บังคับคดีได้อะไรบ้าง: ยึด–อายัด–ขายทอดตลาด
การบังคับคดี เป็นกระบวนการตามกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหนี้ดำเนินการกับทรัพย์สิน สิทธิต่าง ๆ ของลูกหนี้ เพื่อให้ได้รับชำระหนี้จริง ไม่ใช่แค่มีคำพิพากษาอยู่บนกระดาษเท่านั้น
ซึ่งหลาย ๆ คนรู้ว่าบังคับคดีสำหรับหนี้เงินคือ “การยึดทรัพย์ขายทอดตลาด” โดยบทความนี้จะอธิบายว่า บังคับคดีหนี้เงิน บังคับอะไรได้บ้าง
การร้องขอให้บังคับคดี มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?
1.แจ้งให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำบังคับตามคำพิพากษาที่ออกตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272
สืบหาข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ และเตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารสิทธิ แผรที่ภาพถ่าย ข้อมูลภูมิลำเนาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้เกี่ยวข้อง
3.เมื่อลูกหนี้ไม่ปฎิบัติตามคำบังคับของคำพิพากษา ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน เจ้าหนี้ก็สามารถร้องขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีได้ ภายในระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดของคดีนั้น โดยให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งว่าหนี้อะไรที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้ปฏิบัติตามคำบังคับ และวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหนี้ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติการชำระ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 275
บังคับคดีหนี้เงิน บังคับอะไรได้บ้าง
สำหรับการบังคับคดี การจะบังคับให้ลูกหนี้ต้องทำอะไร ขึ้นอยู่กับหนี้ที่เขาต้องชำระว่าคือหนี้อะไร โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สำหรับหนี้เงิน รูปแบบของการบังคับคดีจะถูกกำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ชำระเงิน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจบังคับคดีโดยวิธีดังต่อไปนี้
(1) ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(2) อายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระเงินหรือส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน
(3) อายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระหนี้อย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (2)
(4) ขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาจากการยึดหรือการอายัดหรือซึ่งสิทธิเรียกร้องที่ได้อายัดไว้”
หมายความว่า การบังคับคดีหนี้เงิน จะมีด้วยกัน 4 อย่างประกอบกัน
- การยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
- การอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องให้ชำระเงิน ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินให้
- การอายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ที่ไม่ใช่การชำระเงิน ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน เช่น ให้กระทำการ งดเว้นการกระทำการ หรือขับไล่
- ขายทอดตลาดรือจำหน่ายทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ได้มาจากการยึด หรือสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่ได้มาจากการอายัด
ทรัพย์สินที่จะถูกยึดในการบังคับคดี ยึดได้แค่ไหนอะไรบ้าง
สำหรับการยึดทรัพย์สินในการบังคับคดี ต้องยึดทรัพย์แค่ให้เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ไม่สามารถยึดทรัพย์และขายทอดตลาดเกินกว่าความจำเป็นในการชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 300 โดยสามารถยึดทรัพย์สินได้ดังนี้
1. ทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้เอง ยึดได้ทั้งหมด ยกเว้นทรัพย์สินดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301
โดยมาตรา 301 บัญญัติว่า “ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
(1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(2) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(3) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(4) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ
(5) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
…ประโยชน์แห่งข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้ขยายไปถึงทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งอันเป็นของคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลอื่น ซึ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้ตามกฎหมายอาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้”
สำหรับมาตรา 301 หมายความว่า มีทรัพย์สิน 5 ประเภทที่ไม่อยู่ข่ายที่จะถูกบังคับคดีได้ ได้แก่
เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องใช้สอยส่วนตัว ทั้ง 3 ประเภท ประเภทละไม่เกิน 20,000 บาท หรือเกินได้หากเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อพิจารณาจากฐานะของตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษา
สิ่งที่ต้องใช้ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่เกิน 100,000 บาท หรือเกินได้หากขอและเจ้าหนักงานบังคับคดีเห็นสมควรอนุญาต
สิ่งจำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่มีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูล จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติอาจมีมูลค่าขายได้ แต่กฎหมายละเว้นให้
ทรัพย์สินอย่างอื่น ๆ ที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เช่น ที่ดิน ส.ป.ก. ที่รัฐให้
โดยทั้ง 5 ข้อนี้ ส่งผลไปถึงคู่สมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกในกรณีที่จะถูกบงคับคดีด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568
แม้บ้านพิพาทจะตั้งอยู่ในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี แต่จำเลยมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
เรื่องของฎีกานี้คือจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งไม่สามารถยึดถือเป็นเจ้าของได้ แล้วจำเลยถูกบังคับคดี ในส่วนของการยึดทรัพย์สิน ตัวที่ดินเป็นของสาธารณสมบัติ ไม่อยู่ในข่ายที่จะบังคับคดีได้ แต่บ้าน เป็นสิ่งที่จำเลยมีสิทธิยึดถือและใช้สอยได้ ศาลจึงตัดสินให้บังคับคดีบ้านที่ปลูกบนสาธารณสมบัติมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยได้
2. ทรัพย์สินของคู่สมรส
สำหรับหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ซึ่งได้แก่ หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ, หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส, หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งคู่สมรสทำด้วยกัน หรือหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน
กฎหมายอนุญาตให้มีการบังคับคดีเอากันสินสมรสของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายววิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 โดยให้บังคับเอากับสินสมรส ซึ่งเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสทั้งสองร่วมกันเท่านั้น จะไม่สามารถมาบังคับเอากับสินส่วนตัวของคู่สมรสได้
3. ทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งตามกฎหมายอาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ของลูกหนี้ตามคคำพิพากษาได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297(2) เช่นกรณีหนี้ร่วมของคู่สมรสข้างต้นที่หากสินสมรสไม่พอ และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ฟ้องตัวคู่สมรสของลูกหนี้เป็นจำเลย ก็อาจอาศัยมาตรานี้ในการบังคับสินส่วนตัวของคู่สมรสของลูกหนี้ได้
การอายัดสิทธิเรียกร้องคืออะไร ทำได้แค่ไหน?
