
e-cigarette vs Heat-Not-Burn คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจ: e-cigarette กับ Heat-Not-Burn ต่างกันพื้นฐาน และกฎหมายไทยก็ควบคุมต่างกันด้วย
ผมต้องบอกว่า การเข้าใจความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทนี้ เป็นก้าวแรกสำคัญในการทำความเข้าใจกรอบกฎหมาย เพราะวิธีการทำงานที่ต่างกันนี้เอง ที่ทำให้กฎหมายมองและควบคุมแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน
มาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเทคโนโลยีและหลักการทำงานของแต่ละประเภท ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์กฎหมายในหัวข้อถัดไป
บุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette/พอต)
e-cigarette หรือที่เรียกกันในชื่อต่างๆ เช่น "พอต" หรือ "บุหรี่ไฟฟ้า" ทำงานบนหลักการระเหยของเหลว โดยใช้ความร้อนจากขดลวดไฟฟ้าเปลี่ยนน้ำยา (e-liquid) ให้เป็นไอระเหย
องค์ประกอบหลักประกอบด้วย แบตเตอรี่ลิเธียม วงจรควบคุม coil (ขดลวดให้ความร้อน) และ cartridge หรือ pod ที่บรรจุน้ำยา น้ำยาเหล่านี้โดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของนิโคติน โปรไพลีนไกลคอล เวจีเทเบิลไกลเซอรีน และสารปรุงแต่งรส
ลองพิจารณากรณีของนายสมชาย ที่ใช้ e-cigarette ยี่ห้อดัง เมื่อเขาดูด เซนเซอร์จะส่งสัญญาณให้แบตเตอรี่จ่ายไฟไปยัง coil ที่อุณหภูมิประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำยากลายเป็นไอที่สามารถสูดเข้าปอดได้
จุดสำคัญคือ ไม่มียาสูบแท้เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้เลย ทุกอย่างเป็นการสังเคราะห์ทางเคมีและการระเหยของเหลว
Heat-Not-Burn (IQOS/glo/Ploom)
Heat-Not-Burn มีวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง โดยใช้เทคโนโลยีการให้ความร้อนแก่ยาสูบจริง แต่ไม่ให้ถึงจุดเผาไหม้ เป็นการ "อบ" ยาสูบเพื่อให้นิโคตินและสารอื่นๆ ระเหยออกมา
ผลิตภัณฑ์ที่เห็นบ่อยในตลาด ได้แก่ IQOS ของ Philip Morris, glo ของ British American Tobacco, และ Ploom ของ Japan Tobacco International แต่ละยี่ห้อมีเทคโนโลยีการให้ความร้อนแตกต่างกัน แต่หลักการเดียวกัน
ยกตัวอย่างนายประยุทธ์ ที่ใช้ IQOS เขาจะต้องใส่แท่งยาสูบพิเศษ (เช่น TEREA สำหรับรุ่นใหม่) ที่เป็นยาสูบแท้ที่ผ่านการแปรรูป เมื่อเสียบเข้าเครื่อง ระบบจะให้ความร้อนที่ประมาณ 350 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าจุดไฟไหม้ของยาสูบมาก
ผลลัพธ์ที่ได้คือ นายประยุทธ์จะได้รับนิโคตินและรสชาติของยาสูบ แต่ไม่มีควันไฟและสารเผาไหม้ส่วนใหญ่ที่เกิดจากบุหรี่ธรรมดา
ส่วนประกอบที่กฎหมายควบคุม น้ำยา vs แท่งยาสูบ
ความแตกต่างในเทคโนโลยีนี้ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมทางกฎหมาย เพราะกฎหมายไทยแยกการมองระหว่าง "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" กับ "อุปกรณ์เลียนแบบการสูบ"
สำหรับ e-cigarette: ทุกส่วนประกอบถูกควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค โดยถือว่าเป็น "อุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย" ไม่ว่าจะเป็น ตัวเครื่อง น้ำยา coil หรือแม้แต่อุปกรณ์เสริม
สำหรับ Heat-Not-Burn: สถานการณ์ซับซ้อนกว่า เพราะแท่งยาสูบถูกควบคุมภายใต้กฎหมายยาสูบ ส่วนตัวเครื่องอยู่ในเกรย์โซนที่ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร
เหตุใดกฎหมายจึงแยกการควบคุมแต่ละประเภท
เหตุผลหลักมาจากการที่ e-cigarette ถูกมองว่าเป็น "นวัตกรรมใหม่" ที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่ Heat-Not-Burn ยังคงใช้ยาสูบซึ่งมีกรอบการควบคุมอยู่แล้ว
ผมต้องบอกว่า การแยกประเภทนี้สร้างความซับซ้อนในทางปฏิบัติ เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าเป็น "บุหรี่ไฟฟ้า" เหมือนกัน แต่ในสายตากฎหมาย ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อการบังคับใช้ บทลงโทษ และการตีความในแต่ละกรณี
การเข้าใจพื้นฐานนี้จะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมโทษทางกฎหมายและวิธีการบังคับใช้จึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะมาดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป
โทษของบุหรี่ไฟฟ้า vs IQOS ตามกฎหมายไทย

ประเด็นสำคัญ: บทลงโทษสำหรับ e-cigarette และ Heat-Not-Burn แตกต่างกันในรายละเอียด แม้ผลลัพธ์จะดูคล้ายกัน
นี่คือหัวข้อที่คนถามมากที่สุด เพราะทุกคนอยากรู้ว่า ถ้าถูกจับได้จะเป็นอย่างไร โทษหนักแค่ไหน และต่างกันอย่างไรระหว่างแต่ละประเภท ผมจะอธิบายให้ฟังแบบละเอียดและเปรียบเทียบแบบชัดๆ
การทำความเข้าใจบทลงโทษนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง และรู้ว่าควรระวังอะไรเป็นพิเศษ
บทลงโทษสำหรับ e-cigarette และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
e-cigarette ถูกควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการออกประกาศห้ามสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ฐานความผิดหลักสำหรับ e-cigarette
การนำเข้า: ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และ/หรือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี (มาตรา 44 แห่ง พรบ.ศุลกากร) การขาย/จำหน่าย: ปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 26 แห่ง พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค) การโฆษณา: ปรับไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 26 แห่ง พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค)
ลองดูกรณีของนายวิชัย ที่ถูกจับได้ว่านำเข้า e-cigarette มาขาย เขาอาจเผชิญกับ 2 ฐานความผิดพร้อมกัน คือ ฐานนำเข้าของต้องห้าม และฐานขายสินค้าที่ห้ามจำหน่าย ซึ่งโทษสูงสุดรวมกันได้ถึง 600,000 บาท บวกจำคุก 2 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่การครอบครอง e-cigarette เพื่อใช้ส่วนตัว ก็อาจถูกมองว่าเป็นการ "รับรู้ในการซื้อสินค้าต้องห้าม" ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรด้วย
บทลงโทษสำหรับ Heat-Not-Burn และแท่งยาสูบให้ความร้อน
Heat-Not-Burn มีความซับซ้อนมากกว่า เพราะต้องแยกดูระหว่าง "ตัวเครื่อง" กับ "แท่งยาสูบ" ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ
สำหรับแท่งยาสูบ (HEETS/TEREA): ถูกควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต และข้อบังคับการนำเข้ายาสูบ
การนำเข้าแท่งยาสูบ: ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท และ/หรือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ (มาตรา 27 แห่ง พรบ.ศุลกากร) การขายแท่งยาสูบ: ปรับไม่เกิน 50,000 บาท (พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ)
สำหรับตัวเครื่อง IQOS: อยู่ในเกรย์โซน เพราะไม่ใช่ยาสูบโดยตรง แต่อาจถูกมองว่าเป็น "อุปกรณ์เพื่อการสูบยาสูบ"
ยกตัวอย่างนายสมบัติ ที่ถูกจับพร้อมเครื่อง IQOS และ TEREA 10 ซอง เขาอาจถูกดำเนินคดีในฐาน "การนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาต" ซึ่งมีโทษสูงสุด 1 ล้านบาท บวกจำคุก 5 ปี
