เผยแพร่เมื่อ: 2025-11-03

เลิกจ้างอย่างเป็นธรรม: ค่าชดเชย–บอกกล่าวล่วงหน้า–ทางเลือกฟ้อง

การเลิกจ้าง เป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติของชีวิตการทำงาน เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความสัมพันธ์ทางแรงงานสิ้นสุดลง กฎหมายแรงงานได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิด “ความเป็นธรรม”ทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง

การเลิกจ้างไม่ใช่เพียงการบอกให้อีกฝ่าย “ออกจากงาน” เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องอาศัยเหตุอันสมควรและการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เช่น การบอกกล่าวล่วงหน้า การจ่ายค่าชดเชย หรือการแจ้งเหตุเลิกจ้างที่ชัดเจนและเป็นธรรม หากนายจ้างละเมิดขั้นตอนเหล่านี้ อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือค่าชดเชยพิเศษได้ตามกฎหมาย

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ลูกจ้างได้เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนหลังถูกเลิกจ้าง ว่าลูกจ้างนั้นมีสิทธิที่ควรจะได้รับตามกฎหมายมีอะไรบ้าง และมีทางเลือกทางใดบ้างหากถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม  โดยหลักสำคัญของการเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม คือ “ความโปร่งใส เหตุผล และการเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน” เพราะแม้การสิ้นสุดของสัญญาจ้างจะเป็นเรื่องทางธุรกิจหรือความจำเป็นในองค์กร แต่กระบวนการที่ยุติธรรมย่อมช่วยลดข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีอันดีต่อกันไว้ในอนาคต

ความหมายของการเลิกจ้าง

“การเลิกจ้าง” หมายถึง การสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการจ้างงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น นายจ้างเลิกหรือปิดกิจการ มีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงาน หรือกรณีที่ลูกจ้างกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนไม่อาจคงสภาพการจ้างต่อไปได้

โดยหลักแล้ว การเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างต้องดำเนินการ แจ้งการเลิกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง หรือหากไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้ ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกจ้าง รวมทั้งต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าตอบแทนอื่นๆตามที่ทำงานไว้ให้แก่ลูกจ้าง

การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ส่วนกรณี “การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” หมายถึง การที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีเหตุแอบแฝง 

เช่น การกลั่นแกล้ง การแก้แค้น การเลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน เช่น การร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ หรือเลิกจ้างโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างได้ชี้แจงข้อกล่าวหาก่อน ทั้งนี้ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้

สิทธิของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิอะไรบ้าง?

เมื่อถูกเลิกจ้างโดยนายจ้าง ลูกจ้างควรรู้และเข้าใจ “สิทธิของตนเอง” อย่างชัดเจน เพื่อจะได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่เสียเปรียบ และสามารถเรียกร้องสิทธิได้ครบถ้วนตามกฎหมาย ซึ่งสิทธิหลักของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างที่ควรจะต้องได้รับ ได้แก่

1.สิทธิในการได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย (อายุงาน)

เงื่อนไขที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย

ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยกรณีดังต่อไปนี้

  1. ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดร้ายแรง ตามที่ระบุในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (เช่น ทุจริต จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ทำร้ายร่างกายนายจ้าง เป็นต้น)
  2. ลูกจ้างที่มีอายุการทำงานต่อเนื่องในสถานประกอบการนั้นมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 120 วัน
  3. ต้องไม่ใช่กรณีลูกจ้างยื่นความประสงค์ลาออกเอง หรือเลิกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแน่นอน

เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ “ค่าชดเชย” ตามอายุงาน ดังนี้

อายุงาน

อัตราค่าชดเชยที่ต้องจ่าย

ทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ถึง 1 ปี

30 วัน

ทำงานครบ 1 ปีแต่ไม่ถึง 3 ปี

90 วัน

ทำงานครบ 3 ปีแต่ไม่ถึง 6 ปี

180 วัน

ทำงานครบ 6 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี

240 วัน

ทำงานครบ 10 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี

300 วัน

ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป

400 วัน

ตัวอย่างการคำนวณค่าชดเชย

นาย A ทำงานกับบริษัท B ระยะเวลามา 7 ปี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,000 บาท

ต่อมานาย A ถูกบริษัท B เลิกจ้าง โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้มีความผิดร้ายแรงที่เป็นเหตุต้องทำให้ถูกเลิกจ้าง นาย A มีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ดังนี้

วิธีคิด:  นาย A ทำงานมาเป็นเวลาทั้ง 7 ปี (เข้าหลักเกณฑ์ทำงานครบ 6 ปีแต่ไม่ถึง 10 ปี อัตราค่าชดเชยที่ต้องจ่าย คือ 240 วัน) 

นาย A ได้รับอัตราค่าชดเชยทั้งหมด 240 วัน ได้เท่ากับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,000 บาท จำนวน 8 เดือน

ดังนั้น เงินเดือน 15,000 × 8 เดือน = 120,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นบาทถ้วน)

สรุป นาย A ต้องได้รับค่าชดเชยเป็นเงินรวมทั้งหมด 120,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นบาทถ้วน)

2. สิทธิในการได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) 

ความหมายของคำว่า “ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” หรือที่เรียกกันว่า “ค่าตกใจ” หมายถึง เงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างแทนการบอกเลิกจ้างล่วงหน้า ในกรณีที่นายจ้าง เลิกจ้างทันที โดยไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อถึงวันที่ครบกำหนดแจ้งล่วงหน้า นายจ้างที่จ้างลูกจ้างแบบ ไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญา (เช่น ลูกจ้างประจำ) จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดว่า หากเป็นสัญญาจ้าง ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาต้อง บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และนายจ้างถ้าเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง แต่ไม่ได้บอกล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผลตามกฎหมาย (ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)

คำว่า “หนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ 30 วันเสมอไป แต่ให้ยึดตามที่ตกลงกันจริงในสัญญา/ข้อบังคับการทำงานของบริษัท 

เช่น

  • หากสัญญาระบุว่าจ่ายค่าจ้างทุกวันที่สิ้นเดือน = 1 งวด = จากวันที่ 1 ถึงสิ้นเดือน (โดยปกติถือเป็นประมาณ 30 วัน)
  • หากจ่ายทุก 15 วัน = 1 งวด = 15 วัน เป็นต้น

ยกตัวอย่าง : บริษัท A จ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน บริษัท A บอกเลิกนาย B ในวันที่ 15 มกราคม 2568 และให้มีผลทันทีวันนั้น  นาย B ไม่ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (เพราะบอกล่วงหน้าไม่ถึง 1 งวด)

ดังนั้น นาย B มีสิทธิ ได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) เท่ากับค่าจ้างที่ควรได้รับใน 1 งวดการจ่าย (คือค่าจ้าง 1 เดือน) นายจ้างต้องจ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกทันที และหากมีสิทธิค่าชดเชยตามอายุงาน นาย B ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามปกติด้วย

3. สิทธิในการได้รับค่าจ้างและสิทธิคงค้างอื่นๆ 

ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทุกประเภทที่ตนพึงได้ก่อนสิ้นสุดการจ้างงาน เช่น

  • ค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ค้างจ่าย
  • ค่าล่วงเวลา (OT) หรือค่าทำงานในวันหยุด
  • ค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัส (หากเป็นสิทธิตามสัญญาหรือข้อบังคับของนายจ้าง)

นายจ้างต้องจ่ายเงินทั้งหมดภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง หากไม่จ่ายภายในกำหนด ลูกจ้างสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70) 

4. สิทธิในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

หากลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง ไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง เช่น

  • นายจ้างเลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน เช่น การร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือการเข้าร่วมสหภาพแรงงาน
  • เลิกจ้างเพื่อกลั่นแกล้ง หรือตัดตอนการจ่ายสิทธิประโยชน์
  • เลิกจ้างโดยไม่แจ้งเหตุผลอย่างชัดเจน
  • เลิกจ้างโดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างชี้แจงข้อเท็จจริงหรือป้องกันตนเอง

ลูกจ้างสามารถ ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน เพื่อเรียกค่าเสียหายจาก “การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ได้ โดยการฟ้องลักษณะนี้เป็น สิทธิพิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งศาลแรงงานจะพิจารณาว่า “การเลิกจ้างนั้นมีเหตุผลสมควรและเป็นธรรมหรือไม่ ?”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฏีกาที่ 8765/2550 

การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2548 

การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มิใช่เป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นจากนายจ้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) ที่มีอายุความ 2 ปี แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

สิทธิทั้งหมดนี้เป็น “หลักประกันขั้นพื้นฐาน” ที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความเป็นธรรมเมื่อความสัมพันธ์แรงงานสิ้นสุดลง การรู้เท่าทันสิทธิของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้ลูกจ้างสามารถปกป้องสิทธิของตนได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย


เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

หากลูกจ้างเห็นว่า การเลิกจ้างของนายจ้าง “ไม่เป็นธรรม” หรือ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และตนได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างนั้น ลูกจ้างสามารถดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ 2 ช่องทางหลัก ดังนี้

(1) ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่สถานประกอบการตั้งอยู่

ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือที่ลูกจ้างทำงานอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่านายจ้างได้จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และสิทธิต่าง ๆ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เขียนแบบคำร้อง (คร.7) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่ลูกจ้างทำงานอยู่หรือที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  2. ลูกจ้างเตรียมข้อมูลพร้อมพยานหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งหมดยื่นให้แก่พนักงานตรวจแรงงาน เพื่อตรวจสอบและบันทึกคำให้การของลูกจ้าง เก็บไว้ประกอบการพิจารณาออกคำสั่ง
  3. หลังจากลูกจ้างยื่นคำร้องและให้การต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียบร้อยแล้ว พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือเชิญนายจ้างเข้ามาเพื่อสอบข้อเท็จจริงและบันทึกคำให้การ พร้อมกับพยานหลักฐานเอกสารของนายจ้างที่นำมาอ้างอิง เพื่อพิจารณาออกคำสั่งต่อไป
  4. พนักงานตรวจแรงงานจะมีหนังสือออกคำสั่งวินิจฉัยให้นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่ง ภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แต่สามารถขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124) 
  5. เมื่อนายจ้างและลูกจ้างได้รับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแล้วไม่พอใจคำสั่ง สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลแรงงาน ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง หากพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว ให้ถือว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สิ้นสุด (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125) 
  • กรณีนายจ้างต้องการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  ต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง และต้องวางเงินต่อศาล ตามคำสั่งให้ครบถ้วนก่อน
  • การวางเงินต่อศาล : ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ต้องวางเงินที่คิดคำนวณดอกเบี้ย นับแต่วันที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ จนถึงวันฟ้อง ในอัตราร้อยละ 15% ต่อปี (ซึ่งเป็นดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9) 

คำพิพากษาฏีกาที่เกี่ยวข้อง 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2551

การวางเงินต่อศาลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลต้องปฏิบัติ เพื่อให้เป็นการฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่มีหน้าที่ต้องสั่งหรือเตือนให้นายจ้างที่เป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาลวางเงินดังกล่าว

โจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ออก ตามมาตรา 124 โดยไม่วางเงินที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 125 วรรคสาม โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลไม่ได้

จากคำพิพากษาศาลฏีกาดังกล่าว เมื่อนายจ้างไม่วางเงินให้ครบตามจำนวนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จึงทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

  • กรณีลูกจ้างได้รับคำสั่งของพนักงงานตรวจแรงงานแล้วไม่พอใจคำสั่ง สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลแรงงานได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เช่นกัน หากพ้นกำหนดระยะเวลาแล้ว ให้ถือว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สิ้นสุด และถือว่ายอมรับเงินตามจำนวนดังกล่าวตามที่พนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่ง (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125) 

คำพิพาษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6552/2542

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 124 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้วถ้านายจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง ในกรณีที่นายจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 125ดังนี้ เมื่อจำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่นำคดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว คำสั่งนั้นจึงถึงที่สุดตามมาตรา 125 จำเลยจะดำเนินการในศาลแรงงานในปัญหาดังกล่าวซึ่งรวมตลอดถึงการให้การต่อสู้อีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้คดีว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งคำสั่งอันถึงที่สุดแล้วได้

