จำเลยอ้างว่าตนไม่ได้ก่อหนี้ดังกล่าวเพราะเงินถูกมิจฉาชีพหลอกถอนผ่านระบบออนไลน์โดยที่จำเลยไม่รู้เห็น
พฤติการณ์แห่งคดี: จำเลยถูกคนร้ายโทรศัพท์หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม ทำให้คนร้ายควบคุมโทรศัพท์และถอนเงินสดจากวงเงินบัตรเครดิตของจำเลย 297,000 บาท โอนเข้าบัญชีจำเลย แล้วรีบโอนไปบัญชีคนร้ายทันที จำเลยไม่ได้รับเงินไปใช้จริง และรีบแจ้งธนาคารและแจ้งความทันทีหลังทราบเรื่อง
การพิจารณาของศาล: ศาลพิเคราะห์ว่าธุรกรรมถอนเงินก้อนใหญ่ดังกล่าวผิดปกติอย่างยิ่ง จำเลยไม่มีประวัติทำธุรกรรมลักษณะนี้มาก่อน ธนาคารในฐานะสถาบันการเงินควรมีระบบรักษาความปลอดภัยและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เมื่อได้รับแจ้งเหตุก็ควรระงับหรืออายัดเงินทันทีเพื่อสอบสวน แต่ธนาคารกลับไม่ดำเนินการช่วยเหลือใดๆ แถมไม่ได้แสดงหลักฐานว่ามีระบบเตือนภัยหรือมาตรการป้องกันการทุจริตที่เพียงพอ พยานของธนาคารเองก็ยอมรับว่าไม่ทราบถึงระบบป้องกันดังกล่าว
คำตัดสิน: ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนทำผิด เงินที่โอนออกไปนั้นอยู่ในความดูแลของธนาคาร การจะให้จำเลยรับผิดถือว่าไม่เป็นธรรมและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามกฎหมายผู้บริโภค ศาลจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง ไม่ต้องให้จำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตดังกล่าว
กรณีที่จำเลยแพ้คดี (ศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามฟ้อง)
คดีตัวอย่าง: ข้อพิพาทเรื่องอายุความหนี้บัตรเครดิตและการรับสภาพหนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 158/2565)
คำพิพากษาฉบับเต็ม
ตามสัญญาและเงื่อนไขในใบสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลกำหนดว่า ผู้กู้ตกลงจะชำระคืนหนี้ต้นเงินกู้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี พร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน ในวันที่ครบกำหนดชำระเงินซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี โดยผู้กู้จะเลือกชำระคืนต้นเงินกู้ขั้นต่ำในแต่ละเดือนเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือน หรือจำนวน 500 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และ/หรือในอัตราขั้นต่ำอื่น ๆ ที่ธนาคารประกาศกำหนดตามจำนวนที่ธนาคารระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีก็ได้
ทั้งนี้ สัญญามีข้อตกลงเพิ่มเติมว่าจำเลยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินโดยแบ่งชำระเป็นงวดรายเดือน ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือน สัญญาดังกล่าวกำหนดให้จำเลยชำระเพียงยอดเงินขั้นต่ำ แม้การชำระดังกล่าวธนาคารจะนำไปหักเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ซึ่งแสดงว่าจำเลยอาจเลือกจะชำระหนี้มากกว่าขั้นต่ำก็ได้ และสัญญามิได้กำหนดจำนวนงวดผ่อนคืนเงินต้นที่แน่นอน
ดังนั้น สัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ กรณีนี้มิใช่สิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติอายุความเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30
เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งระบุชัดเจนว่าสัญญาฉบับนี้เป็นเพียงการยืนยันความถูกต้องของหนี้ และเป็นการผ่อนปรนการชำระหนี้ มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ที่ทำให้หนี้เดิมระงับไป
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการที่จำเลย “รับสภาพหนี้” ต่อธนาคารเจ้าหนี้เดิม ซึ่งมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เวลาที่ผ่านไปก่อนหน้านั้นไม่นับรวม ต้องเริ่มนับอายุความใหม่เต็มตามประเภทหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (ตามมาตรา 193/15)
จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โจทก์ (ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลของจำเลยมาจากธนาคาร ย.) มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 และถือว่าเริ่มนับอายุความของสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้อง (28 ตุลาคม 2562) ยังไม่ครบกำหนด 10 ปี คดีส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ
อนึ่ง เมื่อธนาคาร ย. (เจ้าหนี้เดิม) ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลของจำเลยให้แก่โจทก์ จำเลยยังคงต้องรับผิดในเงินต้นคงค้างตามสัญญานั้นแก่โจทก์เช่นเดิม
สำหรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่โจทก์เรียกร้องในอัตราร้อยละ 28 ต่อปีนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิมาจากเจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่เจ้าหนี้เดิมมีสิทธิคิดจากลูกหนี้ แต่การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องใช้อัตราดอกเบี้ยที่มีผลบังคับ ณ วันที่โจทก์ได้รับโอนทรัพย์สินหนี้มาด้วย (ตามมาตรา 10 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541)
ในคดีนี้ โจทก์ได้รับโอนสิทธิเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 โดยประกาศของธนาคาร ย. (เจ้าหนี้เดิม) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับของสินเชื่อส่วนบุคคล (ฉบับที่ 002/2559 มีผลใช้ 31 มี.ค. 2559) กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลไว้ที่ร้อยละ 28 ต่อปี ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปีโดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ก่อนผิดนัดธนาคาร ย. คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 26.5 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยผิดนัดถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอย่างหนึ่ง (เบี้ยปรับ) หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามสมควร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383) ศาลจึงเห็นควรลดอัตราเบี้ยปรับลงให้เท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 27 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น
นอกจากนี้ เมื่อจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงว่าดอกเบี้ยค้างชำระบางส่วนเกิน 5 ปี และได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ศาลจึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนฟ้องไม่เกิน 5 ปี (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1))
สรุปคำพิพากษา
ข้อเท็จจริง: โจทก์ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนหนี้จากธนาคารเดิม) ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผิดนัดชำระ จำเลยต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ 2 ปีหรือ 5 ปี
พฤติการณ์แห่งคดี: หนี้บัตรเครดิตรายนี้มีลักษณะวงเงินหมุนเวียน ผู้กู้ชำระขั้นต่ำรายเดือน ไม่มีระยะเวลาผ่อนคืนเงินต้นที่แน่นอน ต่อมาจำเลยผิดนัดและได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (ยอมรับหนี้และผ่อนผันการชำระ) โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อได้รับโอนสิทธิทวงหนี้จากเจ้าหนี้เดิม
การพิจารณาของศาล: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้จากการใช้บัตรเครดิต/สินเชื่อในกรณีนี้ไม่ใช่เงินผ่อนชำระเป็นงวดตามกำหนด จึงไม่เข้าเกณฑ์อายุความ 5 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี ตามกฎหมายทั่วไป เมื่อจำเลยได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ การกระทำนั้นถือเป็นการรับสภาพหนี้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่เต็มตามประเภทหนี้ (10 ปี) คดีนี้โจทก์ฟ้องภายใน 10 ปีนับแต่ผิดนัด จึงไม่ขาดอายุความ ในประเด็นดอกเบี้ยผิดนัด ศาลเห็นว่าอัตรา 28% ที่เรียกมาสูงเกินสมควร จึงใช้อำนาจลดลงเป็น 27% ต่อปี และกำหนดให้คิดดอกเบี้ยย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปีก่อนฟ้องตามกฎหมาย
คำตัดสิน: ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามฟ้อง (เงินต้นและดอกเบี้ย) โดยให้ใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 27 ต่อปี (ลดลงจาก 28% ที่เรียก) และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างก่อนฟ้องให้โจทก์ไม่เกิน 5 ปีย้อนหลังเท่านั้น
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ







