
ความผิดฐานฉ้อโกงคืออะไร โทษหนักขนาดไหน ?
ความผิดฐานฉ้อโกง เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ถูกบัญญัติไว้ใน หมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 341 ถึงมาตรา 348
ประเภทของความผิดฐานฉ้อโกง

1. ความผิดฐานฉ้อโกง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้บัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงไว้ว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
กล่าวคือ ความผิดฐานฉ้อโกงต้องเริ่มจากผู้กระทำต้อง มีเจตนาทุจริตก่อน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1)) ได้กระทำโดยหลอกลวงผู้เสียหาย และได้ไปซึ่งทรัพย์สิน เช่น เงิน ทอง รถยนต์ ที่ดิน เป็นต้น หรือทำให้ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ (เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)) เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นต้น ไม่ว่าทรัพย์สินหรือเอกสารสิทธินั้นจะเป็นของผู้เสียหายซึ่งถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามก็ตาม
ตัวอย่างความผิดฐานฉ้อโกง เช่น
- เอาทองปลอมมาหลอกขาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2543)
- เอาโฉนดที่ดินปลอมมาหลอกวางเป็นประกันแล้วกู้เงินไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2261/2547) เป็นต้น
2. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ได้บัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนไว้ว่า “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ลักษณะการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับการฉ้อโกงทั่วไป เพียงแต่ไม่ได้หลอกลวงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่การหลอกลวงนั้นต้องแสดงออกในลักษณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเห็นพฤติการณ์หลอกลวงนั้นได้ ส่วนผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงจะมีกี่คนไม่ใช่สาระสำคัญ
ตัวอย่างความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เช่น
- โฆษณาโทรทัศน์หลอกลวงแล้วเรี่ยไรเงิน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 96/2517)
- call center สุ่มหมายเลขโทรศัพท์ทั่วไป ไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อทำการหลอกลวง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2559) เป็นต้น
3. ความผิดฐานฉ้อโกงอื่น ๆ ที่ควรทราบ
3.1 ฉ้อโกงแรงงาน
เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 กล่าวคือ หลอกลวงให้บุคคลมาทำงานให้โดยไม่จ่ายค่าแรง หรือจ่ายค่าแรงให้ต่ำกว่าที่ตกลง
3.2 ฉ้อโกงค่าอาหาร ค่าโรงแรม
เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 345 กล่าวคือ การสั่งซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มทานภายในร้าน โดยที่รู้ว่าตนไม่มีเงินจะชำระ หรือไปเข้าพักโรงแรมโดยรู้ว่าตนไม่มีเงินจะชำระ
3.3 ชักจูงให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยเสียเปรียบ
เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 346 กล่าวคือ ชักจูงบุคคลที่มีจิตใจอ่อนแอหรือเป็นเด็ก เพื่อให้ขายทรัพย์สินให้ตนโดยอีกฝ่ายเสียเปรียบ
3.4 ฉ้อโกงประกันวินาศภัย
เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 347 กล่าวคือ การแกล้งทำให้ทรัพย์สินที่ตนเอาประกันไว้เสียหาย เพื่อจะเอาเงินประกันจากบริษัทประกัน
4. บทฉกรรจ์ของความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 ถ้าความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนได้กระทำโดย ผู้กระทำแสดงตนเป็นคนอื่น หรืออาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
- ผู้กระทำก็ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (สำหรับกรณีฉ้อโกงทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341)
- และต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 140,000 บาท (สำหรับกรณีฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343)
ฉ้อโกงทั่วไป vs ฉ้อโกงประชาชน

ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไป กับ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีจุดที่แตกต่างสำคัญ คือ การแสดงออกซึ่งการหลอกลวง
หากการหลอกลวงนั้นกระทำเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะเจาะจง หรือ หลอกลวงเฉพาะกลุ่มบุคคล แม้จะมีจำนวนมาก ก็เป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปเท่านั้น เช่น การส่งจดหมายหลอกลวงไปที่ละคน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3334/2560)
แต่การฉ้อโกงประชาชนนั้น ต้องพิจารณาว่าการหลอกลวงได้แสดงออกต่อบุคคลทั่วไป โดยไม่เพ่งเล็งถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เมื่อได้หลอกลวงต่อบุคคลทั่วไปแล้ว แม้จะมีคนเชื่อตามที่หลอกลวงเพียง 1 คน ก็ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนแล้ว เช่น การหลอกลวงโดยการโฆษณาจัดสรรที่ดิน แม้มีผู้ซื้อเพียง 2 ราย ก็ผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2518)
ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ กับ ความผิดฐานฟอกเงิน

