
หย่าโดยความยินยอม vs ฟ้องหย่า ทางเลือกที่จำเป็นต้องเลือก
"การหย่าเป็นหนึ่งในเหตุการสิ้นสุดการสมรส ซึ่งโดยปกติแล้ว การสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุ 3 ประการ ได้แก่ การตายของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, การจดทะเบียนหย่า, หรือการที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส (โมฆียะ)"
การเลือกวิธีการหย่าที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อเวลา ค่าใช้จ่าย และความสัมพันธ์ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อมีบุตรร่วมกัน กฎหมายไทยให้ทางเลือกชัดเจน 2 แบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
👉 หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์เช่นนี้และยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกทางใด สามารถ ปรึกษาทนายความได้ฟรีที่ Legardy Q&A เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจ้างทนาย
การหย่าโดยความยินยอม

เป็นกระบวนการที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในทุกประเด็น และดำเนินการจดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขต หัวใจสำคัญของการหย่าโดยความยินยอมก็ตรงตัวตามชื่อของมันก็คือ "ต้องการความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย"
การหย่าโดยความยินยอมถือเป็นกระบวนการที่รวดเร็วและประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับการฟ้องหย่าในศาล ซึ่งสามารถทำได้เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ร่วมกันที่จะยุติการสมรสและสามารถตกลงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน หากมีข้อพิพาทภายหลังอาจต้องฟ้องร้องแยกต่างหาก และไม่มีการบังคับตามข้อตกลงโดยศาล
การหย่าโดยคำพิพากษาศาล หรือที่เรียกว่า ฟ้องหย่า
จะใช้เมื่อคู่สมรสตกลงกันไม่ได้ หรือมีเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เช่น มีชู้ ทิ้งร้าง ประพฤติชั่ว หรือแยกกันอยู่เกิน 3 ปี วิธีนี้หัวใจสำคัญคือไม่ต้องการความยินยอมจากอีกฝ่าย ศาลจะพิจารณาแบ่งทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างยุติธรรม สามารถเรียกค่าทดแทนจากชู้และตัวคู่สมรสที่ประพฤติผิดได้ในกรณีมีชู้ และคำพิพากษามีผลบังคับตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความ โดยทั่วไปใช้เวลานาน 3-12 เดือน ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในศาล และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส
Case Study
นาย ส. และนาง ม. มีปัญหาครอบครัวจากการที่นาย ส. ดื่มเหล้าเป็นประจำและไม่ส่งเงินเลี้ยงครอบครัว เมื่อนาง ม. เสนอให้หย่าโดยความยินยอม นาย ส. ไม่ยอมเพราะไม่อยากแบ่งทรัพย์สิน นาง ม. จึงตัดสินใจฟ้องหย่าโดยใช้เหตุ "ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู" ผลสุดท้ายศาลพิพากษาให้หย่า และสั่งให้นาย ส. ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 8,000 บาท
การเลือกแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละคู่ หากคู่สมรสยังสื่อสารกันได้ และไม่มีข้อพิพาทใหญ่เรื่องทรัพย์สินหรือการดูแลบุตร การหย่าโดยความยินยอมจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่หากมีปัญหาการไม่ร่วมมือ มีการทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หรือต้องการความยุติธรรมจากศาล การฟ้องหย่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า
เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 สาเหตุการหย่าที่กฎหมายรับรอง

"ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้อย่างชัดเจน โดยเหตุยอดฮิตคือ มีชู้ ทิ้งร้าง และประพฤติชั่วให้เดือดร้อนเกินควร"
การฟ้องหย่าไม่สามารถทำได้โดยอำเภอใจ กฎหมายไทยกำหนดเหตุแห่งการหย่าไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 1516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากไม่มีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่า ดังนั้นการทำความเข้าใจเหตุเหล่านี้จึงสำคัญมากสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาฟ้องหย่า
เหตุมีชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันสามีหรือภรรยา
เป็นเหตุที่พบบ่อยที่สุดในคดีหย่า ไม่ว่าจะเป็นการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่น การไปอยู่กับหญิงอื่นหรือชายอื่นแบบเปิดเผย หรือแม้แต่การให้การดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นในลักษณะที่คล้ายคู่สมรส ศาลมักพิพากษาให้หย่าเมื่อมีหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ฝ่ายที่ถูกทำร้ายยังสามารถเรียกค่าทดแทนจากชู้และจากคู่สมรสได้อีกด้วย
Q: ฟ้องชู้มีหลักฐานแค่แชท ได้มั้ย
การทิ้งร้างกัน
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ การจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิน 1 ปี ซึ่งหมายถึงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตัดสินใจออกไปจากบ้านและไม่กลับมาอีก โดยไม่มีการให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร และประเภทที่สอง คือ การสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงแยกกันอยู่แต่ไม่ได้หย่าอย่างเป็นทางการ ทั้ง 2 กรณีแสดงให้เห็นว่าชีวิตคู่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
การประพฤติชั่วที่ทำให้อีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อนเกินควร
ครอบคลุมพฤติกรรมหลากหลายไม่ได้จำกัดแค่การถูกดำเนินคดีอาญา เช่น การดื่มเหล้าเมายาจนสร้างปัญหาในครอบครัว การพนันจนเป็นหนี้ การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ การปลอมลายเซ็นหรือฉ้อโกง หรือการกระทำใดๆ ที่ทำให้คู่สมรสได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ได้รับความดูถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร
การไม่ส่งเสียเลี้ยงดู
เป็นเหตุที่ศาลให้ความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นถึงการไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อมีบุตรร่วมกัน หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่ส่งเงินค่าใช้จ่ายในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายสามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้
เหตุพิเศษอื่นๆ
ที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น การที่คู่สมรสต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 1 ปีในความผิดที่อีกฝ่ายไม่ได้มีส่วนรู้เห็น การมีโรคติดต่อร้ายแรงที่รักษาไม่หาย การเป็นคนวิกลจริตเกิน 3 ปี การมีสภาพแห่งกายที่ทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล หรือการที่คู่สมรสกลายเป็นบุคคลสาบสูญตามคำพิพากษาของศาล
Case Study
นางสาวปราณี แต่งงานกับนายสมชาย มา 6 ปี ช่วงแรกนายสมชายเป็นคนดี แต่หลังจากเริ่มดื่มเหล้าหนัก เขาเริ่มกลับบ้านดึก เมาแล้วทำร้ายร่างกาย ด่าทอต่อหน้าเพื่อนบ้าน และไม่ส่งเงินเลี้ยงครอบครัวเป็นเวลา 8 เดือน ต่อมานายสมชายยังไปอยู่กับหญิงอื่นและไม่กลับบ้านเกิน 1 ปี นางสาวปราณีสามารถใช้เหตุหลายข้อประกอบกัน คือ "ประพฤติชั่วทำให้ได้รับความอับอายและเดือดร้อนเกินควร" "ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู" "ยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยา" และ "จงใจทิ้งร้างเกิน 1 ปี" เป็นเหตุฟ้องหย่าได้
ข้อสำคัญเรื่องการให้อภัย ตามมาตรา 1518 หากฝ่ายที่ถูกทำร้ายแสดงการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายแล้ว เช่น ยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาหลังจากรู้เรื่องการมีชู้ หรือมีเพศสัมพันธ์กันหลังรู้เหตุการณ์ สิทธิฟ้องหย่าจะหมดไป ดังนั้นหากคิดจะฟ้องหย่า ควรระมัดระวังการแสดงออกที่อาจตีความได้ว่าเป็นการให้อภัย
อ่านเพิ่มเติม
แยกกันอยู่กับสามี1ปี3เดือน โดยที่สามีนอกใจไปอยู่กับหญิงอีกคนและมีบุตรกับเรา1คน — คำปรึกษาเรื่องการใช้เหตุมีชู้และทิ้งร้างเป็นเหตุฟ้องหย่า — (กระทู้กฎหมาย)
การประเมินว่าสถานการณ์ของคุณเข้าข่ายเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายและประสบการณ์ ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัว จะช่วยวิเคราะห์และเตรียมหลักฐานให้มีความแข็งแกร่งที่สุด
ขั้นตอนการฟ้องหย่า เริ่มต้นยังไงให้ได้ผลดีที่สุด?
"การฟ้องหย่าเริ่มต้นด้วยการปรึกษาทนายความ รวบรวมหลักฐาน ร่างคำฟ้อง และยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ใช้เวลาประมาณ 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี"
การฟ้องหย่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องการความรอบคอบและการเตรียมตัวอย่างดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและประหยัดเวลา ต่อไปนี้คือขั้นตอนที่ชัดเจนสำหรับการฟ้องหย่า
ขั้นตอนที่ 1: ปรึกษาทนายความและประเมินเหตุแห่งการหย่า
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัว เพื่อประเมินว่าสถานการณ์ของคุณเข้าข่ายเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 หรือไม่ ทนายจะช่วยวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและให้คำแนะนำเรื่องโอกาสชนะคดี รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่สามารถเรียกร้องได้
ขั้นตอนที่ 2: รวบรวมหลักฐานและเอกสารประกอบคดี
การเตรียมหลักฐานต้องใช้เวลาและความละเอียด หากเป็นกรณีมีชู้ ต้องเตรียมหลักฐานการสนทนาทางโทรศัพท์ รูปภาพหรือวิดีโอ หลักฐานการเดินทางร่วมกัน การโอนเงินให้กัน หรือพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ หากเป็นกรณีแยกกันอยู่ ต้องเตรียมรูปถ่ายภายในบ้านที่ไม่มีของใช้ส่วนตัวของคู่สมรส และพยานบุคคลที่ยืนยันการแยกกันอยู่
ขั้นตอนที่ 3: ร่างคำฟ้องและเตรียมเอกสารยื่นศาล
ทนายความจะเขียนคำฟ้องโดยบรรยายให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน ระบุเหตุแห่งการหย่าที่เกิดขึ้น และแนบหลักฐานประกอบ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่าจะขอให้ศาลสั่งการเรื่องใดบ้าง เช่น การแบ่งทรัพย์สินสมรส การกำหนดอำนาจปกครองบุตร การเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร หรือการเรียกค่าทดแทนจากชู้
ขั้นตอนที่ 4: ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว
ยื่นฟ้องได้ที่ศาลที่มีเขตอำนาจ คือ ศาลที่คู่สมรสทั้งสองอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ศาลที่จดทะเบียนสมรสกัน หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น เมื่อยื่นฟ้องแล้ว ศาลจะกำหนดวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกขึ้นอยู่กับจำนวนคดีค้างพิจารณาของศาล
ขั้นตอนที่ 5: เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในศาล
ศาลจะจัดให้มีการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน หากตกลงกันได้จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่หากไม่สำเร็จ ศาลจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามปกติ โดยการนำสืบพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่มาศาลหรือไม่ให้ความร่วมมือ ศาลสามารถพิพากษาคดีฝ่ายเดียวได้
อ่านเพิ่มเติม
แยกกันอยู่เกิน5 ปี..ไม่สามารถติดต่อได้.จะฟ้องหย่าได้ไหม..มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง — คำปรึกษาเรื่องขั้นตอนการฟ้องหย่าและการเตรียมหลักฐาน —
ค่าใช้จ่ายฟ้องหย่าเท่าไร ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลแต่ละประเภท
"ค่าใช้จ่ายฟ้องหย่าเริ่มต้นประมาณ 20,000-50,000 บาท ไม่รวมค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งคิดตามประเภทคดีและทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ผู้มีรายได้น้อยสามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้"
ค่าทนายความ
เป็นค่าใช้จ่ายหลักที่ใหญ่ที่สุด โดยเริ่มต้นประมาณ 20,000-50,000 บาท สำหรับคดีฟ้องหย่าทั่วไป ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความซับซ้อนของคดี หากเป็นคดีที่มีการแบ่งทรัพย์สินจำนวนมาก มีการฟ้องชู้ หรือมีข้อพิพาทเรื่องการดูแลบุตร ค่าทนายความอาจสูงขึ้นถึง 80,000-150,000 บาท หากคดียืดเยื้อไปถึงการอุทธรณ์หรือฎีกา ค่าทนายความจะเพิ่มขึ้นอีกตามข้อตกลง อย่างไรก็ตาม มีข้อพึงระวังอยู่ที่ว่าแม้ว่าฝ่ายที่ฟ้องหย่าจะชนะคดี ศาลก็อาจจะไม่ได้ให้ค่าทนายความเต็มตามจำนวนที่เราได้ว่าจ้างทนายความไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
ชนะคดีไปแล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆจะได้คืนไหม?
ค่าธรรมเนียมศาล
สำหรับคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ (เช่น การฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียว) จะเสียค่าขึ้นศาลประมาณ 200 บาท แต่หากมีการฟ้องร้องเรื่องการแบ่งสินสมรสหรือค่าทดแทนด้วย คดีจะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และค่าธรรมเนียมจะเป็นอัตราร้อยละของมูลค่าที่ฟ้อง (ประมาณ 2%) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 200,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเสริมอื่น ๆ
รวมถึงค่าส่งหมาย ค่าพาหนะพยาน ค่าป่วยการพยาน และค่าใช้จ่ายในการรวบรวมหลักฐาน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ หรือค่าจ้างนักสืบเอกชน กรณีต้องการหลักฐานการมีชู้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจอยู่ในช่วง 5,000-20,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการรวบรวมหลักฐาน
การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีฐานะยากจน สามารถยื่นคำร้องขออนุญาตยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือที่เรียกว่า "ฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถา" ได้ทุกระดับชั้นศาล ผู้ขอจะต้องสาบานตัวต่อศาลว่าไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล หากศาลอนุญาต จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วน
ตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่าย
กรณีที่ 1: ฟ้องหย่าเฉย ๆ ไม่มีทรัพย์สิน
ค่าทนายความ: 25,000 บาท
ค่าธรรมเนียมศาล: 200 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: 3,000 บาท
รวม: ประมาณ 28,200 บาท
กรณีที่ 2: ฟ้องหย่า + แบ่งสินสมรส 2 ล้านบาท + ฟ้องชู้ 500,000 บาท
ค่าทนายความ: 80,000 บาท
ค่าธรรมเนียมศาล: 50,000 บาท (2% ของ 2.5 ล้าน)
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: 15,000 บาท
รวม: ประมาณ 145,000 บาท
** ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นแค่การประมาณเท่านั้น ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ **
Case Study
นางสาวปิยะ ตัดสินใจฟ้องหย่าสามีเพราะเขามีชู้ และต้องการเรียกค่าทดแทน 300,000 บาท จากชู้ รวมถึงขอแบ่งสินสมรสมูลค่า 1.5 ล้านบาท เธอจ่ายค่าทนายความ 60,000 บาท ค่าธรรมเนียมศาล 36,000 บาท (2% ของ 1.8 ล้าน) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 12,000 บาท รวมทั้งสิ้น 108,000 บาท
สิ่งสำคัญคือการเลือกทนายความที่โปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่าย มีการตกลงราคาที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น และสามารถแนะนำแนวทางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ หากคดีมีโอกาสชนะสูง การลงทุนเพื่อฟ้องหย่าก็จะคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้เสรีภาพแล้ว ยังอาจได้รับทรัพย์สินและค่าเสียหายต่าง ๆ ที่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายได้
อ่านเพิ่มเติม
จะฟ้องหย่าสามีกับชู้ไช้เวลานานไหมคะ — คำปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการฟ้องหย่า —
หากคุณต้องการทราบค่าใช้จ่ายที่แม่นยำสำหรับสถานการณ์เฉพาะของคุณ ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ จะช่วยประเมินค่าใช้จ่ายและให้คำแนะนำการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม
เอกสารฟ้องหย่า แบบฟ้องหย่า ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
"เอกสารฟ้องหย่าแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เอกสารพื้นฐานทั่วไป และหลักฐานเฉพาะตามเหตุแห่งการหย่า การเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและแข็งแกร่งเป็นกุญแจสำคัญของการชนะคดี"
การเตรียมเอกสารสำหรับการฟ้องหย่าต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วน เพราะหลักฐานเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของคดี โดยแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ตั้งแต่เอกสารพื้นฐานที่ทุกคดีต้องมี ไปจนถึงหลักฐานเฉพาะที่ใช้พิสูจน์เหตุแห่งการหย่า
เอกสารพื้นฐานสำหรับทุกคดีฟ้องหย่า
สำเนาบัตรประชาชนของผู้ฟ้องและจำเลย สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ฟ้อง ใบสำคัญการสมรสฉบับจริง และสำเนาสูติบัตรของบุตร กรณีมีบุตรด้วยกัน เอกสารเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงตัวตนและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส รวมถึงการมีบุตรร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูบุตร
หลักฐานเฉพาะสำหรับการฟ้องหย่าเพราะมีชู้
