
ผมต้องบอกว่าเรื่องกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2568 นี้เป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดกันอยู่ จริงๆ แล้วหลายคนอาจคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วกฎหมายไทยมองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือ กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้มีแค่ฉบับเดียว แต่เป็นการรวมตัวของกฎหมายหลายฉบับเข้าด้วยกัน ทำให้โทษที่ได้รับค่อนข้างหนักกว่าที่คิด วันนี้ผมจะอธิบายให้ฟังแบบละเอียด ครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถปกป้องตัวเองได้
สถานการณ์ปัจจุบันที่ผมเห็นคือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ประกาศ แต่มีการดำเนินการจริง จับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วกว่า 1,741 คดีในช่วง 21 วันแรก ยึดของกลางมูลค่ากว่า 231 ล้านบาท
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปในปี 2564 มีประมาณ 0.14% และปี 2567 มี 1.5% ถือว่าเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น
บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไหม? ปี 2568

คำตอบคือ "ผิดกฎหมาย" แน่นอน บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสินค้าต้องห้ามในประเทศไทยทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า การขาย การให้บริการ หรือแม้แต่การครอบครองเพื่อใช้ส่วนตัว
ผมอยากให้เข้าใจตรงนี้ให้ชัดเจน หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ไม่ขายก็ไม่ผิด หรือแค่ใช้เองก็ไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น กฎหมายไทยมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็น "สินค้าลักลอบ" เหมือนกับของเถื่อนชนิดหนึ่ง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เมื่อปี 2566 มีกรณีดาราชาวไต้หวันถูกตำรวจจับเพราะพกพาบุหรี่ไฟฟ้า กรณีนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามกันมาก จนหน่วยงานต่างๆ ต้องออกมาชี้แจงร่วมกัน 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมการค้าต่างประเทศ ยืนยันชัดเจนว่า "การมีไว้อาจผิด หากเข้าองค์ประกอบ ม.246 พึ่งรู้ว่าเป็นของที่เนื่องด้วยความผิดตาม ม.242"
สถานะปัจจุบันของบุหรี่ไฟฟ้าในกฎหมายไทย:
ห้ามนำเข้า - มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน
ห้ามขายหรือให้บริการ - มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2558
ห้ามครอบครอง - หากครอบครองอาจมีความผิดฐาน รับไว้ด้วยประการใด หรือ ช่วยซ่อนเร้น ของบุหรี่ไฟฟ้าที่เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิผ่านพิธีศุลกากร
ห้ามสูบในที่สาธารณะ - เข้าข่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ มีโทษปรับ
ที่น่าสนใจคือ แม้กระทั่งบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคติน หรือน้ำยาที่อ้างว่าเป็นสารธรรมชาติ ก็ยังผิดกฎหมายเหมือนกัน เพราะกฎหมายไม่ได้แบ่งตามส่วนผสม แต่แบ่งตามประเภทสินค้า
จริงๆ แล้วเหตุผลที่กฎหมายเข้มงวดขนาดนี้ มีพื้นฐานมาจากหลักการป้องกันสาธารณสุข เพราะจากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า เด็กที่เริ่มจากบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มไปสูบบุหรี่มวนจริงในอนาคตสูงกว่าเด็กที่ไม่เคยสูบเลย 4 เท่า นี่คือเหตุผลหลักที่รัฐไม่ยอมผ่อนปรน
Q: รบกวนหน่อยค่ะ สูบบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายอย่างไหมคะ
Q: ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าผิดไหมคับ
Q: สูบบุหรี่ไฟฟ้าผิดยังไงหรอครับ
โทษตามบทบาทผู้กระทำ
โทษทางกฎหมายจะแตกต่างกันตามบทบาทของแต่ละคน โดยผู้นำเข้าจะได้โทษหนักที่สุด รองลงมาคือผู้ขาย และผู้ครอบครองหรือผู้ซื้อมาใช้เองก็มีโทษเช่นกัน
ผมจะอธิบายให้ฟังแยกตามบทบาทของแต่ละคน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าใครจะได้โทษแค่ไหน:
ผู้นำเข้า: โทษหนักสุดเพราะถือเป็นต้นตอหลัก
ฐานความผิดหลัก: ลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้ามตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244
โทษที่ได้รับ:
- จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ
- ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือ
- ทั้งจำทั้งปรับ
- ริบของกลางทั้งหมด
ตัวอย่าง จากกรณีจริงที่เกิดขึ้น เดือนมีนาคม 2568 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ยึดของกลางบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกว่า 260,000 รายการ มูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท ที่โกดังในจังหวัดนนทบุรี โดยมีการริบและทำลายของกลางทุกชิ้น ไม่มีเล็ดลอดไปขายหรือใช้ต่อ
ผู้ขาย ผู้ให้บริการ: เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภค
ฐานความผิดหลัก: ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยที่ 24/2567 ในการห้ามขายสินค้าหรือให้บริการที่ไม่ปลอดภัยตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562
โทษที่ได้รับ:
- จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ
- ปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือ
- ทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ครอบครอง ผู้ซื้อ: เข้าข่าย "ช่วยซ่อนเร้น"
ฐานความผิดหลัก: ช่วยซ่อนเร้น ซื้อ รับไว้ ซึ่งของที่รู้ว่าเป็นของลักลอบตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 246
โทษที่ได้รับ:
- จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ
- ปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้ารวมค่าอากร หรือ
- ทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ดี เจ้าพนักงานมีดุลพินิจในการ "เปรียบเทียบปรับ" แทนการฟ้องร้องได้ ซึ่งหมายความว่าสามารถจ่ายค่าปรับเพื่อยุติเรื่องโดยไม่ต้องไปศาล แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
ผู้สูบในที่สาธารณะ: เข้าข่ายฝ่าฝืน "เขตปลอดบุหรี่"
ฐานความผิดหลัก: สูบบุหรี่/ผลิตภัณฑ์ยาสูบ(รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า)ในเขตปลอดบุหรี่ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560
โทษที่ได้รับ:
- ปรับไม่เกิน 5,000 บาท
เขตปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เช่น:
- สถานศึกษาทุกระดับ
- สถานพยาบาล โรงพยาบาล คลินิก
- ยานพาหนะสาธารณะ (รวมระบบขนส่งมวลชนเช่น รถไฟฟ้า BTS/MRT)
- สถานที่ราชการ
- ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ลิฟต์ บันไดเลื่อน
ผมเห็นหลายคนเข้าใจผิดว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่บุหรี่ จึงสูบในที่สาธารณะได้ แต่ตามกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็น "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" เช่นเดียวกับบุหรี่มวน ดังนั้นการสูบในเขตปลอดบุหรี่จึงผิดกฎหมายเหมือนกัน
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง (อัปเดต 2568)

กฎหมายที่ใช้บังคับบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้มีแค่ฉบับเดียว แต่เป็นการผสมผสานของกฎหมาย 4 ชุดหลัก ที่แต่ละชุดมีบทบาทและการกำหนดโทษที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้กระทำผิดอาจถูกดำเนินคดีหลายฐานความผิดพร้อมกัน
ผมจะอธิบายให้ฟังทีละชุด เพราะการเข้าใจกฎหมายแต่ละชุดจะช่วยให้เรารู้ว่าทำไมโทษถึงหนัก และทำไมการบังคับใช้ถึงซับซ้อนขนาดนี้
1. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557: ห้ามนำเข้า
เนื้อหาหลัก: กำหนดให้บารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งสาร/สารสกัด/สิ่งอื่นใดที่เป็นแหล่งก่อควันหรือไอสำหรับอุปกรณ์ดังกล่าว
นี่คือจุดเริ่มต้นของกฎหมายทั้งหมด ที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2557 ซึ่งถือว่าเป็นการปิดประตูนำเข้าตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ว่ามาห้ามทีหลัง สิ่งที่น่าสนใจคือ ณ เวลานั้นบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลายในประเทศไทย แต่รัฐเล็งเห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจึงออกมาตรการป้องกันไว้ก่อน
ผลในทางปฏิบัติ: เมื่อถูกจัดเป็น “สินค้าต้องห้ามนำเข้า” การนำเข้าทุกรูปแบบ (เชิงการค้า/สั่งซื้อออนไลน์จากต่างประเทศ/นำติดตัวเข้ามาใช้เอง) จึงถือว่าผิดกฎหมาย
2. พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560
มาตรา 242 – ฐานลักลอบนำเข้า-ส่งออกของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการ
“ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่ง ของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร … โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร” โทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ให้ริบของกลาง
มาตรา 244 – ฐานหลีกเลี่ยงข้อห้าม/ข้อจำกัด นี่คือมาตราที่ใช้จับผู้นำเข้าหลัก
"ผู้ใดนำเข้าของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการทางศุลกากรเข้าในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำเลียงโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น" โทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เหตุผลที่โทษหนักเพราะถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐในการควบคุมชายแดน
มาตรา 246 – สำหรับผู้ครอบครอง/ผู้ซื้อ (รับไว้โดยประการใด)
"ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้หว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง" โทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับสี่เท่าของราคาของรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรานี้เป็นตัวสำคัญที่ทำให้แม้แต่คนที่ซื้อมาใช้เองก็ผิดกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการ "รับไว้โดยประการใด" ซึ่งของที่รู้อยู่ว่าเป็นของเถื่อน
จุดสำคัญของกฎหมายศุลกากร: คำว่า "พึงรู้" ในมาตรา 246 หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเจนว่าผิดกฎหมาย "แค่ควรจะรู้" ก็ผิดแล้ว ในยุคข้อมูลข่าวสารแพร่หลายแบบปัจจุบัน การอ้างว่าไม่รู้จึงใช้ได้ยาก
3. คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567
เนื้อหาหลัก: ห้ามผู้ประกอบธุรกิจผลิตเพื่อขาย ขายหรือให้บริการ บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้ง น้ำยาสำหรับเติม
คำสั่งฉบับนี้ออกเมื่อปี 2567 ถือเป็นการอัปเดตล่าสุด (ยกเลิก คำสั่งเดิมที่ 9/2558) ทำให้ขอบเขตการควบคุมชัดขึ้นรวมถึงนิยามชัดเจนขึ้น หมายความว่า ร้านที่ให้ลูกค้านั่งสูบบุหรี่ไฟฟ้าในร้าน หรือ Hookah Bar ที่มีบุหรี่ไฟฟ้าให้บริการ ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน
เทียบกฎหมายศุลกากร: มาตรการ “ห้ามนำเข้า” อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์และกฎหมายศุลกากร (มุ่งชายแดน/พิธีการศุลกากร) ส่วนคำสั่ง 24/2567 นี้เป็นมาตรการฝั่ง คุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ ที่ "ห้ามผลิตเพื่อขาย ขายและให้บริการ"
4. พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560
บทบาทหลัก: จัดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็น "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ตามมาตรา 4 ทำให้ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกันกับบุหรี่มวน
ผลกระทบในทางปฏิบัติ:
- ห้ามสูบในเขตปลอดบุหรี่
- ห้ามโฆษณา ห้ามส่งเสริมการขาย
- ต้องมีคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ (แต่เนื่องจากห้ามขายอยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวข้อง)
ประเด็นที่น่าสนใจคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นห้ามบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง แต่เป็นการควบคุมการใช้งาน โดยถือว่าถ้าสามารถนำเข้าและขายได้อย่างถูกกฎหมาย ก็ต้องมีการควบคุมเหมือนบุหรี่มวน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: หลายคนคิดว่า "บุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคติน" จะไม่เข้าข่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพราะไม่ได้เข้าคำนิยามในมาตรา 4 ของพ.ร.บ.นี้โดยตรง แต่ตามมาตรา 34 ได้บัญญัติห้าม "สิ่งเลียนแบบผลิตภัณฑ์ยาสูบ" เช่นกัน
การที่มีกฎหมายหลายฉบับมาเกี่ยวข้องทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเลือกใช้ฐานความผิดที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี บางครั้งอาจใช้หลายฐานพร้อมกัน ทำให้โทษหนักขึ้นและการต่อสู้คดียากขึ้น
อ่านเพิ่มเติมบทความที่เกี่ยวข้องเรื่อง "บุหรี่ไฟฟ้า"
กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้
ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย
บุหรี่ไฟฟ้า กับ IQOS ต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย
ทำไมรัฐถึงห้าม: เหตุผลเบื้องหลังกฎหมาย
การห้ามบุหรี่ไฟฟ้าของไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล แต่มาจากการศึกษาผลกระทบทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น
ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนมองว่ารัฐไทยเข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่อนุญาต แต่จริงๆ แล้วการตัดสินใจของรัฐไทยมีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัย
เหตุผลด้านสาธารณสุข
รัฐไทยเลือกใช้หลักการนี้หลังจากศึกษาสถานการณ์ในประเทศที่อนุญาตบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า
- ในสหรัฐอเมริกา มีการระบาดของ EVALI (E-cigarette or Vaping Product Use-Associated Lung Injury) ในปี 2019 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 60 คน และป่วยนับพันคน
- ในยุโรป พบว่าเยาวชนที่เริ่มจากบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มไปสูบบุหรี่จริงสูงขึ้น 3-4 เท่า
- งาน Johns Hopkins (2021) พบ “สัญญาณสารเคมีเกือบ 2,000 รายการ” ในน้ำยา-ไอของบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด (หลายรายการยังไม่ทราบชนิด)
- WHO ระบุเชิงหลักการว่า e-cigarette เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัย และการใช้ในเยาวชนเพิ่มโอกาสเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดา
การคำนวณต้นทุนสังคม: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคำนวณว่า หากปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่หลาย ในอนาคต 10-20 ปี ระบบสาธารณสุขอาจต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท
เหตุผลด้านการคุ้มครองเยาวชน
ปัญหาที่รัฐเห็น: การออกแบบและการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่มุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน
จากการติดตามของหน่วยงาน พบว่า:
- บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้ดูเหมือนของเล่น เช่น รูปการ์ตูน โดเรมอน หรือตัวการ์ตูนดัง
- รสชาติหวานๆ ที่ดึงดูดเด็ก เช่น รสหมากฝรั่ง ช็อกโกแลต หรือผลไม้
- การใช้สื่อออนไลน์และ influencer เพื่อสร้างภาพลักษณ์ "เท่" และ "ไม่อันตราย"
ข้อมูลที่น่าตกใจ: จากการสำรวจในโรงเรียน พบว่าเด็กนักเรียนหลายคนไม่รู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ตนใช้มีนิโคติน เพราะผู้ขายอ้างว่าเป็น "หมอกน้ำ" หรือ "ไอน้ำธรรมดา"
เหตุผลด้านการบังคับใช้กฎหมาย
ปัญหาของการอนุญาตแบบมีเงื่อนไข: ประเทศที่อนุญาตบุหรี่ไฟฟ้าแต่มีการควบคุม มักพบปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เช่น:
- การแยกแยะว่าผลิตภัณฑ์ไหนถูกกฎหมาย ไหนผิดกฎหมาย
- การตรวจสอบปริมาณนิโคตินในผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น
- การควบคุมการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
แนวคิดของรัฐไทย: การห้ามเด็ดขาดจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะไม่ต้องไปแยกว่าชนิดไหนถูก ชนิดไหนผิด
เหตุผลด้านเศรษฐกิจ
มุมมองที่ไม่ค่อยได้พูดถึง: การห้ามบุหรี่ไฟฟ้าช่วยปกป้องรายได้ของรัฐจากภาษียาสูบ และปกป้องเกษตรกรปลูกยาสูบ
ประเทศไทยมีรายได้จากภาษียาสูบปีละหลายหมื่นล้านบาท หากผู้คนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน รายได้ส่วนนี้จะลดลง ในขณะที่การควบคุมและเก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้าทำได้ยาก เพราะส่วนใหญ่นำเข้าหรือผลิตแบบใต้ดิน
แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะหากเป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐก็สามารถเลือกอนุญาตแต่เก็บภาษีสูงได้ การที่เลือกห้ามเด็ดขาดแสดงให้เห็นว่าเหตุผลด้านสาธารณสุขเป็นปัจจัยหลัก
สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ รัฐไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้มีบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อน แล้วพบปัญหาและต้องมาทำการควบคุมทีหลัง การที่รัฐไทยเลือกป้องกันตั้งแต่แรกจึงเป็นการคิดระยะยาว แม้จะดูเข้มงวดเกินไปในสายตาบางคน
อาการและผลกระทบต่อสุขภาพ

แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะถูกตลาดเสนอว่าเป็นทางเลือกที่ "ปลอดภัยกว่า" แต่หลักฐานทางการแพทย์ชี้ให้เห็นอาการข้างเคียงและผลกระทบต่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนตัดสินใจใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยไม่รู้ถึงความเสี่ยงที่แท้จริง วันนี้ผมจะอธิบายให้ฟังตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ: อันตรายที่มองไม่เห็น
อาการเฉียบพลันที่พบบ่อย:
- ไอแห้ง ระคายเคืองคอ
- หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก
- อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
- คลื่นไส้ อาเจียน
จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขไทย ปี 2567 พบผู้ป่วยเยาวชนที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรงจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 100 ราย เมื่อเทียบกับปี 2566
ผลกระทบระยะยาว
- การอักเสบเรื้อรังของปอด
- การลดลงของประสิทธิภาพการทำงานของปอด
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ
ที่น่าเป็นห่วงคือ อาการเหล่านี้มักไม่รุนแรงในช่วงแรก ทำให้ผู้ใช้คิดว่าไม่มีปัญหา แต่จริงๆ แล้วความเสียหายกำลังสะสมอยู่
ผลกระทบต่อระบบประสาท
นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า: มีความเข้มข้นสูงกว่าบุหรี่มวนธรรมดา และอยู่ในรูปแบบที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วขึ้น
ผลกระทบต่อสมองวัยรุ่น:
- ส่งผลต่อการพัฒนาของสมองที่ยังไม่สมบูรณ์ (สมองพัฒนาเต็มที่ประมาณอายุ 25 ปี)
- ลดความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ
- เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล
- ทำให้เสพติดได้ง่าย และเลิกได้ยาก
หลักฐานจากงานวิจัย: การศึกษาในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาพบว่า เยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะไปสูบบุหรี่มวนในอนาคตสูงกว่าเด็กที่ไม่เคยสูบเลย 2-12 เท่า
มาตรการรัฐและการบังคับใช้ (2568)
การบังคับใช้กฎหมายในปี 2568 เข้าสู่โหมด "ไม่มีการผ่อนปรน" โดยรัฐใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ ตั้งแต่การสืบสวนข้อมูลทางการเงิน การใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบ ไปจนถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
ผมต้องบอกว่า ปี 2568 นี้เป็นปีที่การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่อาจมีการผ่อนปรนในบางกรณี ตอนนี้เป็นการดำเนินการแบบ "จับสถานเดียว" จริงๆ
ปฏิบัติการกวาดล้าง/สกัดเส้นทางนำเข้า
Operation Smoke Out - รูปแบบการปฏิบัติการใหม่:
การปฏิบัติการรูปแบบใหม่นี้ไม่ใช่การจับแบบสุ่มเหมือนเก่า แต่เป็นการใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบกัน:
- ข้อมูลทางการเงิน: ใช้กฎหมายฟอกเงินตามที่นางสาวจิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ การติดตามเส้นทางเงินของผู้นำเข้ารายใหญ่ 17 ราย ที่อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ
- ข้อมูลจาก Big Data: วิเคราะห์การสั่งซื้อออนไลน์ การโอนเงิน และพฤติกรรมการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
- ข้อมูลจากการสืบสวน: การปลอมตัวซื้อ การติดตามจากผู้ขายรายเล็กขึ้นไปหาผู้นำเข้าราย
ผลสำเร็จที่ได้: ในช่วง 26 กุมภาพันธ์ - 18 มีนาคม 2568 เพียง 21 วัน จับกุมได้ 1,741 คดี ผู้ต้องหา 1,789 คน ของกลาง 1,285,024 ชิ้น มูลค่ารวม 231,881,074 บาท
กรณีศึกษาโกดังนนทบุรี: การจับกุมเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นตัวอย่างของปฏิบัติการที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน ยึดของกลางกว่า 260,000 รายการ มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท การดำเนินการนี้ไม่ใช่การจับแบบบังเอิญ แต่เป็นผลจากการสะกดรอยตั้งแต่ผู้ขายรายเล็ก
ปิดกั้นเพจ เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ขายบุหรี่ไฟฟ้า
มาตรการทางเทคโนโลยี:
รัฐได้นำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจสอบและปิดกั้นการขายออนไลน์ โดยมีวิธีการที่น่าสนใจหลายประการ:
- การสแกนคำค้นหา: ระบบจะตรวจจับคำที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นคำแฝง เช่น "พอต" "บุหรี่น้ำ" "หมอกเย็น" หรือแม้แต่การใช้รูปภาพแทนข้อความ
- การวิเคราะห์รูปแบบการชำระเงิน: ติดตามบัญชีที่มีการรับเงินในลักษณะที่น่าสงสัย
- การประสานงานกับแพลตฟอร์ม: Facebook, Instagram, TikTok, Shopee, Lazada ต่างได้รับการร้องขอให้ปิดบัญชีที่ขายบุหรี่ไฟฟ้า
วิธีการหลบหลีกและการตอบโต้: ผู้ขายพยายามหลบหลีกโดยใช้:
- คำแฝงใหม่ๆ เช่น "อะตอมไมเซอร์" "เครื่องฟอกอากาศพกพา"
- การขายผ่าน Private Message
- การใช้ QR Code แทนการโพสต์สินค้าโดยตรง
- การขายผ่าน Line Group ปิด
แต่รัฐก็ได้ปรับกลยุทธ์ตอบโต้เช่นกัน โดยใช้ข้อมูลจากการปลอมตัวซื้อและการประสานงานกับ Line Corporation
เทคโนโลยี AI และการตรวจสอบอัตโนมัติ
ระบบ AI ที่ใช้ในการตรวจสอบ:
- X-Ray Scanner พัฒนาใหม่: ที่ด่านศุลกากรสามารถตรวจจับบุหรี่ไฟฟ้าได้แม้จะซ่อนในของใช้ส่วนตัว
- Image Recognition: ระบบที่สามารถจดจำรูปร่างของบุหรี่ไฟฟ้าได้แม้จะถูกปรับแต่งให้ดูเหมือนสิ่งอื่น
- Pattern Analysis: วิเคราะห์พฤติกรรมการสั่งซื้อที่น่าสงสัย เช่น การสั่งของจำนวนมากไปยังที่อยู่เดียวกัน
การใช้งานจริง: ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ระบบ AI สามารถตรวจจับบุหรี่ไฟฟ้าในกระเป๋าเดินทางได้ถึง 95% แม้จะถูกซ่อนไว้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น
แนวทางการดำเนินคดีแบบใหม่: ไม่มีการผ่อนปรน
หลักการใหม่: "จับสถานเดียว ดำเนินคดีถึงที่สุด"
แตกต่างจากเมื่อก่อนที่อาจมีการเจรจาหรือให้โอกาสในบางกรณี ปัจจุบันใช้หลักการ:
- ไม่มีการระงับคดี สำหรับผู้ค้าขายหรือผู้นำเข้า
- เสนอการระงับคดีเฉพาะผู้ครอบครองเพื่อใช้ส่วนตัว ในปริมาณน้อย
- ใช้มาตรการริบทรัพย์สิน กับผู้กระทำผิดรายใหญ่
- ดำเนินคดีผู้บริหารแพลตฟอร์ม ที่ปล่อยให้มีการขายในเว็บไซต์
การปรับเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาคดี:
- ศาลได้รับการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า
- มีการเพิ่มหลักฐานด้านสาธารณสุขในการพิจารณาโทษ
- การประกันตัวมีเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากในปี 2568 การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้เป็นแค่การแสดงอำนาจ แต่เป็นการดำเนินการที่มีระบบ มีการวางแผน และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย ทำให้ผู้ที่คิดจะลองเสี่ยงต้องคิดให้ดีก่อนลงมือ
วิธีปฏิบัติหากถูกตรวจค้นหรือถูกดำเนินคดี

การถูกตรวจค้นหรือถูกจับในข้อหาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องง่าย และผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าที่คิด การรู้สิทธิและขั้นตอนที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก
ผมจะอธิบายให้ฟังแบบละเอียดตามขั้นตอนจริง เพราะหลายคนเมื่อเจอสถานการณ์จริงมักตกใจและทำผิดพลาด ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม
เอกสาร สิทธิ และขั้นตอนเบื้องต้น
สิทธิพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนอื่น:
- สิทธิในการเงียบ: ไม่จำเป็นต้องให้การใดๆ จนกว่าจะมีทนายความ
- สิทธิในการติดต่อทนาย: สามารถขอติดต่อทนายความได้ทันที
- สิทธิในการติดต่อญาติ: แจ้งให้ครอบครัวทราบเหตุการณ์
- สิทธิในการรู้ข้อหา: เจ้าหน้าที่ต้องบอกข้อหาที่ชัดเจน
เอกสารที่เจ้าหน้าที่ต้องมี:
- หมายค้น: ถ้าเป็นการค้นในสถานที่ส่วนตัว (ยกเว้นกรณีเร่งด่วน)
- บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่: สามารถขอดูและขอสำเนาได้
- หมายจับ/หมายค้น: แสดงอำนาจในการจับกุม
ขั้นตอนการตรวจค้นที่ถูกต้อง:
- การแสดงตัวของเจ้าหน้าที่: ต้องแสดงบัตรและอำนาจอย่างชัดเจน
- การอ่านสิทธิ: เจ้าพนักงานต้องแจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา
- การตรวจค้น: ต้องมีพยาน และทำบันทึกการค้นที่ถูกต้อง
- การยึดของกลาง: ต้องทำใบรับและระบุรายการอย่างละเอียด
ไทม์ไลน์กฎหมายสำคัญเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า (2557–2568)

การพัฒนากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าในไทยเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้กฎหมายต้องปรับเปลี่ยน
ผมจะพาทุกคนมาดูพัฒนาการของกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมปัจจุบันกฎหมายถึงเข้มงวดขนาดนี้
ปี 2557
ธันวาคม 2557 - ประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า
เหตุการณ์สำคัญ: ณ เวลานั้นบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลายในไทย แต่รัฐเล็งเห็นแนวโน้มการแพร่ระบาดในต่างประเทศ
ผลกระทบ: สร้างพื้นฐานกฎหมายในการควบคุมตั้งแต่แรก โดยอาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522
ปี 2558
สิงหาคม 2558 - คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ห้ามขายหรือให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า
พื้นฐานทางกฎหมาย: อาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
โทษที่กำหนด:
ผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้าเพื่อขาย: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ปี 2560
มิถุนายน 2560 - พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้
มาตราสำคัญที่เกี่ยวข้อง:
มาตรา 244 - ผู้นำเข้าสินค้าต้องห้าม
ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งออก หรือนำเข้าเพื่อการผ่านแดน/ถ่ายลำ โดย หลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้าม อันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ศาลอาจสั่งริบของนั้น ได้; ผู้พยายาม ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
มาตรา 246 - ผู้ช่วยเหลือหรือครอบครอง
ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรกฎาคม 2560 - พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560
มาตรา 4 - นิยาม "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" "หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ทำจากยาสูบหรือมียาสูบเป็นส่วนผสม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ และใช้โดยการเผาไหม้ การให้ความร้อน หรือวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดควันหรือไอสำหรับสูดดม"
มาตรา 42 - การสูบในเขตปลอดบุหรี่ "ห้ามมิให้ผู้ใดสูบผลิตภัณฑ์ยาสูบในเขตปลอดบุหรี่ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท"
ปี 2564-2566
เริ่มมีการจับกุมและดำเนินคดีอย่างจริงจัง
สถิติสำคัญ:
จำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า: 78,742 คน
กุมภาพันธ์ 2566 - แถลงข่าวร่วม 5 หน่วยงาน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หน่วยงานที่ร่วมแถลง:
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
- กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ปี 2567: ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่
สถิติที่น่าตกใจ:
ปี 2564 มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน → ปี 2565 เพิ่มเป็น 709,677 คน
ในกลุ่มอายุ 15–24 ปี เพิ่มจาก 24,050 เป็น 269,533 คน
กรกฎาคม 2567 - คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567
ขยายขอบเขตห้าม:
- ห้ามผลิตเพื่อขาย
- ห้ามขาย
- ห้ามให้บริการ (เพิ่มเติมใหม่) บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงตัวน้ำยา
มีนาคม 2568 - ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า
มาตรการสำคัญ:
- กำหนดให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
- ห้ามข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า
- กำหนดบทลงโทษทางวินัย
ปี 2568
กุมภาพันธ์ 2568 - นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ออกคำสั่งปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น
- "ไม่จบไม่เลิก" - การบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง
- การบูรณาการทุกหน่วยงาน
- การใช้เทคโนโลยี AI ในการสืบสวน เพื่อสกัดปิดกั้นสื่อออนไลน์บุหรี่ไฟฟ้า
ผลการดำเนินการ 21 วันแรก (26 ก.พ. - 18 มี.ค. 2568)
- คดีจับกุม: 1,741 คดี
- ผู้ต้องหา: 1,789 คน
- ของกลาง: 1,285,024 ชิ้น
- มูลค่ารวม: 231,881,074 บาท
การปรับปรุงกฎหมายเสริม
การแก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากร (ร่าง)
- เพิ่มโทษสำหรับการขายออนไลน์
- ขยายอำนาจการตรวจค้นแพลตฟอร์มดิจิทัล
- เพิ่มมาตรการริบทรัพย์สิน
ประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน
การตีความ "พึงรู้" ในมาตรา 246:
- คำว่า "พึงรู้" ตามหลักกฎหมายแปลว่า:
- ไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเจนว่าผิดกฎหมาย
- แค่ "ควรจะรู้" ในฐานะบุคคลปกติก็ผิดแล้ว
- การมีข้อมูลข่าวสารอย่างแพร่หลายถือเป็นหลักฐานที่ "ควรรู้"
การใช้หลักฐานดิจิทัล:
- ข้อความใน LINE, Facebook Messenger
- ประวัติการค้นหาใน Google
- การสั่งซื้อผ่าน e-commerce
- การโอนเงินผ่าน mobile banking
ปัญหาการพิสูจน์ความผิด:
- การแยกแยะระหว่าง "ครอบครอง" และ "ครอบครองเพื่อขาย"
- การพิสูจน์เจตนาในการกระทำความผิด
- การใช้หลักฐานสถานการณ์ (circumstantial evidence)
การเข้าใจไทม์ไลน์นี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่า กฎหมายไทยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการพัฒนาที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