ตารางเปรียบเทียบโทษแต่ละความผิดและอัตราปรับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมจะสรุปเปรียบเทียบแบบตรงๆ:
ประเภทความผิด | e-cigarette (บุหรี่ไฟฟ้า) | Heat-Not-Burn (IQOS ฯลฯ) |
การนำเข้า | ปรับสูงสุด 500,000 บาท + จำคุก 2 ปี | ปรับสูงสุด 1,000,000 บาท + จำคุก 5 ปี |
การขาย/จำหน่าย | ปรับสูงสุด 100,000 บาท | ปรับสูงสุด 50,000 บาท (เฉพาะแท่งยาสูบ) |
การครอบครอง | อาจถูกมองว่าร่วมกระทำความผิด การนำเข้า | เช่นเดียวกัน แต่โทษหนักกว่า |
การโฆษณา/ส่งเสริมการขาย | ปรับสูงสุด 100,000 บาท | ปรับสูงสุด 50,000 บาท (หากถือเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ) |
กฎหมายที่ใช้ | พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พรบ.ศุลกากร | พรบ.ภาษีสรรพสามิต พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ |
ความร้าย แรงของบทลงโทษ | ⭐⭐⭐ ปานกลาง | ⭐⭐⭐⭐⭐ หนักมาก |
หมายเหตุสำคัญ
- โทษที่ระบุเป็น "สูงสุด" ซึ่งศาลอาจพิจารณาลดหย่อนได้ตามดุลยพินิจ
- Heat-Not-Burn มีโทษหนักกว่าเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ
- การครอบครองทั้งสองประเภทมีความเสี่ยงทางกฎหมายเหมือนกัน
- ตัวเครื่อง IQOS อยู่ในเกรย์โซน อาจไม่ผิดกฎหมายหากแยกจากแท่งยาสูบ
- ตารางนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า Heat-Not-Burn มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่า e-cigarette อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องการนำเข้าที่มีโทษสูงสุดถึง 1 ล้านบาทและจำคุก 5 ปี
ทำไมโทษ IQOS ถึงหนักกว่า e-cigarette

เรื่องนี้น่าสนใจมาก ผมจะอธิบายเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังให้ฟัง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจหลักการทางกฎหมายที่สำคัญ
จริงๆ แล้ว เรื่องที่ Heat-Not-Burn มีโทษหนักกว่า e-cigarette นี่ หลายคนงงมาก เพราะทั้งคู่ก็เป็น "บุหรี่ไฟฟ้า" ในสายตาของคนทั่วไป แต่ในโลกของกฎหมาย มันต่างกัน
ผมขออธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ นะ ลองคิดว่ากฎหมายเป็นเหมือนระบบจำแนกสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต IQOS กับแท่งยาสูบมันถูกจัดอยู่ใน "แผนกยาสูบ" ส่วน e-cigarette ถูกจัดไปอยู่ใน "แผนกสินค้าอันตราย" ซึ่งเป็นแผนกที่ควบคุมทั่วไป ไม่ได้เข้มงวดเท่า
การแยกประเภทนี้เกิดขึ้นเพราะ IQOS ใช้ยาสูบจริงๆ เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่สารสังเคราะห์เหมือน e-cigarette ลองนึกภาพว่า IQOS เป็นเหมือน "รถยนต์ไฟฟ้า" ที่ยังคงมีโครงสร้างรถยนต์แท้ๆ จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายรถยนต์ ส่วน e-cigarette เป็นเหมือน "สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า" ที่เป็นยานพาหนะประเภทใหม่ จึงใช้กฎหมายทั่วไป
ที่สำคัญคือ รัฐไทยควบคุมยาสูบมาตั้งแต่สมัยก่อน มีประวัติยาวนานและระบบที่แข็งแกร่ง เหมือนกับที่เรามีกฎหมายควบคุมเหล้าเข้มงวดกว่าเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่พึ่งเข้ามา เมื่อ Heat-Not-Burn ใช้ยาสูบจริง มันจึงตกอยู่ภายใต้ระบบการควบคุมที่เข้มงวดนี้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ คือเรื่องภาษีสรรพสามิต รัฐไทยเก็บภาษียาสูบเยอะมาก เป็นรายได้สำคัญของประเทศ เมื่อมีคนใช้ IQOS แทนบุหรี่ธรรมดา รัฐก็จะสูญเสียรายได้ภาษี เลยต้องควบคุมให้เข้มงวดเพื่อไม่ให้มีการหลีกเลี่ยงภาษี
ลองพิจารณากรณีของนายสมศักดิ์ที่ผมเอามาเป็นตัวอย่าง ถ้าเขาถูกจับพร้อม e-cigarette ห้าเครื่อง โทษสูงสุดคือห้าแสนบาทบวกจำคุกสองปี แต่ถ้าเขาถูกจับพร้อม IQOS หนึ่งเครื่องและ TEREA ห้าซอง โทษสูงสุดกลับเป็นหนึ่งล้านบาทบวกจำคุกห้าปี แม้ปริมาณจะน้อยกว่าก็ตาม
เหตุผลหลักมาจากหลักการที่ว่า "ความเสี่ยงเท่ากัน ควรมีกฎเกณฑ์เท่ากัน" กฎหมายไทยมองว่า Heat-Not-Burn ใกล้เคียงกับบุหรี่ธรรมดามากกว่า e-cigarette เพราะใช้ยาสูบจริง จึงควรมีการควบคุมในระดับเดียวกับยาสูบ
นี่เป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการที่โทษสำหรับ Heat-Not-Burn หนักกว่า e-cigarette ครับ ความเข้าใจนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง และรู้ว่าผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงทางกฎหมายในระดับไหน
ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ปรับเท่าไหร่ แต่ละประเภท
หลักการสำคัญ: การครอบครองมีระดับโทษที่แตกต่างกันตามประเภทสินค้า ปริมาณ และเจตนาการใช้งาน โดยต้องเข้าใจกลไกการพิจารณาโทษของศาล
ผมจะพาคุณเข้าใจเรื่องการคำนวณโทษแบบที่นักกฎหมายคิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมาเหมือนการดูป้ายราคาในร้านค้า แต่เป็นระบบที่มีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
การทำความเข้าใจเรื่องนี้เหมือนการเรียนรู้สูตรคำนวณในคณิตศาสตร์ มีตัวแปรหลายตัวที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่แค่เลขตายตัว
การทำความเข้าใจโครงสร้างการกำหนดโทษ
ก่อนที่เราจะไปดูตัวเลขโทษ เราต้องเข้าใจก่อนว่าระบบกฎหมายไทยกำหนดโทษอย่างไร ซึ่งมีหลักการสำคัญสองประการ
หลักการที่หนึ่ง โทษตามกฎหมาย vs โทษที่ได้รับจริง
กฎหมายจะกำหนด "โทษสูงสุด" ไว้ แต่ศาลมีอำนาจพิจารณาลดหย่อนตามความเหมาะสม เหมือนกับความเร็วจำกัดบนทางหลวง ที่กำหนดไว้ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ตำรวจอาจพิจารณาไม่ใบสั่งหากขับเพียง 95
หลักการที่สอง การแยกแยะเจตนาและพฤติการณ์
ศาลจะพิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ ปริมาณที่ครอบครอง และพฤติการณ์แวดล้อม เพื่อประเมินว่าเป็นการใช้ส่วนตัวหรือเพื่อการค้า
การครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า
สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า การครอบครองถูกมองว่าเป็นการ "มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าต้องห้าม" ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
มาตรา 26 กำหนดโทษสำหรับผู้ที่ "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ" ไว้ที่ "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท"
แต่ที่น่าสนใจคือ การครอบครองเพื่อใช้ส่วนตัวไม่ได้ถูกระบุไว้โดยตรงในประกาศห้าม ทำให้เกิดการตีความที่หลากหลาย
ลองพิจารณากรณีของนายวิชัย ที่ถูกจับพร้อม e-cigarette หนึ่งเครื่องที่ใช้แล้ว ไม่มีหลักฐานการขาย ศาลอาจพิจารณาว่าเป็นการใช้ส่วนตัว และกำหนดโทษที่ต่ำกว่าสูงสุด อาจอยู่ในช่วง 5,000-20,000 บาท
หากเป็นกรณีที่มี e-cigarette หลายเครื่อง มีน้ำยาสำรอง หรือมีหลักฐานการขาย โทษจะเพิ่มขึ้นเข้าใกล้สูงสุดที่ 100,000 บาท
การครอบครอง IQOS Heat-Not-Burn
Heat-Not-Burn มีความซับซ้อนกว่าเพราะต้องแยกพิจารณาระหว่างตัวเครื่องกับแท่งยาสูบ
สำหรับแท่งยาสูบ (HEETS/TEREA):
การครอบครองแท่งยาสูบถูกมองว่าเป็นการ "ต่อเนื่องจากการนำเข้าผิดกฎหมาย" ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต
มาตรา 12 กำหนดโทษสูงสุดไว้ที่ "จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาจากปริมาณที่ครอบครอง การครอบครอง TEREA หนึ่งซองสำหรับใช้ส่วนตัว อาจได้รับโทษปรับประมาณ 20,000-50,000 บาท ส่วนการครอบครองในปริมาณมาก เช่น 50-100 ซอง จะถูกมองว่าเพื่อการค้า และอาจได้รับโทษใกล้เคียงสูงสุด
สำหรับตัวเครื่อง IQOS
ตัวเครื่องอยู่ในเกรย์โซน เพราะไม่มีกฎหมายห้ามโดยตรง แต่หากพบพร้อมกับแท่งยาสูบ อาจถูกมองว่าเป็น "อุปกรณ์เพื่อการกระทำผิด"
ตารางเปรียบเทียบอัตราโทษการครอบครอง
เกณฑ์การพิจารณา | e-cigarette | Heat-Not-Burn |
โทษสูงสุดตามกฎหมาย | 100,000 บาท(มาตรา 26 พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค) | แท่งยาสูบ: 1,000,000 บาท + จำคุก 5 ปี(มาตรา 12 พรบ.ภาษีสรรพสามิต) ตัวเครื่อง: เกรย์โซน |
การใช้ส่วนตัว (ปริมาณน้อย) | 5,000 - 25,000 บาท | 20,000 - 80,000 บาท |
การใช้ส่วนตัว (ปริมาณปานกลาง) | 15,000 - 50,000 บาท | 50,000 - 200,000 บาท |
พฤติการณ์ต้องสงสัย (มีหลักฐานการค้า) | 50,000 - 100,000 บาท | 300,000 - 1,000,000 บาท |
ตารางวิเคราะห์สถานการณ์เฉพาะ: กรณีศึกษาเชิงปฏิบัติ
ลักษณะการครอบครอง | ตัวอย่างสถานการณ์ | โทษที่คาดว่าจะได้รับ |
e-cigarette ใช้เอง | 1 เครื่อง + น้ำยา 2 ขวด ใช้แล้ว, ไม่มีประวัติ | 10,000 - 25,000 บาท |
IQOS ใช้เอง | 1 เครื่อง + TEREA 5 ซอง ใช้แล้ว, ไม่มีประวัติ | 30,000 - 80,000 บาท |
e-cigarette เพื่อขาย | 5 เครื่อง + น้ำยา 20 ขวด ยังใหม่, มีแชทขาย | 70,000 - 100,000 บาท |
IQOS เพื่อขาย | 3 เครื่อง + TEREA 50 ซอง ยังใหม่, มีแชทขาย | 500,000 - 1,000,000 บาท + จำคุก 2-5 ปี |
การขาย จำหน่าย และให้บริการ บุหรี่ไฟฟ้า vs IQOS

การขายเป็นความผิดที่มีบทลงโทษหนักที่สุด และมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยไม่แยกว่าเป็นการขายหน้าร้านหรือออนไลน์
การขายหน้าร้านและออนไลน์
หลายคนคิดว่าการขายออนไลน์ปลอดภัยกว่าการขายหน้าร้าน เพราะ "ซ่อนตัวได้" แต่ความจริงกลับกัน การขายออนไลน์กลับมีหลักฐานติดตามได้มากกว่า
การขายหน้าร้าน
ร้านขาย e-cigarette หรือ IQOS หน้าร้านมักถูกจับได้จากการสำรวจพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ หรือการแจ้งจากประชาชน เมื่อถูกจับ จะมีของกลางจำนวนมาก และหลักฐานการขายชัดเจน
ลองพิจารณากรณีของนายสมบัติ ที่เปิดร้านขาย e-cigarette ที่ตลาดนัด เขาถูกจับพร้อมของกลาง 50 เครื่อง และน้ำยา 200 ขวด
การขายออนไลน์
การขายออนไลน์มีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีความเสี่ยงแตกต่างกัน
การขายผ่านโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสะดวกและเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย แต่ก็เป็นช่องทางที่เจ้าหน้าที่ติดตามได้ง่ายเช่นกัน
การโพสต์รูปสินค้าพร้อมราคา การมี Line ID สำหรับติดต่อขาย การนัดส่งของ ล้วนเป็นหลักฐานการขายที่ชัดเจน และสามารถเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานในศาลได้
การโฆษณา การตลาด และบทบาทอินฟลูเอนเซอร์

เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นการโฆษณา
- มีการระบุราคาหรือช่องทางการซื้อ
- มีการใช้คำที่ชวนเชื่อหรือกระตุ้นให้ซื้อ
- ได้รับผลประโยชน์จากการโพสต์ เช่น ค่าตอบแทน หรือได้ของฟรี
- มีความสม่ำเสมอในการพูดถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะยี่ห้อ
ยกตัวอย่างนายกฤษดา อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตาม 50,000 คน เขาโพสต์รีวิว IQOS พร้อมบอกว่า "ใช้ดีมาก แนะนำเลย" โดยไม่ระบุราคาหรือที่ซื้อ กรณีนี้อาจยังไม่เข้าข่ายการโฆษณา
แต่ถ้าเขาโพสต์เพิ่มว่า "สนใจ DM มาได้เลย" หรือมี Link ไปยังร้านขาย กรณีนี้จะเข้าข่ายการโฆษณาทันที
ความรับผิดของอินฟลูเอนเซอร์และผู้สร้างเนื้อหา
กฎหมายไทยมองว่า ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของคนอื่น มีความรับผิดชอบในการไม่ส่งเสริมสินค้าผิดกฎหมาย
การที่อินฟลูเอนเซอร์อ้างว่า "แค่แสดงความคิดเห็น" หรือ "ไม่ได้ขาย" อาจไม่เป็นข้อแก้ตัวได้ หากเนื้อหาที่สร้างมีผลกระตุ้นให้คนอื่นไปซื้อสินค้าผิดกฎหมาย
การจัดการเนื้อหาของแพลตฟอร์ม
Facebook, Instagram, TikTok และแพลตฟอร์มอื่นๆ มีนโยบายห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบและสินค้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึง e-cigarette
แต่การบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งเนื้อหาอาจอยู่ได้นานก่อนจะถูกลบ บางครั้งอาจถูกลบทันทีขึ้นอยู่กับคำสำคัญและการรายงานจากผู้ใช้
การที่เนื้อหาไม่ถูกลบจากแพลตฟอร์ม ไม่ได้หมายความว่าไม่ผิดกฎหมายไทย เพราะมาตรฐานของแพลตฟอร์มกับกฎหมายไทยอาจไม่เหมือนกัน
กรณีศึกษาและสถานการณ์ที่พบบ่อย
วันนี้ผมจะพาคุณมาเรียนรู้จากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจกฎหมายผ่านตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เหมือนการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์จริง ที่จะช่วยให้จำและเข้าใจได้ดีกว่าการอ่านแค่ตำรา
การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอปัญหาเดียวกัน ผมจะแบ่งเป็นสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเจอในชีวิตจริง
สถานการณ์ที่ 1 การถูกยึดที่สนามบิน
นายประสิทธิ์ เดินทางกลับจากญี่ปุ่น พกพา IQOS 1 เครื่อง และ TEREA 5 ซอง เพื่อใช้เอง เขาไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย เพราะในญี่ปุ่นขายได้ปกติ
ขั้นตอนที่เกิดขึ้น:
- เครื่อง X-ray พบอุปกรณ์ที่น่าสงสัย
- เจ้าหน้าที่ถามว่ามีอะไรในกระเป๋า นายประสิทธิ์ตอบตรงๆ
- เจ้าหน้าที่ยึดทั้งเครื่องและแท่งยาสูบ ออกใบรับยึดทรัพย์
- ถูกดำเนินคดีฐานนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ถูกปรับ 80,000 บาท ของถูกริบ มีประวัติคดีที่ส่งผลต่อการขอวีซ่าในอนาคต
สถานการณ์ที่ 2 การขายออนไลน์
นางสาวนิภา เริ่มขาย e-cigarette ผ่าน Facebook โดยคิดว่าเป็นแค่การขายของออนไลน์ธรรมดา เธอมี Line กลุ่มลูกค้า 200 คน และมียอดขายดี
วิธีการที่เธอใช้
- โพสต์รูปสินค้าในเพจส่วนตัว
- นัดส่งของที่สถานี BTS
- รับเงินผ่าน mobile banking
กระบวนการสืบสวน:
- เจ้าหน้าที่สวมรอยเป็นลูกค้าใหม่
- มีการสั่งซื้อและบันทึกการสนทนา
- ถูกจับคาหนังคาเขาขณะส่งของ พร้อมของกลาง 50 เครื่อง
- ปรับ 100,000 บาท บวกค่าปรับภาษีที่หลบเลี่ยง อีก 150,000 บาท รวมเป็น 250,000 บาท
FAQ 15 คำถามที่พบบ่อย เรื่อง e-cig vs IQOS

IQOS ผิดกฎหมายไหม ต่างจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างไร?
IQOS มีสถานะทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่า e-cigarette มาก โดยตัวเครื่อง IQOS อยู่ในเกรย์โซน แต่แท่งยาสูบ (HEETS/TEREA) ผิดกฎหมายชัดเจน มีโทษสูงสุดปรับ 1 ล้านบาท บวกจำคุก 5 ปี ส่วน e-cigarette ผิดกฎหมายทุกส่วนประกอบโดยไม่มีข้อยกเว้น มีโทษสูงสุดปรับ 500,000 บาท บวกจำคุก 2 ปี IQOS จึงมีโทษหนักกว่าเพราะเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบจริง
"ใช้ได้แต่ห้ามขาย" สำหรับ IQOS จริงหรือไม่?
ไม่จริง เป็นความเข้าใจผิดที่แพร่หลาย การครอบครองแท่งยาสูบ (HEETS/TEREA) ถือเป็นการต่อเนื่องจากการนำเข้าผิดกฎหมายตามหลักกฎหมายศุลกากร ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ถูกจับพร้อม IQOS และแท่งยาสูบมักถูกดำเนินคดีทั้งคู่ ไม่ได้แยกว่าเพื่อใช้ส่วนตัวหรือเพื่อขาย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการครอบครองทั้งตัวเครื่องและแท่งยาสูบพร้อมกันเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ครอบครอง IQOS ปรับเท่าไหร่ ต่างจาก e-cigarette อย่างไร?
สำหรับ IQOS แท่งยาสูบมีโทษปรับ 20,000-200,000 บาทหากใช้ส่วนตัว และสูงถึง 1,000,000 บาทหากเพื่อการค้า ตัวเครื่องอยู่ในเกรย์โซนแต่อาจถูกมองเป็นอุปกรณ์เพื่อการกระทำผิด ส่วน e-cigarette ทุกส่วนประกอบมีโทษปรับ 5,000-25,000 บาทสำหรับใช้ส่วนตัว และสูงถึง 100,000 บาทหากเพื่อการค้า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจารณาโทษได้แก่ ปริมาณ หลักฐานการขาย ประวัติผู้กระทำความผิด และความร่วมมือในการสอบสวน
นำเข้า IQOS ผิดกฎหมายหนักกว่า e-cigarette ทำไม?
เพราะ IQOS ใช้ยาสูบจริง จึงตกอยู่ภายใต้ระบบควบคุมยาสูบที่เข้มงวดกว่า นอกจากนี้การนำเข้าแท่งยาสูบโดยไม่เสียภาษีส่งผลกระทบต่อรายได้สรรพสามิตที่รัฐคาดหวัง กฎหมายมอง Heat-Not-Burn ว่าใกล้เคียงกับบุหรี่ธรรมดามากกว่า e-cigarette จึงมีการลงโทษที่หนักกว่า โดย IQOS มีโทษสูงสุด 1 ล้านบาท บวกจำคุก 5 ปี ในขณะที่ e-cigarette มีโทษสูงสุด 500,000 บาท บวกจำคุก 2 ปี
ใช้ IQOS ในที่สาธารณะผิดกฎหมายเหมือน e-cigarette ไหม?
IQOS มีแนวโน้มเข้าข่ายการควบคุมเพราะใช้ยาสูบจริง และการตีความมักรวม Heat-Not-Burn เข้าในกฎพื้นที่ปลอดบุหรี่ ส่วน e-cigarette อยู่ในเกรย์โซนเพราะไม่มีการจุดไฟเผายาสูบตามคำจำกัดความ แต่หลายสถานที่ห้ามใช้ตามนโยบายภายใน แนวทางที่ปลอดภัยคือหลีกเลี่ยงการใช้ทั้งสองประเภทในที่สาธารณะเพื่อป้องกันปัญหาและความขัดแย้ง
แท่งยาสูบ HEETS กับ TEREA ต่างกันในแง่กฎหมายไหม?
ไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ห้ามนำเข้าและจำหน่าย แม้ว่า TEREA จะเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับ IQOS ILUMA แต่กฎหมายมองเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบเหมือนกัน อัตราโทษจึงเท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณและเจตนาการใช้งานมากกว่าประเภทของแท่งยาสูบ
สั่ง IQOS จากต่างประเทศเสี่ยงมากกว่า e-cigarette ไหม?
เสี่ยงมากกว่าอย่างชัดเจน เพราะแท่งยาสูบมีโทษหนักกว่า และระบบตรวจจับมีประสิทธิภาพสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบ ส่วน e-cigarette มีความเสี่ยงปานกลางแต่ยังคงมีการตรวจจับและยึดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว IQOS มีโอกาสถูกจับสูงบวกกับโทษหนัก จึงมีความเสี่ยงสูงมาก ในขณะที่ e-cigarette มีโอกาสถูกจับปานกลางบวกกับโทษปานกลาง จึงมีความเสี่ยงปานกลาง
ตัวเครื่อง IQOS เพียงอย่างเดียว (ไม่มีแท่งยาสูบ) ผิดกฎหมายไหม?
อยู่ในเกรย์โซน เพราะตัวเครื่องไม่ใช่ยาสูบและไม่ได้ถูกห้ามโดยตรง ความเสี่ยงในทางปฏิบัติจึงต่ำ แต่ไม่ใช่ศูนย์ เพราะอาจถูกมองเป็นอุปกรณ์เพื่อการกระทำผิดหากมีหลักฐานว่าเคยใช้กับแท่งยาสูบ การเก็บแยกตัวเครื่องจากแท่งยาสูบจะช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ 100%
อายุไม่ถึง 20 ปี ใช้ IQOS ต่างจาก e-cigarette อย่างไร?
ทั้งสองประเภทมีข้อจำกัดเรื่องอายุ แต่การบังคับใช้และผลกระทบแตกต่างกัน สำหรับ IQOS มีโทษหนักกว่า และอาจส่งผลต่อบิดามารดาในฐานะผู้ปกครองเพราะเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ ส่วน e-cigarette ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษมากกว่า และมักเน้นมาตรการฟื้นฟูแทนการลงโทษ ในทั้งสองกรณี บิดามารดาอาจต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายและค่าปรับ
ขาย IQOS ออนไลน์เสี่ยงมากกว่าขาย e-cigarette ไหม?
เสี่ยงสูงกว่าอย่างมาก เพราะการขาย IQOS เกี่ยวข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ และระบบติดตามการขาย IQOS เข้มงวดกว่าเพราะเชื่อมโยงกับหน่วยงานหลายแห่ง การขาย IQOS มีโทษปรับได้ถึง 1,000,000 บาทบวกจำคุก ในขณะที่การขาย e-cigarette มีโทษปรับได้ถึง 100,000 บาท
IQOS กับ glo หรือ Ploom ต่างกันในแง่กฎหมายไหม?
ไม่ต่างกัน ทั้งหมดถูกจัดเป็น Heat-Not-Burn ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การประเมินโทษไม่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับการกระทำและปริมาณมากกว่ายี่ห้อ ควรระวังไม่ให้คิดว่ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งปลอดภัยกว่า เพราะเป็นความเข้าใจผิด กฎหมายมองทุกยี่ห้อเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน
จับได้พร้อม IQOS ควรทำอย่างไร มีสิทธิอะไรบ้าง?
ควรให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่ปฏิเสธหลักฐานที่ชัดเจน เก็บเอกสารทุกใบโดยเฉพาะใบรับยึดทรัพย์ และไม่ลงนามในเอกสารที่ไม่เข้าใจ สิทธิที่มีได้แก่ สิทธิในการนิ่งเฉยโดยไม่จำเป็นต้องให้ปากคำ สิทธิในการติดต่อทนายความ และสิทธิในการขอคืนทรัพย์สินหากมีเหตุผลสมควร แนวทางที่ดีคือเน้นการแสดงความรู้สึกผิดและการไม่กระทำซ้ำ เพื่อขอการพิจารณาลดหย่อนโทษ
กฎหมาย IQOS เปลี่ยนแปลงปี 2568 อย่างไร?
มีแนวโน้มการปรับปรุงให้คำจำกัดความชัดเจนขึ้น โดยรวม Heat-Not-Burn เข้าในกฎหมายยาสูบอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังได้แก่ การขยายคำจำกัดความผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ครอบคลุมตัวเครื่อง IQOS การเพิ่มบทลงโทษสำหรับการโฆษณาและการตลาด และการปรับปรุงระบบการติดตามและบังคับใช้ ดังนั้นควรติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เข้มงวดขึ้น
ความแตกต่างระหว่างการนำเข้า IQOS เพื่อใช้เอง กับ เพื่อขาย?
ศาลพิจารณาจากปริมาณ หลักฐานการขาย และพฤติการณ์แวดล้อม โดยเกณฑ์การประเมินเพื่อใช้เองคือ ปริมาณไม่เกิน 10 ซองต่อครั้ง ไม่มีหลักฐานการขายเช่นแชทหรือโฆษณา และไม่มีการแบ่งบรรจุหรือจัดเรียงเพื่อขาย การใช้เองจะได้รับการพิจารณาลดหย่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ผิดกฎหมาย
แนวโน้มอนาคต IQOS จะถูกกฎหมายไหม เมื่อเทียบกับ e-cigarette?
โอกาสที่ Heat-Not-Burn จะถูกกฎหมายมีน้อยมาก เพราะขัดกับนโยบายลดการสูบยาสูบของรัฐ เมื่อเทียบกับ e-cigarette ทั้งสองประเภทมีแนวโน้มการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นไม่ใช่การผ่อนปรน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจได้แก่ ผลกระทบต่อสุขภาพสาธารณะ รายได้ภาษียาสูบของรัฐ และภาพลักษณ์การควบคุมยาสูบในระดับสากล
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