สำหรับการอายัด เป็นคำที่อาจไม่ค่อยคุ้นเคยเหมือนคำว่ายึด โดยการอายัด คือ การระงับการใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าของสิทธิ ซึ่งผลก็คือ ตัวลูกหนี้ที่เป็นเจ้าของสิทธิจะไม่สามารถจำหน่ายสิทธิเรียกร้องออกไปได้ และลูกหนี้สิทธิเรียกร้องก็จะไม่สามารถชำระหนี้ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เป็นเจ้าของสิทธิเรียกร้องได้
เมื่ออายัดมาแล้วก็จะมีการแจ้งไปให้ลูกหนี้สิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง หากไม่ชำระก็จะมีการดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้ชำระหนี้ต่อไป
และเหมือนกับการยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด ตามมาตรา 300 อายัดสิทธิเรียกร้องรวมกับยึดทรัพย์ได้แค่ให้เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาและค่าธรรมเนียมการบังคับคดีเท่านั้น
โดยจะมีสิทธิเรียกร้องบางประเภทที่ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ซึ่งบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
(1) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น
(3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
(5) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร…”
มีเงินและสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงินอยู่ 5 ประเภท ที่ไม่อยู่ในข่ายของการบังคับคดี
1.เบี้ยเลี้ยงชีพที่กฎหมายกำหนด และเงินรายได้เป็นคราว ๆ
ที่บุคคลภายนอกยกให้ให้เลี้ยงชีพ จำนวนไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อพิจารณาจากฐานะทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย
2.เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่น ๆ
ในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น
3.เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่น ๆ
ในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นจ่ายให้ จำนวนไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อพิจารณาจากฐานะทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย
4.บำเหน็จหรือค่าชดเชยต่างๆ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกัน
ของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
5.เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนิตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร
การขายทอดตลาด
สำหรับการขายทอดตลาด ในกรณีทั่วไป เมื่อได้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว หรือได้มีการส่งมอบทรัพย์สินตามสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ถ้าไม่มีเหตุสมควรในการรงดการบังคับคดีไว้ก่อน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้นหรือตามที่ศาลมีคำสั่งกำหนด หรือขายโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 331
บทสรุป
“บังคับคดีหนี้เงิน” ไม่ได้มีแค่การยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดเท่านั้น แต่เป็นชุดเครื่องมือที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหนี้ใช้เพื่อให้ได้รับชำระหนี้จริง โดยเริ่มจากการแจ้งคำบังคับและเตรียมข้อมูลทรัพย์สิน ก่อนยื่นคำขอให้ศาลบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถดำเนินการได้ทั้งการยึดทรัพย์ การอายัดสิทธิเรียกร้อง และการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์ที่ยึด/อายัดมา ทั้งนี้ การยึดหรืออายัดต้องทำ “เท่าที่จำเป็น” ให้พอชำระหนี้และค่าธรรมเนียมเท่านั้น และกฎหมายก็มีข้อยกเว้นทรัพย์บางประเภทที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี รวมถึงข้อจำกัดของสิทธิเรียกร้องบางชนิดที่อายัดไม่ได้ ดังนั้น การวางแผนบังคับคดีให้ได้ผลจึงต้องแยกให้ชัดว่า “ลูกหนี้มีทรัพย์อะไร–อยู่ที่ไหน–เป็นทรัพย์ยึดได้หรืออายัดได้หรือไม่” แล้วเลือกวิธีบังคับคดีที่เหมาะสมที่สุดในคดีนั้น ๆ เพื่อให้การชำระหนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ชนะคดีบนกระดาษเท่านั้น
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ








