
เหตุสุดวิสัย คืออะไร?
เกณฑ์ศาล–ตัวอย่างฎีกา–วิธีใช้ยกเว้นความรับผิด
1. ความหมายของเหตุสุดวิสัย และตัวอย่างของเหตุสุดวิสัย
คำว่า “เหตุสุดวิสัย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ได้บัญญัติว่า “คำว่า เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใดๆอันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น“
จากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า”เหตุสุดวิสัย” หมายถึง เหตุที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถป้องกันได้ แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นแล้วก็ตาม เหตุสุดวิสัยก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดีจนไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ซึ่งเหตุสุดวิสัยจะมีลักษณะคล้ายอุบัติเหตุ และไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ เช่น
- ทนายเก่งจะเดินทางไปว่าความที่ต่างจังหวัด แต่ระหว่างทางเกิดพายุฝนกระหน่ำ น้ำท่วมถนนจนถนนขาดทนายเก่งไม่สามารถไปว่าความที่ศาลได้ทัน
- นายช้าขับรถอยู่บนถนนความเร็วปกติ แต่ทันใดก็มีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถกะทันหัน นายช้าจึงไม่อาจชะลอรถได้ทัน จึงหักโค้งรถโดยไปชนกับรถคู่กรณี เป็นต้น
นี่คือตัวอย่างของเหตุสุดวิสัย (หมายเหตุ: กรณีของทนายเก่ง แม้เหตุสุดวิสัยจะเกิดจากภัยธรรมชาติ ต้องไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่สามารถคาดหมายได้หรือเหตุฟ้าฝนที่เกิดตามปกติของฤดูกาล)
ตัวอย่างของเหตุสุดวิสัย ได้แก่
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นปกติและพ้นความสามารถที่จะป้องกัน เช่น การเกิดสงคราม
- ภัยที่มีผลพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือ น้ำท่วม
- และเหตุการณ์อื่นๆที่คล้ายคลึงกัน รวมถึง โรคระบาดที่ผ่านมา เช่น COVID-19 เป็นต้น
กรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเหตุสุดวิสัย:
- ฎีกาที่ 10285/2557 ทนายความที่ได้รับมอบหมายให้ชำระเงินแทนลูกความ ได้ยักยอกเงินนั้นไปถือเป็นเหตุสุดวิสัยของผู้ซื้อทรัพย์ เพราะลูกความไม่สามารถคาดหมายหรือป้องกันได้
- ฎีกาที่ 1371/2524 การที่เกิดฝนตกผิดปกติหลายวันทำให้น้ำในคลองไหลเชี่ยวจนสามารถพัดพาไม้ที่ผูกรวมเป็นแพอยู่ในคลองออกสู่แม่น้ำตามหาไม่พบนั้น เป็นกรณีที่ไม้หลุดลอยหายไปเนื่องจากภัยธรรมชาติเหลือวิสัยจะป้องกันได้นับเป็นเหตุสุดวิสัย
ตัวอย่างกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย:
- ฎีกาที่ 842-844/2553 ผู้จัดสรรที่ดินที่ไม่ได้ เตรียมเงินลงทุนให้พร้อม เมื่อเกิดปัญหาเรื่องเงินทุนจนทำให้การก่อสร้างหยุดชะงัก ไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะเป็นความผิดของผู้จัดสรรที่ไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน
2. เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของเหตุสุดวิสัย

วัตถุประสงค์หลักของข้อกำหนดเหตุสุดวิสัย คือ ข้อกำหนดในสัญญาที่ให้หลักประกันความปลอดภัยแก่คู่สัญญาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันและไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งขัดขวางความสามารถในการปฎิบัติตามภาระผูกพันตามสัญญา
การเข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของบทบัญญัติดังกล่าวสามารถปกป้องธุรกิจและบุคคลจากผลกระทบทางกฎหมายและการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ ข้อกำหนดนี้ช่วยบรรเทาข้อพิพาทโดยการระบุเงื่อนไขเฉพาะที่สามารอ้างได้ภายใต้ข้อกำหนดและผลที่ตามมา
3. ข้อแตกต่างของเหตุสุดวิสัยกับเหตุบังเอิญ / ความประมาท

เหตุสุดวิสัย แตกต่างจาก เหตุบังเอิญและความประมาท ตามที่จะอธิบายดังต่อไปนี้
เหตุบังเอิญ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดหมายได้และไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ โดยเหตุบังเอิญอาจจะเกิดขึ้นเป็นผลดีหรือผลเสียก็ได้ เช่น นายใจดีเห็นว่าลูกจ้างของตนลาออกกะทันหันจึงยกตำแหน่งหัวหน้าคนงานให้นายเก่ง นายเก่งจึงได้รับตำแหน่งมาโดยเหตุบังเอิญ นี่ก็ถือเป็นเหตุบังเอิญกรณีที่เป็นเรื่องดี แต่เหตุสุดวิสัยมักจะเกิดในทางผลเสียหรือผลร้ายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของผู้หนึ่งผู้ใด เหตุสุดวิสัยจึงไม่ใช่เหตุในทางที่ดีนัก
ความประมาท เกิดจากการไม่ใช้ความระมัดระวังพอสมควรตามบุคคลที่ควรมีตามภาวะ วิสัยและพฤติการณ์เช่นนั้นที่จะไม่ให้เกิดเหตุขึ้น ถ้าผู้ที่กระทำโดยประมาทได้ใช้ความระมัดระวังสักนิดผลพวงจากความประมาทก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เหตุสุดวิสัยถึงอย่างไรก็ย่อมเกิดมีขึ้นแม้ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม
4. ความหมายของคำว่า “พ้นวิสัย” และกรณีของพ้นวิสัย
คำว่า “พ้นวิสัย” ตามพจนานุกรม หมายความว่า เกินความสามารถที่จะทำได้ เหนือวิสัยที่จะทำได้ เป็นภาวะเลยขอบเขตความสามารถของบุคคลที่จะทำให้สำเร็จได้
กล่าวคือ ถ้าเป็นพ้นวิสัยแล้วจะไม่มีใครที่สามารถทำได้เลยแม้แต่คนเดียว พ้นวิสัยนั้นขอแบ่งแยกเป็น 2 ประเภทได้แก่ เหตุที่เป็นพ้นวิสัยก่อนทำนิติกรรม กับ เหตุที่เป็นพ้นวิสัยหลังจากทำนิติกรรม
1. เหตุที่พ้นวิสัยก่อนทำนิติกรรม
ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ได้บัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยหรือ......... การนั้นเป็นโมฆะ” หมายความว่า ถ้าการตกลงผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายหากการกระทำนั้นไม่มีใครสามารถทำให้สำเร็จได้เลย หรือเกินความสามารถของคนทั่วไปที่จะทำได้ เป็นพ้นวิสัยจึงเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น นายเอต้องการซื้อพระจันทร์กับดวงดาวจากนายบี หรือ นายโหดจะให้เงินเดือนนายน้อย 1 ล้านบาท ถ้านายน้อยสามารถล่องหนหายไป หรือเหาะในอากาศได้ เป็นต้น
2. เหตุที่เป็นพ้นวิสัยภายหลังทำนิติกรรม
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 (การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิด) หรือตามมาตรา 219 (การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิด) แล้วแต่กรณี ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการทำนิติกรรมแล้ว นิติกรรมจะไม่ตกเป็นโมฆะ