จากคำพิพากษาศาลฏีกาดังกล่าว เมื่อลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลแรงงานภายใน 30 วัน ส่วนนายจ้างหากไม่ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จะไม่สามารถยกข้อต่อสู้ว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบ เพื่อต่อสู้ในชั้นศาลได้

 6. เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งของพนักงงานตรวจแรงงานแล้วนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นายจ้างจะถูกดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายต่อไป (ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 151) กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2) ฟ้องศาลแรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สามารถใช้สิทธิ ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานโดยตรง เพื่อเรียกร้องให้ศาลพิจารณา ดังนี้

  • ค่าชดเชยตามอายุงาน
  • ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ)
  • ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ซึ่ง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ถือเป็นสิทธิอีกส่วนหนึ่งที่แตกต่างจากค่าชดเชยตามอายุงาน โดยศาลจะใช้ ดุลยพินิจในการกำหนดจำนวนเงินเยียวยา ตามความเหมาะสมและพฤติการณ์ของแต่ละกรณี

แนวทางคำพิพากษาของศาลแรงงาน (2 แนวทางหลัก)

เมื่อศาลแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่า การเลิกจ้างของนายจ้างเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจมีคำสั่งได้ 2 แนวทางหลัก คือ

1. คำสั่งให้นายจ้าง “รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน”

  • ศาลจะสั่งให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม
  • พร้อมให้นายจ้างจ่าย ค่าจ้างย้อนหลัง นับตั้งแต่วันที่เลิกจ้างจนถึงวันที่กลับเข้าทำงาน
  • แนวทางนี้มักใช้ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร และความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณียังสามารถดำเนินงานต่อได้

2. คำสั่งให้ “ชดใช้ค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงาน”

  • ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาจำนวนค่าเสียหายตามความเหมาะสม
  • โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ เช่น
    • อายุและสุขภาพของลูกจ้าง
    • ระยะเวลาการทำงาน
    • ฐานะทางเศรษฐกิจและภาระครอบครัว
    • ความเสียหายที่เกิดจากการถูกเลิกจ้าง
    • พฤติการณ์ของนายจ้างในการเลิกจ้าง เช่น มีเจตนากลั่นแกล้ง เลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผล หรือเลิกจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมาย

ขั้นตอนการยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน (พอสังเขป)

  1. ยื่นคำฟ้องต่อศาลแรงงานที่มีเขตอำนาจ
    • ลูกจ้างสามารถว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องได้เอง หรือ
    • ติดต่อโดยตรงที่ศาลแรงงาน เพื่อขอความช่วยเหลือจาก นิติกรศาลแรงงานซึ่งจะให้คำแนะนำและช่วยร่างคำฟ้องโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  2. ศาลแรงงานรับคำฟ้องและนัดไกล่เกลี่ย
    • เมื่อศาลรับฟ้องแล้ว จะกำหนด “นัดไกล่เกลี่ย” เป็นขั้นตอนแรก เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้างและลูกจ้างเจรจายุติข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ
    • หากตกลงกันได้ ถือว่ายุติข้อพิพาท
  3. หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ
    • ศาลจะกำหนด “ประเด็นข้อพิพาท” ว่ามีข้อโต้แย้งใดต้องวินิจฉัย
    • จากนั้นจะกำหนด “นัดสืบพยาน” และให้ทั้งสองฝ่ายจัดเตรียมพยานหลักฐาน เช่น เอกสาร คำให้การ หรือพยานบุคคล เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
  4. การสืบพยานและการวินิจฉัยคดี
    • ศาลจะสืบพยานทั้งสองฝ่าย เพื่อพิจารณาว่าการเลิกจ้างนั้นมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่
    • เมื่อสืบพยานเสร็จ ศาลจะนัด ฟังคำพิพากษา ซึ่งอาจมีคำสั่งให้
      • นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม พร้อมค่าจ้างย้อนหลัง หรือ
      • นายจ้างชำระค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงาน ตามดุลยพินิจของศาล

ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานอะไรไว้บ้าง?

เมื่อเกิดกรณีถูกเลิกจ้าง หรือต้องการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “หลักฐาน” เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสัมพันธ์ในการจ้างงาน และแสดงข้อเท็จจริงต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลแรงงานได้อย่างชัดเจน ลูกจ้างจึงควรเก็บรักษาหลักฐานต่าง ๆ ไว้ให้ครบถ้วน ดังนี้

1. หนังสือเลิกจ้าง / หนังสือตักเตือน / หนังสือพักงาน (ถ้ามี)

เพื่อยืนยันเหตุและวันที่สิ้นสุดการจ้างงาน รวมถึงลำดับเหตุการณ์ที่นายจ้างอ้างในการเลิกจ้าง

2. หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

เช่น รูปถ่ายขณะปฏิบัติงาน รายงานผลการทำงาน แชทการสนทนาระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง หรือเอกสารอื่นที่ยืนยันว่าลูกจ้างได้ทำงานจริงตามที่กล่าวอ้าง

3. สลิปเงินเดือน หรือ รายการเดินบัญชีธนาคารของลูกจ้าง

ใช้ยืนยันการได้รับค่าจ้างตามงวด และพิสูจน์อัตราค่าจ้างของลูกจ้างที่ได้รับจากนายจ้าง

4. สัญญาจ้างงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงเงื่อนไขการจ้าง อัตราค่าจ้าง ระยะเวลาที่จ้าง ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ และสิทธิของลูกจ้าง

5. ข้อบังคับ กฎระเบียบ หรือประกาศของบริษัท (ถ้ามี)

เพื่อใช้ตรวจสอบว่า การเลิกจ้างหรือการลงโทษที่นายจ้างดำเนินการนั้นได้เป็นไปตามข้อบังคับ กฎระเบียบ หรือประกาศของบริษัทและขัดต่อกฎหมายหรือไม่ 

6. ข้อมูลของสถานประกอบกิจการที่ลูกจ้างทำงานอยู่

เช่น ชื่อนามสกุลของนายจ้าง ชื่อสถานประกอบกิจการ ที่ตั้งของสถานประกอบกิจการ หรือข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์ของบริษัทฯ เป็นต้น เพื่อสามารถให้พนักงานตรวจแรงงานมีหนังสือแจ้งหรือลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของสถานประกอบกิจการได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น ประโยชน์ของการเก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้อย่างครบถ้วนนั้น จะช่วยให้ลูกจ้างสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ประกอบการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือการร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้

ข้อควรระวังของลูกจ้างมีอะไรบ้าง?

เมื่อเกิดกรณีถูกเลิกจ้าง หรือนายจ้างมีพฤติการณ์จะยุติการจ้างงาน ลูกจ้างควรระมัดระวังในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว โดยมีข้อควรระวังสำคัญดังนี้

1. ห้ามลงชื่อใน “ใบลาออก” หากไม่ได้สมัครใจลาออกด้วยตนเอง

หากนายจ้างบังคับ ข่มขู่ หรือชักจูงให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก ควร ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เพราะการลงชื่อในใบลาออกถือเป็นการแสดงเจตนาลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งจะทำให้ลูกจ้าง หมดสิทธิได้รับค่าชดเชยและสิทธิตามกฎหมายแรงงาน ทั้งหมด

2. เก็บรักษาหลักฐานการจ้างงานและการเลิกจ้างให้ครบถ้วน

ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงวันที่สิ้นสุดการจ้าง ควรเก็บเอกสารหรือหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • สัญญาจ้างงาน
  • หนังสือเลิกจ้าง หนังสือตักเตือน หรือบันทึกการพักงาน
  • แชตหรือข้อความการสื่อสารระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
  • สลิปเงินเดือน หรือรายการเดินบัญชี
  • ใบรับรองการทำงาน และภาพขณะปฏิบัติงานจริง

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้ยืนยันต่อ พนักงานตรวจแรงงาน หรือ ศาลแรงงาน เพื่อเรียกร้องสิทธิหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริง

3. กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร้ายแรง ต้องขอเอกสารหรือบันทึกการสอบสวนจากนายจ้าง