หลักฐานการสนทนาระหว่างคู่สมรสกับชู้ทางแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือแอปหาคู่ รูปภาพหรือวิดีโอที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสกับชู้ หลักฐานการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ร่วมกัน เช่น ใบเสร็จค่าที่พัก หลักฐานจาก Google Map หลักฐานการซื้อทรัพย์สินให้กัน หลักฐานการโอนเงินให้กัน และพยานบุคคลที่รู้เห็นการเป็นชู้ เช่น เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน
สิ่งสำคัญคือหลักฐานการเป็นชู้ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นแสดงว่ามีเพศสัมพันธ์กัน แต่เพียงแสดงให้เห็นว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวก็เพียงพอแล้ว
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะแยกกันอยู่
รูปถ่ายภายในบ้านที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีของใช้ส่วนตัวของคู่สมรส เช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว หรือสิ่งของที่แสดงถึงการอยู่อาศัยร่วมกัน หลักฐานการเปลี่ยนที่อยู่ เช่น การแจ้งเปลี่ยนที่อยู่กับหน่วยงานต่างๆ พยานบุคคลที่สามารถยืนยันได้ว่าคู่สมรสแยกกันอยู่จริง เช่น เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะประพฤติชั่ว
ใบรายงานแพทย์หรือหลักฐานการบาดเจ็บจากการทำร้ายร่างกาย รูปถ่ายบาดแผลหรือร่องรอยการทำร้าย พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์การทำร้าย หลักฐานการดื่มเหล้าเมายา เช่น รูปถ่าย วิดีโอ หรือหลักฐานการซื้อเหล้า ใบรายงานตำรวจ กรณีมีการแจ้งความ หลักฐานการพนัน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงถึงการประพฤติชั่วของคู่สมรส
หลักฐานสำหรับการฟ้องหย่าเพราะไม่ส่งเสียเลี้ยงดู
ใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารที่แสดงว่าไม่มีเงินโอนเข้ามา ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครอบครัวที่ต้องจ่ายเอง เช่น ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล พยานบุคคลที่ทราบว่าคู่สมรสไม่ส่งเงินเลี้ยงครอบครัว และหลักฐานรายได้ของผู้ฟ้องที่แสดงว่าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
เอกสารเสริมสำหรับการเรียกสิทธิประโยชน์
หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน เพื่อใช้ในการพิจารณาค่าเลี้ยงดูบุตรหรือค่าเลี้ยงชีพ เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ เอกสารการลงทุน เพื่อใช้ในการแบ่งสินสมรส และเอกสารเกี่ยวกับหนี้สิน เช่น สัญญากู้เงิน ใบแจ้งหนี้ เพื่อใช้ในการแบ่งภาระหนี้สิน
Case Study
นางสาวสุดา ตัดสินใจฟ้องหย่าสามีเพราะเขามีชู้กับเลขานุการ เธอใช้เวลา 3 เดือนในการรวบรวมหลักฐาน ได้แก่ ข้อความแชทในไลน์กว่า 200 ข้อความ รูปถ่ายสามีกับชู้ในร้านอาหาร 15 รูป ใบเสร็จโรงแรมที่เขาไปพักด้วยกัน 5 ใบ หลักฐานการโอนเงินให้ชู้ 12 ครั้ง และพยาน 3 คน ผลสุดท้ายศาลพิพากษาให้หย่า และสั่งให้สามีจ่ายค่าทดแทน 200,000 บาท
การจัดเก็บและจัดเรียงหลักฐานต้องทำอย่างเป็นระบบ แยกตามประเภทและเรียงลำดับเวลา พร้อมทำสำเนาเก็บไว้หลายชุด กรณีที่เป็นหลักฐานดิจิทัล ควรสำรองข้อมูลไว้หลายที่ และพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารด้วย เพื่อป้องกันการสูญหายหรือเสียหาย
อ่านเพิ่มเติม
ต้องการหย่าสามี เพราะจับได้ว่าคุญกับ ผญ คนอื่น แต่ไม่มีหลักฐาน — คำปรึกษาเรื่องการรวบรวมหลักฐานการมีชู้ — (กระทู้กฎหมาย)
การเตรียมเอกสารที่ดีต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ทางกฎหมาย ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ จะช่วยวิเคราะห์และแนะนำการเตรียมหลักฐานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มโอกาสชนะคดี
สิทธิหลังหย่า เรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงชีพ แบ่งทรัพย์สินได้อย่างไร?
"หลังหย่าแล้วคุณมีสิทธิ์เรียกร้อง 3 เรื่องหลัก คือ ค่าเลี้ยงดูบุตรจนอายุ 20 ปี ค่าเลี้ยงชีพหากเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย และการแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง"
เมื่อการหย่าสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการสิทธิและหน้าที่ใหม่ กฎหมายไทยได้คุ้มครองสิทธิของคู่หย่าไว้หลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลบุตรและความเป็นอยู่หลังหย่า ซึ่งคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างชอบธรรม
สิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร
ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ (อายุ 20 ปี) หรือสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่าจะหย่ากันแล้วหรือยัง
ค่าเลี้ยงดูบุตรครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายประเภท ได้แก่ ค่าอาหารและที่อยู่อาศัย ค่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ค่าศึกษาเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดู จำนวนเงินที่จะได้รับขึ้นอยู่กับความสามารถทางการเงินของผู้ที่ต้องจ่าย รายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินของแต่ละฝ่าย
สิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพ
การเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งภายหลังการหย่าทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดตามมาตรา 1526 โดยหลักการที่สำคัญที่สุดมี 2 ประการ คือ
เหตุแห่งการหย่าต้องเป็นความผิดของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว
การหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง "ยากจนลง" เพราะไม่มีรายได้เพียงพอจากทรัพย์สินหรือการงานที่เคยทำระหว่างสมรส
ข้อมูลจากคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการที่คู่สมรสฝ่ายผิดจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพนั้นไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบในเหตุหย่า แต่หากฝ่ายที่เรียกร้องค่าเลี้ยงชีพไม่ได้ "ยากจนลง" ตามหลักการที่ศาลพิจารณา ศาลก็อาจปฏิเสธคำขอได้ ตัวอย่างเช่น หากฝ่ายที่เรียกร้องมีรายได้ที่เพียงพอ หรือมีคู่ครองใหม่ที่สามารถพึ่งพารายได้ได้ สิทธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพก็อาจหมดไปหรือได้รับในจำนวนที่จำกัด การพิจารณาในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ใช่การลงโทษคู่สมรสที่ทำผิด แต่เป็นการเยียวยาทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงและขาดรายได้ไปเท่านั้น
สิทธิในการแบ่งสินสมรส
สินสมรสคือทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ตามมาตรา 1474 ได้แก่ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เงินเดือน เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินบำนาญ ทรัพย์สินที่ได้รับพินัยกรรมหรือการให้โดยระบุว่าเป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่าปันผล
หลักการแบ่งสินสมรสคือคนละครึ่งเท่า ๆ กัน ตามมาตรา 1533 แต่คู่หย่าสามารถตกลงแบ่งเป็นอย่างอื่นได้ หากมีการตกลงกันเรื่องทรัพย์สินในข้อตกลงการหย่าแล้ว ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
สิ่งที่ไม่เป็นสินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส ทรัพย์สินที่ได้จากพินัยกรรมหรือการให้โดยไม่ระบุว่าเป็นสินสมรส ทรัพย์สินส่วนตัวที่ใช้ประจำตัว และทรัพย์สินที่ได้จากการทำงานที่ต้องใช้ฝีมือเป็นพิเศษ
การบังคับสิทธิเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ
หากอีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามคำสั่งศาล คุณสามารถขอบังคับคดีได้โดยการอายัดเงินเดือน อายัดทรัพย์สิน หรือหากไม่สามารถบังคับคดีใด ๆ กับทรัพย์สินก่อนหน้านี้ได้ คุณก็อาจจะขอให้ศาลสั่งขังชั่วคราวจนกว่าจะมีการชำระ กรณีที่มีการซ่อนทรัพย์สินหรือนำไปขายให้บุคคลอื่นโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอม สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
การเรียกร้องสิทธิเหล่านี้มีกำหนดอายุความ ดังนั้นหากคุณมีสิทธิ์ใด ๆ ควรดำเนินการโดยเร็ว และควรปรึกษาทนายความเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับสิทธิครบถ้วนตามที่กฎหมายคุ้มครองไว้
อ่านเพิ่มเติม (กระทู้กฎหมาย)
ไม่จดทะเบียนสมรส สามารถฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหมคะ — คำปรึกษาเรื่องการฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส
อ่านเพิ่มเติม (บทความที่เกี่ยวข้อง)
ค่าเลี้ยงดูบุตร คืออะไร และควรเรียกเท่าไหร่? — ความรู้ครบครันเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรและวิธีการคำนวณ
วิธีเลือกทนายฟ้องหย่า ข้อควรรู้ก่อนจ้างทนายความ

"การเลือกทนายฟ้องหย่าที่ดีต้องดูความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัว ประสบการณ์การว่าความ และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับคดี โดยคดีธรรมดาเริ่มต้น 30,000-50,000 บาท"
การเลือกทนายฟ้องหย่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลต่อผลลัพธ์ของคดี สิทธิที่ได้รับ และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย การเตรียมตัวให้ดีและเลือกทนายที่เหมาะสมจะช่วยให้คดีดำเนินไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
1.ค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายฟ้องหย่า
ค่าทนายความไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดีและข้อตกลงระหว่างผู้จ้างกับทนาย สำหรับคดีฟ้องหย่าที่ไม่ซับซ้อน มีพยานหลักฐานชัดเจน ค่าทนายความจะอยู่ที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท แต่หากคดีมีความยุ่งยากซับซ้อน มีประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็น มีทุนทรัพย์ในความรับผิดชอบเป็นจำนวนสูง ค่าทนายความจะเริ่มต้น 50,000 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาท
โดยทั่วไปทนายจะแบ่งการจ่ายเป็น 2 งวด คือ งวดแรกตอนเซ็นสัญญาว่าจ้าง และงวดที่ 2 เมื่องานสำเร็จหรือเมื่อได้คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน
2.หลักเกณฑ์การเลือกทนายฟ้องหย่า
ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัว เลือกทนายที่มีความรู้เฉพาะทางด้านกฎหมายการหย่าร้างและครอบครัว ไม่ใช่ทนายทั่วไป เพราะกฎหมายครอบครัวมีรายละเอียดและกระบวนการเฉพาะ ประสบการณ์การว่าความ สอบถามจำนวนคดีหย่าที่เคยรับผิดชอบ อัตราการชนะคดีและอัตราความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันได้ การสื่อสารและทัศนคติ เลือกทนายที่สื่อสารชัดเจน อดทน และเข้าใจสถานการณ์ของคุณ หลีกเลี่ยงทนายที่พูดเกินจริงหรือสัญญาผลลัพธ์ที่ไม่สมจริง
ความโปร่งใสในเรื่องค่าใช้จ่าย ทนายที่ดีจะแจ้งค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอย่างชัดเจน มีใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษร และอธิบายรายละเอียดของงานที่จะทำให้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตรวจสอบใบอนุญาตทนายความจากสภาทนายความ และประวัติการถูกลงโทษทางวินัย
3.สิ่งที่ควรเตรียมก่อนพบทนาย
เอกสารและหลักฐานทั้งหมด รวมถึง ใบสำคัญการสมรส ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เอกสารทรัพย์สิน สูติบัตรบุตร และหลักฐานเหตุฟ้องหย่า ข้อมูลการเงิน ประกอบด้วย รายได้ รายจ่าย หนี้สิน เพื่อให้ทนายประเมินค่าเลี้ยงชีพและค่าเลี้ยงดูบุตร
เป้าหมายที่ชัดเจน บอกทนายว่าต้องการอะไรจากการหย่า เช่น การดูแลบุตร การแบ่งทรัพย์สิน หรือค่าเลี้ยงชีพ งบประมาณที่มี เพื่อให้ทนายวางแผนการดำเนินคดีให้เหมาะสม ข้อมูลคู่สมรส เช่น อาชีพ รายได้ ที่อยู่ เพื่อการส่งหมายและประเมินความสามารถในการชำระ
4.คำถามที่ควรถามทนายก่อนจ้าง
มีประสบการณ์คดีหย่าแบบนี้มาแล้วกี่คดี ใช้เวลาดำเนินคดีนานประมาณเท่าไร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณเท่าไร (รวมค่าธรรมเนียมศาล) มีโอกาสชนะคดีและได้รับสิทธิตามที่ต้องการมากน้อยแค่ไหน จะมีการสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร และจะต้องไปศาลกี่ครั้ง
5.วิธีการหาทนายที่เชื่อถือได้
ผ่านการแนะนำ จากเพื่อนหรือญาติที่เคยใช้บริการ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อถือได้ เช่น Legardy ที่มีทนายมืออาชีพกว่า 700 ท่านทั่วประเทศ ตรวจสอบรีวิวและประสบการณ์ได้ ทนายอาสาประจำศาล สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย สภาทนายความ ขอคำแนะนำรายชื่อทนายในพื้นที่
6.ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
เลือกทนายราคาถูกเกินไป อาจได้ทนายที่ไม่เชี่ยวชาญหรือไม่ทุ่มเท ไม่อ่านสัญญาจ้างทนาย อาจมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม คาดหวังผลลัพธ์เกินจริง การหย่าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่เตรียมหลักฐาน ทำให้ทนายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปกปิดข้อมูลสำคัญ อาจทำให้ทนายวางกลยุทธ์ผิด
7.การทำงานร่วมกับทนายอย่างมีประสิทธิภาพ
ติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่รบกวนมากเกินไป ให้ข้อมูลครบถ้วนและตรงไปตรงมา ปฏิบัติตามคำแนะนำของทนาย โดยเฉพาะเรื่องการเก็บหลักฐาน เตรียมตัวก่อนนัดหมาย โดยเขียนคำถามและข้อมูลที่ต้องการสอบถาม และเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ
8.สิ่งที่ทนายที่ดีควรทำให้
อธิบายสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างชัดเจน ประเมินโอกาสชนะแพ้อย่างตรงไปตรงมา วางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เก็บความลับของลูกค้า และพยายามหาทางประนีประนอมก่อนสู้คดี
9.เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนทนาย
หากทนายไม่ติดต่อกลับ ไม่รายงานความคืบหน้า ทำงานล่าช้าเกินสมควร เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือปรากฏว่าไม่มีความรู้เพียงพอ คุณมีสิทธิ์เปลี่ยนทนายได้ แต่อาจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว
การเลือกทนายฟ้องหย่าที่ดีเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยให้ได้รับสิทธิครบถ้วน ลดความเครียด และประหยัดเวลา อย่าเพิ่งตัดสินใจรีบร้อน ควรปรึกษาทนายหลายท่านก่อนเลือก และเลือกทนายที่คุณรู้สึกไว้วางใจและสื่อสารได้ดี
อ้างอิงกฎหมาย: พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 — ราชกิจจานุเบกษา
อ่านเพิ่มเติม (กระทู้กฎหมาย)
อยากจ้างทนายฟ้องดำเนินคดีแทนตัวเอง และไม่ไปขึ้นศาลเองได้ไหม — คำปรึกษาเรื่องการมอบอำนาจให้ทนายดำเนินคดีแทน
FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องการหย่าที่ทุกคนสงสัย

Q: ใบหย่าคืออะไร จะได้ใบหย่าเมื่อไหร่?
A: ใบหย่าคือใบสำคัญการหย่า (คร.7) ที่ได้จากการจดทะเบียนหย่า สำหรับการหย่าโดยยินยอมจะได้ในวันที่ไปจดทะเบียนหย่า ส่วนการฟ้องหย่าต้องรอให้คดีถึงที่สุดและนำ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด จึงนำไปจดทะเบียนหย่าได้
Q: ฟ้องหย่าใช้เวลานานไหม ค่าใช้จ่ายเท่าไร?
A: การฟ้องหย่าใช้เวลาประมาณ 6 เดือน-1 ปี หากไม่มีการอุทธรณ์คดีฟ้องหย่าไม่มีทุนทรัพย์ ค่าขึ้นศาล 200 บาท (ไม่รวมค่านำหมาย ฯลฯ ค่าทนายความ 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี
Q: ขั้นตอนการหย่าโดยยินยอมทำอย่างไร?
A: เตรียมเอกสาร: บัตรประชาชน ใบสำคัญการสมรส หนังสือสัญญาหย่า พยาน 2 คน → ไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักทะเบียน → ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที → ได้ใบสำคัญการหย่า (คร.7) คนละฉบับ
Q: เอกสารการหย่าต้องเตรียมอะไรบ้าง?
A: หย่าโดยยินยอม: บัตรประชาชน ใบสำคัญการสมรส หนังสือสัญญาหย่า พยาน 2 คน | ฟ้องหย่า: เอกสารเดียวกัน + หลักฐานเหตุฟ้องหย่า + เอกสารทรัพย์สิน + สูติบัตรบุตร (หากมี)
Q: สาเหตุการหย่าตามกฎหมายมีอะไรบ้าง?
A: มี 10 เหตุตามมาตรา 1516 เช่น มีชู้ ประพฤติชั่ว ทิ้งร้างเกิน 1 ปี สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ทำร้ายร่างกาย เป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง หรือไม่สามารถร่วมประเวณีได้ตลอดกาล
Q: สิทธิหลังหย่าได้อะไรบ้าง?
A: ได้ 3 สิทธิหลัก: ค่าเลี้ยงดูบุตรจนอายุ 20 ปี | ค่าเลี้ยงชีพ (หากเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย) | การแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ตามมาตรา 1533
Q: การแบ่งทรัพย์สินหย่าแบ่งกันยังไง?
A: สินสมรสแบ่งครึ่งๆ กัน แต่สินส่วนตัวไม่ต้องแบ่ง เช่น ทรัพย์สินก่อนสมรส ของใช้ส่วนตัว มรดก การให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 1471-1474
Q: ฟ้องชู้ได้เงินเท่าไร ต้องมีหลักฐานอะไร?
A: ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาล หลักฐานที่ต้องมี: การแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาว เช่น รูปคู่ แชทสนทนา การไปเที่ยวด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์การมีเพศสัมพันธ์
Q: ไม่จดทะเบียนสมรส ฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหม?
A: ได้ แต่ต้องฟ้องให้รับรองบุตรไปพร้อมกันด้วย เพราะบุตรที่เกิดจากหญิงคนใดเป็นบุตรโดยชอบของหญิงคนนั้นอยู่แล้ว ตามมาตรา 1564
Q: วิธีเลือกทนายฟ้องหย่าที่ดี?
A: เลือกทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัว มีประสบการณ์คดีหย่า สื่อสารชัดเจน โปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่าย คดีธรรมดาค่าทนาย 30,000-50,000 บาท คดีซับซ้อน 50,000-100,000 บาท
สรุป
การหย่าโดยความยินยอมเหมาะสำหรับคู่สมรสที่สามารถตกลงกันได้ในทุกประเด็น โดยมีข้อควรระวังสำคัญคือการจัดทำหนังสือสัญญาหย่าหรือบันทึกข้อตกลงที่ละเอียดและรัดกุมเพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง ในขณะที่การฟ้องหย่าเป็นกระบวนการทางกฎหมายสำหรับคู่สมรสที่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ซึ่งต้องมีเหตุแห่งการหย่าตามที่กฎหมายกำหนด และต้องใช้พยานหลักฐานที่ชัดเจนในการพิสูจน์ต่อศาล นอกจากนี้ สิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าไม่ได้เป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดและได้รับการพิจารณาจากศาลตามหลักการที่ว่าเป็นการเยียวยาทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเรื่องการหย่าร้าง การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างลึกซึ้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและการรวบรวมพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์จะช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
คำแนะนำสุดท้าย: แม้การหย่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่การรู้กฎหมายและเตรียมตัวให้ดีจะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่น และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นใจ
หากคุณต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการหย่าหรือต้องการคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญกว่า 700 ท่านทั่วประเทศ สามารถปรึกษาได้ฟรี 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