ตัวอย่างเช่น นายดำอยากได้ม้าสีกะเรียวจากยุโรปของนายขาว จึงตกลงขอซื้อม้าตัวนั้นจากนายขาว แน่นอนว่า ตอนเริ่มทำสัญญาสัญญาซื้อขายไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะนายขาวมีม้าสีกะเรียวที่เป็นวัตถุแห่งหนี้สามารถโอนขายให้นายดำได้ หากต่อมา ม้าตัวนั้นเกิดถูกฟ้าผ่าตายหรือติดเชื้อร้ายแรงแล้วตาย ถือว่าการชำระหนี้ของนายขาว (ในการโอนขายให้นายดำ) ตกเป็นพ้นวิสัย โดยไม่ใช่ความรับผิดของนายขาว นายขาวหลุดพ้นจากความรับผิดที่มีต่อนายดำ กล่าวคือ นายขาวไม่ต้องส่งมอบม้าตัวใหม่ให้นายดำและนายขาวก็จะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนจากนายดำเช่นกัน
โดย พ้นวิสัย แตกต่างจาก เหตุสุดวิสัย ตรงที่ การเป็นพ้นวิสัยต้องเป็นการถาวรไม่มีใครสามารถกระทำการดังกล่าวให้สำเร็จได้เลยและไม่สามารถกระทำได้ตลอดไป แต่เหตุสุดวิสัยถือเป็นเพียงเหตุขัดข้องชั่วคราวที่ขัดขวางไม่ให้กระทำได้เท่านั้น
5. ภาระการพิสูจน์เหตุสุดวิสัยและพยานหลักฐาน

ถ้าจะพูดถึงเรื่องเหตุสุดวิสัยในการพิสูจน์พยานหลักฐานเพื่อนำสืบว่าความรับผิดเป็นของคู่กรณีฝ่ายใดนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ได้บัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น....”
หมายความว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใดจะต้องมีหน้าที่นำสืบต่อศาลและแสดงพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่า ตนมีพยานหลักฐานเพื่อจะหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายตรงข้ามอย่างไรบ้าง เช่น โจทก์ฟ้องจำเลยว่าสัญญากู้ยืมเงินปลอม เมื่อโจทก์กล่าวอ้างขึ้นก่อน โจทก์ก็ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่า สัญญาที่จำเลยทำขึ้นปลอมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดตามสัญญา เป็นต้น
จากกรณีตัวอย่างจะเห็นว่า ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายกล้าวอ้างก็ต้องนำสืบพร้อมมีภาระการพิสูจน์เอง แต่ไม่เสมอไป เพราะว่าบางกรณีอาจมีข้อสันนิษฐานทางกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ที่จะคุ้มครองฝ่ายจำเลย ให้จำเลยเป็นฝ่ายนำสืบให้ศาลเห็นเองว่า ฝ่ายตนไม่ได้ผิดอย่างที่โจทก์กล่าวอ้าง
ซึ่งกรณีภาระการพิสูจน์เหตุสุดวิสัย มาตราสำคัญที่ข้าพเจ้าจะยกมากล่าวถึงคือ ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย” กล่าวคือ ถ้าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะยานพาหนะชนกับสิ่งใดไม่ว่าเป็นคน สัตว์ หรือ สิ่งของ แต่ต้องไม่ใช่กรณีที่ยานพาหนะชนกัน เช่น รถชนรถ หรือ เรือชนเรือ เป็นต้น ให้พิจารณาว่าตอนเกิดเหตุใครครอบครองยานพาหนะนั้นก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้นั้นพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่า ไม่ใช่ความผิดของตนแต่เหตุเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็ไม่ต้องรับผิด
6. เหตุสุดวิสัย ผิดนัด ชำระล่าช้า
มีตัวอย่างใน ป.พ.พ. มาตรา 217 ซึ่งบัญญัติว่า “ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระหว่างที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดในระหว่างเวลาที่ผิดนัดด้วย เว้นแต่ ความเสียหายนั้น ถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันกำหนดก็คงจะต้องเกิดมีขึ้นอยู่นั่นเอง”
ซึ่งขอยกตัวอย่างของ มาตรา 217 เช่น นายเอให้นายบียืมควายไปใช้ไถนา โดยมีกำหนดต้องส่งควายคืนให้นายเอวันที่ 1 ตุลาคม แต่หลังจาก 1 ตุลาคมแล้ว นายบีไม่ยอมคืนควาย ถือว่านายบีตกเป็นผุ้ผิดนัดชำระหนี้ล่าช้า ไม่ส่งมอบคืนควายให้นายเอตามวันเวลาที่กำหนด หากนายบีส่งคืนควายในวันที่ 8 ตุลาคม แล้วก่อนที่จะส่งคืนนายเอ ควายได้ติดชื้อโรคจนป่วยหรือถูกรถชนจนขาหัก อันถือเป็นเหตุสุดวิสัยก็ตาม แต่เป็นเหตุสุดวิสัยระหว่างที่นายบีผิดนัด ซึ่งนายบีก็ต้องรับผิดส่งคืนควายในสภาพเดิมให้นายเอ โดยการดูแลรักษาควายจนหายป่วยก่อน
7. ตัวอย่างของเหตุสุดวิสัยกรณีที่เป็นภัยธรรมชาติ

กรณีเหตุสุดวิสัยที่เป็น “น้ำท่วม” ที่อาจขยายสัญญาได้ กรณีดังกล่าวเช่น
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.452/2557
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ขยายเวลาหก่อสร้างอาคารเรียนของวิทยาลัยจังหวัดตรัง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีสิทธิหักเงินค่าปรับเพราะเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมที่จังหวัด ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักได้มีข่าวความเสียหายและความเดือดร้อนของประชาชน เห็นได้ว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วมในพื้นที่ก่อสร้างมิใช่ฝนตามฤดูกาล แต่เป็นอุทุกภัยอันเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ผู้ฟ้องคดีสมควรได้รับการขยายเวลา การเกิดอุทกภัยทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานไม่สามารถทำงานได้เต็มความสามารถ
จากคำพิพากษาศาลปกครองข้างต้น ขอบเขตของ “เหตุสุดวิสัย” ในการขยายเวลาตามสัญญาตามข้อ 139 (2) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ.2535 กรณีเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากธรรมชาติซึ่งไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติฤดูกาล เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า ก็เป็นเหตุสุดวิสัยที่ได้รับคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน
ส่วนช่วงเวลาที่เกิดเหตุสุดวิสัยนั้น ผู้รับจ้างยังสามารถทำงานได้ตามสัญญาจะต้องไม่นำวันที่ผู้รับจ้างสามารถทำงานได้มากำหนดเป็นระยะเวลาอันสมควรที่จะขยายเวลาอันสมควรที่จะขยายเวลาการทำงานให้แก่ผู้รับจ้าง
นอกจากนี้ คดีนี้ศาลปกครองได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการคำนวณค่าปรับตามงวดที่ผู้รับงานต้องส่งมอบแต่ละสัญญาเนื่องจากส่งมอบล่าช้าในแต่ละงวดงาน ตลอดจนอำนาจของศาลปกครองในการพิพากษาคดี กรณีผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ว่าจ้างคืนเงินค่าปรับในงวดงานที่ผู้ว่าจ้างหักเงินค่าปรับไว้ไม่ถูกต้อง
8. ตัวอย่างเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นขณะทำสัญญา
เช่น สถานการณ์ โควิด-19 ก็เป็นเหตุสุดวิสัยอย่างหนึ่งถ้าหากในสัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างสามารถขอเลื่อนสัญญาไปก่อนหรือยกเลิกสัญญาได้ โดยพิจารณาในข้อสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า คู่สัญญาได้ตกลงกันเขียนไว้ในสัญญาชัดเจนหรือเปล่า ถ้าเกิดมีเหตุสุดวิสัย ผู้รับจ้างก็ต้องแจ้งผู้ว่าจ้างให้ทราบว่า เป็นเพราะโควิด-19 ทำให้สินค้าไม่ส่งถึงตามกำหนด หรือสัญญาเลื่อนออกไปก่อนเพราะขาดคนช่วยทำงาน เป็นต้น
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