หากนายจ้างอ้างว่าลูกจ้างกระทำผิดวินัยร้ายแรง เช่น

  • ยักยอกทรัพย์ของนายจ้าง
  • ลักทรัพย์ของนายจ้าง
  • ทุจริตในหน้าที่
  • หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนก่อให้เกิดความเสียหาย

ลูกจ้างมีสิทธิขอสำเนาบันทึกการสอบสวนหรือเอกสารแสดงข้อกล่าวหา เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้อง และใช้เป็นหลักฐานต่อสู้คดีได้ โดยกฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นฝ่ายมีภาระพิสูจน์ว่าลูกจ้างได้กระทำความผิดจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

การระมัดระวังและเก็บหลักฐานอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ลูกจ้างสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ และลดโอกาสที่นายจ้างจะอาศัยช่องทางทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงความรับผิดในกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม


ปัจจุบันในปี 2568 กฎหมายแรงงาน มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? 

1. มีการอัปเดตอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศไทย 

มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ดังนี้

ในปี พ.ศ. 2568 มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกฎหมายแรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งถือว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทิศทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของแรงงานโดยรวม ซึ่งมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำตามตารางดังต่อไปนี้

อัตราค่าจ้าง (บาท/วัน)

จังหวัด / พื้นที่

400 บาท

กรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, สุราษฎร์ธานี (เฉพาะอ.เกาะสมุย)เฉพาะกลุ่มกิจการโรงแรมระดับ 2 ดาวขึ้นไป, กลุ่มสถานบริการ, คาเฟ่, คาราโอเกะ, ดิสโก้เทค, ผับ, บาร์

380 บาท

จ.เชียงใหม่ (อ.เมืองเชียงใหม่), จ.สงขลา (อ.หาดใหญ่)

372 บาท

จ.นครปฐม, จ.นนทบุรี, จ.ปทุมธานี, 

จ.สมุทรปราการ, จ.สมุทรสาคร

359 บาท

จ.นครราชสีมา

358 บาท

จ.สงขลา (นอกอ.หาดใหญ่)

357 บาท

จ.สุราษฎร์ธานี (นอกอ.เกาะสมุย)

356 บาท

จ.เชียงราย

355 บาท

จ.ขอนแก่น

354 บาท

จ.ตรัง

352 บาท

จ.ประจวบคีรีขันธ์, จ.สระบุรี

351 บาท

จ.เพชรบุรี

350 บาท

จ.กาญจนบุรี, จ.ลพบุรี, จ.ราชบุรี

349 บาท

จ.สุพรรณบุรี

348 บาท

จ.นครศรีธรรมราช

347 บาท

จ.กระบี่, จ.พังงา

345 บาท

จ.ตราด, จ.เพชรบูรณ์

337 บาท

จ.นราธิวาส, จ.ปัตตานี, จ.ยะลา, จ.แม่ฮ่องสอน

 

2. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 126 )

กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องมี “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (Employee Welfare Fund) เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างกรณีถูกเลิกจ้าง ลาออก เกษียณ และกรณีเสียชีวิต ( ทายาทสามารถยื่นขอรับเงินแทนได้) โดยให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุน จากเดิมคือวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ให้เลื่อนเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569  เป็นต้นไป 

บทส่งท้าย

“การเลิกจ้างอย่างเป็นธรรม” ไม่ได้หมายถึงเพียงการจ่ายค่าชดเชยหรือสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ความรับผิดชอบ ความสุจริตใจ และการเคารพในศักดิ์ศรีของแรงงาน การเลิกจ้างที่ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และมอบสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย ย่อมช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสิ้นสุดลงด้วยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

ในอีกด้านหนึ่ง ลูกจ้างควรตระหนักถึงสิทธิของตนเองเมื่อถูกเลิกจ้าง หากเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังมีช่องทางให้เรียกร้องความเป็นธรรมได้ ทั้งการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน และการฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมีพึงได้

ท้ายที่สุด “ความเป็นธรรมในการเลิกจ้าง” ไม่เพียงปกป้องสิทธิของลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของระบบแรงงานที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />