
สวัสดีครับ ผมเป็นแอดมินและนักเขียนประจำ Legardy แพลตฟอร์มที่รวบรวมทนายความผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศไทย จากการที่ได้เห็นคำถามมากมายในกระทู้ของเราเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ทั้งเรื่องการถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การไม่ได้รับค่าจ้าง หรือการถูกละเมิดสิทธิต่างๆ ทำให้ผมเห็นว่าหลายคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง และจะปกป้องตัวเองอย่างไรเมื่อถูกละเมิดสิทธิ
วันนี้ผมจะมาแชร์ความรู้เกี่ยวกับการฟ้องร้องต่อกรมแรงงาน ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรมสำหรับลูกจ้างทุกคน บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกแง่มุมของการฟ้องร้อง ตั้งแต่สิทธิพื้นฐานที่คุณควรรู้ ขั้นตอนการฟ้องร้องที่ถูกต้อง ไปจนถึงผลที่จะตามมาหลังการฟ้องร้อง เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างมั่นใจ
ทำไมต้องฟ้องกรมแรงงาน?
จากประสบการณ์ที่เห็นในกระทู้ปรึกษาปัญหาแรงงานของเรา มีลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกละเมิดสิทธิแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างไร หลายคนเลือกที่จะทนทำงานต่อไปท่ามกลางความไม่เป็นธรรม บางคนลาออกแล้วยอมเสียสิทธิที่ควรได้ เพราะคิดว่าการฟ้องร้องเป็นเรื่องยุ่งยากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
ฟ้องกรมแรงงานคืออะไร? เหมาะกับใคร?
การฟ้องกรมแรงงานคือการใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อร้องเรียนเมื่อถูกละเมิดสิทธิจากนายจ้าง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยและช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรม
การฟ้องกรมแรงงานเหมาะสำหรับลูกจ้างทุกคนที่
- ไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
- ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ได้รับค่าชดเชย
- ถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น ไม่ได้รับวันหยุด วันลา หรือสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องและมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายได้
ฟ้องกรมแรงงานแล้วได้อะไรบ้าง?
เมื่อคุณฟ้องร้องต่อกรมแรงงาน คุณจะได้รับ
- การพิจารณาคำร้องโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน
- โอกาสในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับนายจ้างโดยมีเจ้าหน้าที่เป็นคนกลาง
- คำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่านายจ้างกระทำผิดจริง
- การช่วยเหลือในการบังคับคดีหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
ฟ้องกรมแรงงานดีไหม? เลือกเจรจาหรือฟ้องร้องดี
จากข้อมูลที่เราได้รับผ่านการให้คำปรึกษาในแพลตฟอร์ม การฟ้องกรมแรงงานถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเริ่มต้นเรียกร้องสิทธิ เพราะ
- ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
- มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำตลอดกระบวนการ
- มีโอกาสเจรจาตกลงกันได้ก่อนมีคำสั่ง
- หากไม่พอใจผลการพิจารณา ยังสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจฟ้องร้อง ควรพิจารณาเจรจากับนายจ้างก่อน โดยเฉพาะในกรณีที่
- ปัญหาเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน
- นายจ้างแสดงท่าทีที่จะแก้ไขปัญหา
- ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังไม่เสียหายมาก
สิทธิแรงงานที่คุณต้องรู้ (ก่อนจะสายเกินไป)
การเรียกร้องสิทธิจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อคุณเข้าใจสิทธิของตัวเองอย่างถ่องแท้ จากสถิติการร้องเรียนในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าลูกจ้างจำนวนมากมักพลาดโอกาสในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะไม่ทราบถึงสิทธิพื้นฐานของตนเอง
สิทธิพื้นฐานที่ลูกจ้างมีคืออะไร?
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่สำคัญ ดังนี้
- สิทธิด้านค่าตอบแทน
- ได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- ได้รับค่าล่วงเวลาในอัตรา 1.5 เท่าของค่าจ้างปกติ
- ได้รับค่าทำงานในวันหยุดในอัตรา 2 เท่าของค่าจ้างปกติ
- สิทธิด้านวันหยุดและวันลา
- มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน
- มีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี
- มีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงาน
- สิทธิด้านสวัสดิการและความปลอดภัย
- ได้รับการดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย
- มีน้ำดื่มสะอาด ห้องน้ำ และสิ่งจำเป็นพื้นฐาน
- ได้รับการคุ้มครองกรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน
นายจ้างผิดสัญญา ฟ้องกรมแรงงานได้ไหม?
กรณีนายจ้างผิดสัญญาจ้างแรงงาน สามารถฟ้องกรมแรงงานได้ทันที หากการผิดสัญญานั้นเกี่ยวข้องกับ
- การไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น
- เปลี่ยนแปลงตำแหน่งงานโดยพลการ
- ลดค่าจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- ย้ายสถานที่ทำงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
- การละเมิดสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
- ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด
- บังคับทำงานล่วงเวลาโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน
- ไม่อนุญาตให้ลาตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
ลูกจ้างรายวันหรือชั่วคราว ฟ้องกรมแรงงานได้หรือเปล่า?
ลูกจ้างรายวันและลูกจ้างชั่วคราวมีสิทธิฟ้องร้องต่อกรมแรงงานได้เช่นเดียวกับลูกจ้างประจำ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ความคุ้มครองลูกจ้างทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบการจ้างงาน
สิทธิเฉพาะที่ลูกจ้างรายวันและชั่วคราวควรทราบ
- ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน
- มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดหากถูกเรียกให้ทำงาน
- ได้รับความคุ้มครองด้านความปลอดภัยเท่าเทียมกับลูกจ้างประจำ
ฟ้องกรมแรงงานยังไง? ขั้นตอนง่าย ๆ ที่คุณต้องรู้
การฟ้องร้องต่อกรมแรงงานเป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
เตรียมเอกสารอะไรบ้างก่อนฟ้องกรมแรงงาน?
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนยื่นคำร้อง ประกอบด้วย
- เอกสารแสดงตัวตน
- บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา
- ทะเบียนบ้านฉบับจริงพร้อมสำเนา
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน)
- เอกสารการทำงาน
- สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงการจ้างงาน
- หนังสือแต่งตั้ง คำสั่ง หรือเอกสารที่แสดงตำแหน่งงาน
- สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการจ่ายค่าจ้าง
- หลักฐานการละเมิดสิทธิ
- หนังสือเลิกจ้าง (ถ้ามี)
- เอกสารการแจ้งเตือนหรือทวงถามนายจ้าง
- ภาพถ่าย คลิปเสียง หรือพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ยื่นคำร้องฟ้องกรมแรงงานได้ที่ไหน?
วิธีการยื่นด้วยตัวเอง
สามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่ทำงานอยู่ หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนา โดยมีขั้นตอนดังนี้
- กรอกแบบคำร้อง
- ระบุข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน
- อธิบายเหตุการณ์และความเสียหายที่ได้รับ
- แจ้งความประสงค์ในการเรียกร้อง
- ยื่นเอกสารที่เคาน์เตอร์บริการ
- เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร
- ออกเลขรับคำร้องและใบนัดหมาย
ยื่นออนไลน์สะดวกแค่ไหน?
การยื่นคำร้องออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีข้อดีคือ
- ประหยัดเวลาและค่าเดินทาง
- ยื่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนได้ทันที
- สามารถอัพโหลดเอกสารในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล
รอผลนานแค่ไหน? ถ้ากรมแรงงานล่าช้าควรทำยังไง?
ตามระเบียบแล้ว กรมแรงงานจะใช้เวลาพิจารณาคำร้องไม่เกิน 60 วัน นับจากวันที่รับคำร้อง โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เจ้าหน้าที่จะนัดไกล่เกลี่ยภายใน 15 วัน
- หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ จะมีการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน
- พนักงานตรวจแรงงานจะออกคำสั่งภายใน 30 วันหลังสอบสวนเสร็จ
กรณีล่าช้าเกินกำหนด สามารถ
- สอบถามความคืบหน้าที่สำนักงานโดยตรง
- ยื่นหนังสือติดตามเรื่อง
- ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม
- ปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณายื่นฟ้องศาลแรงงานโดยตรง
ศาลแรงงาน ถ้าฟ้องกรมแรงงานไม่พอ ต้องทำยังไง?
การนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือต้องการให้มีการพิจารณาคดีอย่างละเอียดรอบด้านมากขึ้น
ศาลแรงงานช่วยอะไรได้บ้าง?
ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานในหลายมิติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ดังนี้
- อำนาจในการพิจารณาพิพากษา
- คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน
- คดีละเมิดที่เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทแรงงาน
- ข้อพิพาทแรงงานที่รับมาจากกรมแรงงาน
- การเยียวยาความเสียหาย
- สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย
- กำหนดค่าเสียหายในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
- บังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ไม่มีทนาย ฟ้องศาลแรงงานเองได้ไหม?
ลูกจ้างสามารถฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีทนายความ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การดำเนินคดีในศาลแรงงานต้องเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว
ขั้นตอนการฟ้องด้วยตนเอง
- เขียนคำฟ้องที่ศาลแรงงาน
- เจ้าหน้าที่ศาลจะช่วยแนะนำการเขียนคำฟ้อง
- มีแบบฟอร์มคำฟ้องให้กรอกข้อมูล
- ยื่นคำฟ้องพร้อมพยานหลักฐาน
- ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยก่อนพิจารณาคดี
- หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
ค่าใช้จ่ายในการฟ้องศาลแรงงานสูงแค่ไหน?
การฟ้องคดีต่อศาลแรงงานมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟ้องคดีแพ่งทั่วไปมาก โดยแบ่งเป็น
- ค่าธรรมเนียมศาล
- คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
- คดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 50,000 บาท เสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
- ค่าพาหนะพยาน (ศาลจะกำหนดให้ตามความเหมาะสม)
- ค่าถ่ายเอกสารหลักฐาน
- ค่าส่งหมายเรียกพยาน (ถ้ามี)
ฟ้องกรมแรงงานมีข้อดีข้อเสียยังไง?
การตัดสินใจฟ้องร้องต่อกรมแรงงานเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีทั้งประโยชน์และข้อควรพิจารณา จากประสบการณ์ที่เห็นในกระทู้ปรึกษาปัญหาแรงงาน เราพบว่าลูกจ้างควรเข้าใจทั้งสองด้านเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม
ข้อดีของการฟ้องกรมแรงงานที่ลูกจ้างควรรู้
- ด้านกระบวนการยุติธรรม
- ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
- มีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้พิจารณาโดยตรง
- กระบวนการรวดเร็วกว่าการฟ้องศาล
- คำสั่งมีผลบังคับทางกฎหมาย
- ด้านการคุ้มครองสิทธิ
- มีการไกล่เกลี่ยโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ
- ได้รับความคุ้มครองระหว่างพิจารณาคดี
- สามารถอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานได้หากไม่พอใจผล
- มีมาตรการบังคับทางปกครองหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม
ฟ้องแล้วจะมีผลต่ออนาคตการทำงานหรือไม่?
จากการรวบรวมข้อมูลผ่านกระทู้ปรึกษาปัญหาแรงงานในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าการฟ้องร้องต่อกรมแรงงานมีผลกระทบต่ออนาคตการทำงานใน 3 มิติหลัก ดังนี้
- ผลกระทบต่อการจ้างงานในปัจจุบัน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 124/1 ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ใช้สิทธิฟ้องร้อง โดยห้ามนายจ้าง
- เลิกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างฟ้องร้อง
- โยกย้ายตำแหน่งงานเพื่อกลั่นแกล้ง
- ลดค่าจ้างหรือสวัสดิการเพื่อตอบโต้
- สร้างสภาพการทำงานที่กดดันจนทนไม่ได้
- แต่ในทางปฏิบัติ มักพบว่า
- ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเสื่อมลง
- เพื่อนร่วมงานอาจหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์
- โอกาสเติบโตในองค์กรอาจลดลง
- อาจถูกจับตามองพฤติกรรมการทำงานมากขึ้น
- ผลกระทบต่อการหางานใหม่
- ในแง่กฎหมาย
- ไม่มีข้อห้ามในการสมัครงานใหม่
- นายจ้างไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติเพราะประวัติการฟ้องร้อง
- การเปิดเผยประวัติการฟ้องร้องต้องได้รับความยินยอม
- แต่ในทางปฏิบัติ อาจพบอุปสรรค
- นายจ้างใหม่อาจสอบถามสาเหตุการลาออกจากงานเดิม
- การขอหนังสือรับรองการทำงานอาจทำได้ยาก
- อาจถูกตั้งคำถามในการสัมภาษณ์งาน
- เครือข่ายนายจ้างในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจรับรู้ข้อมูล
- ผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพ
- ระยะสั้น
- อาจต้องเปลี่ยนสายงานหรืออุตสาหกรรม
- รายได้อาจลดลงชั่วคราวจากการเปลี่ยนงาน
- ต้องสร้างความน่าเชื่อถือกับนายจ้างใหม่
- ระยะยาว
- ประสบการณ์การเรียกร้องสิทธิอาจเป็นข้อดีในบางตำแหน่ง
- ความรู้ด้านกฎหมายแรงงานเพิ่มขึ้น
- มีความมั่นใจในการปกป้องสิทธิของตนเอง
แนวทางการรับมือผลกระทบ
- ก่อนฟ้องร้อง
- รวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเอกสารการทำงาน
- บันทึกเหตุการณ์ละเมิดสิทธิอย่างละเอียด
- ปรึกษาทนายความเพื่อประเมินความเสี่ยง
- เตรียมแผนสำรองในการหางานใหม่
- ระหว่างการฟ้องร้อง
- รักษามาตรฐานการทำงานให้ดีเช่นเดิม
- หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องคดีในที่ทำงาน
- เก็บหลักฐานการกลั่นแกล้งหรือการตอบโต้ (ถ้ามี)
- พัฒนาทักษะและความรู้เพิ่มเติมระหว่างรอผล
- หลังการฟ้องร้อง
- เตรียมคำอธิบายที่เหมาะสมสำหรับการสัมภาษณ์งาน
- เน้นย้ำประสบการณ์และความสามารถในการทำงาน
- สร้างเครือข่ายวิชาชีพใหม่
- พิจารณาโอกาสในการเริ่มธุรกิจส่วนตัว
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจฟ้องร้องควรมาจากการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรงจริงๆ ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ และควรผ่านการเจรจาและไกล่เกลี่ยก่อนเสมอ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องกรมแรงงาน
จากประสบการณ์ดูแลกระทู้ปรึกษาปัญหาแรงงานในแพลตฟอร์มของเรา มีคำถามสำคัญที่ลูกจ้างมักสงสัยเกี่ยวกับการฟ้องร้องต่อกรมแรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ
ฟ้องกรมแรงงานย้อนหลังได้กี่ปี?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 กำหนดอายุความในการฟ้องเรียกค่าจ้างและผลประโยชน์อื่นๆ ดังนี้
- กรณีค่าจ้างและค่าล่วงเวลา
- มีอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง
- กรณีนายจ้างจงใจไม่จ่าย อายุความขยายเป็น 5 ปี
- กรณีค่าชดเชยการเลิกจ้าง
- มีอายุความ 2 ปีนับแต่วันเลิกจ้าง
- ต้องยื่นคำร้องภายใน 30 วันนับแต่ครบกำหนดจ่าย
- กรณีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น
- มีอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดสิทธิ
- กรณีมีหลักฐานเป็นหนังสือ อายุความ 10 ปี
ชนะคดีแล้ว นายจ้างต้องจ่ายยังไง?
เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน กระบวนการชำระเงินจะเป็นดังนี้
- การชำระเงินตามคำสั่ง
- นายจ้างต้องจ่ายภายใน 15 วันนับแต่ทราบคำสั่ง
- ต้องจ่ายเป็นเงินสดหรือเช็คขีดคร่อม
- ต้องมีการออกหลักฐานการรับเงินเป็นลายลักษณ์อักษร
- กรณีนายจ้างไม่ยอมจ่าย
- พนักงานตรวจแรงงานจะออกหนังสือเตือน
- สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายจ้าง
- ดำเนินคดีอาญากรณีฝ่าฝืนคำสั่ง
ถ้าฟ้องแพ้ต้องทำยังไงต่อ?
กรณีที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งยกคำร้อง ลูกจ้างมีสิทธิดำเนินการดังนี้
- สิทธิในการอุทธรณ์
- ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภายใน 30 วัน
- ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์
- สามารถขอความช่วยเหลือจากทนายความได้
- การเตรียมการอุทธรณ์
- รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
- เตรียมคำอธิบายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน
- ทางเลือกอื่น
- เจรจากับนายจ้างอีกครั้ง
- พิจารณายื่นฟ้องในประเด็นอื่น
- ปรึกษาองค์กรช่วยเหลือด้านแรงงาน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