การกระทำความผิดฉ้อโกงที่มีลักษณะกระทำซ้ำ ๆ หลายครั้ง อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำเป็นปกติธุระ ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงที่มีลักษณะเป็นปกติธุระนั้น ถือเป็นความผิดมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงิน (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(18))
ซึ่งหากปรากฏว่าผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงินแล้ว ก็ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานลักทรัพย์ ความผิดฐานกรรโชก และความผิดฐานยักยอก
1. ความผิดฐานฉ้อโกง กล่าวคือ ผู้กระทำใช้อุบายหลอกลวงให้เจ้าของทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ให้โดยความสมัครใจหรือโดยความยินยอมของเจ้าของทรัพย์นั้นเอง กล่าวง่าย ๆ คือ “หลอกแล้วได้ทรัพย์ไป”
2. ความผิดฐานลักทรัพย์ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334) กล่าวคือ ผู้กระทำเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยที่ผู้อื่นนั้นไม่ได้อนุญาต หรือแอบเอาไปโดยไม่มีสิทธิ
3. ความผิดฐานกรรโชก (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337) กล่าวคือ การข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินให้ กล่าวง่าย ๆ คือ “ใช้กำลังหรือขู่เข็ญให้มอบทรัพย์”
4. ความผิดฐานยักยอก (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352) กล่าวคือ การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้วเบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเอง โดยที่การได้ทรัพย์ผู้อื่นมาครอบครองนั้นได้มาโดยชอบ แต่ต่อมาเบียดบังไปเป็นของตนโดยไม่ชอบ กล่าวง่าย ๆ คือ “ครอบครองก่อน เบียดบังภายหลัง”
อายุความในความผิดฐานฉ้อโกง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 348 ได้กำหนดให้ความผิดฐานฉ้อโกงทั้งหมดเป็นความผิดอันยอมความได้ (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ) ดังนี้ ความผิดฐานฉ้อโกงที่ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จึงมีอายุความ 3 เดือน ซึ่งหากผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีย่อมเป็นอันขาดอายุความ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96)
ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงถือได้ว่าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3)
คดีฉ้อโกงเป็นคดีแพ่งหรืออาญา
ความผิดฐานฉ้อโกง โดยหลักแล้วถือเป็นคดีอาญา แต่ในบางกรณีอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น โดยจุดที่ต้องพิจารณาสำคัญว่าเป็นการฉ้อโกงหรือผิดสัญญาทางแพ่งนั้น ต้องพิจารณาว่า ขณะทำสัญญามีเจตนาหลอกลวงมาตั้งแต่แรกหรือไม่
กล่าวคือ ไม่มีเจตนาผูกพันตนตามสัญญาตั้งแต่แรก แต่หลอกลวงจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อเข้าทำสัญญาและได้รับทรัพย์ไป กรณีนี้มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงได้ แต่หากขณะทำสัญญาไม่มีเจตนาหลอกลวง แต่มาเปลี่ยนใจภายหลัง กรณีนี้จะเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น
แนวทางปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินคดี

1. แจ้งความร้องทุกข์
เมื่อตกเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ควรเริ่มรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่จะสามารถทำได้ เช่น บันทึกการสนทนา สลิปการโอนเงิน สัญญา เป็นต้น เพื่อนำไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ภายในกำหนดอายุความ
2. ชั้นพนักงานสอบสวน
เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายแล้ว พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐานอื่น และสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการต่อไป
3. ชั้นพนักงานอัยการ
เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนแล้ว จะดำเนินการจัดทำคำฟ้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลภายในเขตอำนาจ โดยความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็นความผิดที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งพนักงานอัยการมีอำนาจเรียกให้จำเลยคืน หรือ ใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้
ดังนี้ ผู้เสียหายจึงไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อเรียกทรัพย์หรือเงินที่ถูกหลอกลวงไปคืนอีก เว้นแต่ ผู้เสียหายจะมีความเสียหายอื่นเพิ่มเติม หรือต้องการเรียกดอกเบี้ยจากทรัพย์หรือเงินนั้น
4. ชั้นศาล
เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ในทางปฏิบัติศาลอาจไกล่เกลี่ยให้จำเลยกับผู้เสียหายตกลงกันก่อน ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ถือเป็นความผิดอันยอมความได้ (เว้นแต่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน) ดังนั้น หากผู้เสียหายและจำเลยเจรจาตกลงกันได้ และผู้เสียหายตกลงถอนฟ้อง ถอนแจ้งความ หรือยอมความ ย่อมเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และศาลสามารถจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องพิจารณาคดีต่อไป
ในทางกลับกัน หากเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ถ้าผู้เสียหายและจำเลยสามารถตกลงกันได้ และผู้เสียหายได้รับชดใช้จนพอใจแล้ว ก็อาจเป็นผลให้ศาลพิจารณาบรรเทาโทษให้แก่จำเลยได้
คำถามที่พบบ่อย
1. ทำอย่างไรให้ได้เงินหรือทรัพย์ที่ถูกฉ้อโกงไปคืน
ตอบ โดยปกติทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานอัยการมักจะเรียกคืนให้ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ทนายพบส่วนมาก จำเลยมักจะขอผ่อนชำระคืน เพื่อนำไปเป็นเหตุถอนคำร้องทุกข์ ยอมความ หรือบรรเทาโทษให้แก่ตนเอง แต่หากจำเลยไม่ยอมชำระจนมีคำพิพากษา ผู้เสียหายสามารถนำคำพิพากษาไปบังคับคดียึดทรัพย์จากจำเลยต่อไปได้
2. กำหนดระยะเวลาดำเนินคดี คดีฉ้อโกงทั่วไป
ตอบ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำ (อายุความร้องทุกข์) ส่วนคดีฉ้อโกงประชาชนมีอายุความ 10 ปี
3. ทำอย่างไรหากตกเป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง
ตอบ เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ (เว้นแต่ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน) หากกระทำความผิดจริง ทนายมักจะแนะนำให้เจรจาไกล่เกลี่ยและหาทางเยียวยาแก่ผู้เสียหาย เพื่อให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


