
สวัสดีครับ ผมในฐานะแอดมินและนักเขียนประจำ Legardy แพลตฟอร์มที่รวบรวมทนายความคุณภาพจากทั่วประเทศ วันนี้จะมาแชร์เรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับการฟ้องคดีอาญา เนื่องจากที่ผ่านมา ผมได้เห็นคำถามและความกังวลมากมายจากผู้ที่ต้องการฟ้องคดีอาญา แต่ยังไม่เข้าใจกระบวนการและขั้นตอนที่ถูกต้อง
การฟ้องคดีอาญา

การฟ้องคดีอาญาเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน ผมได้เห็นหลายกรณีที่ประชาชนต้องพบกับความยุ่งยากในการดำเนินคดี เพียงเพราะขาดความเข้าใจในขั้นตอนที่ถูกต้อง บางรายถึงกับต้องเสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ไปอย่างน่าเสียดาย
ลองนึกถึงกรณีของคุณ A ที่ถูกฉ้อโกงเงินไปกว่า 5 แสนบาท แต่ด้วยความที่ไม่รู้ขั้นตอนการดำเนินคดี ทำให้พลาดช่วงเวลาสำคัญในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนทำให้คดีไม่รัดกุมเท่าที่ควร ในทางกลับกัน คุณ B ที่ประสบเหตุการณ์คล้ายกัน แต่ได้ศึกษาและเตรียมการอย่างรอบคอบ สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน และดำเนินคดีจนสำเร็จลุล่วง
ในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกระบวนการฟ้องคดีอาญาอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประสบการณ์จริงจากทนายความในเครือข่ายของเรา เพื่อให้ท่านสามารถเตรียมตัวและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ไม่พลาดโอกาสในการเรียกร้องความยุติธรรม
การฟ้องคดีอาญาคืออะไร?
ในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่ได้พบเห็นคดีความมามากมาย ผมขอเริ่มต้นด้วยการอธิบายให้เห็นภาพว่า การฟ้องคดีอาญานั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อกระบวนการยุติธรรม
คดีอาญาคืออะไร?
คดีอาญา คือคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีบทลงโทษทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ซึ่งระบุว่า "บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้"
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของคุณ A ที่ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งแล้ว ยังสามารถดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 297 ซึ่งบัญญัติถึงความผิดฐานทำร้ายร่างกายไว้
ใครสามารถยื่นฟ้องได้บ้าง?
ในการฟ้องคดีอาญานั้น กฎหมายได้กำหนดตัวผู้มีสิทธิฟ้องไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก
- พนักงานอัยการ ในฐานะตัวแทนของรัฐที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาทั้งปวง ตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ
- ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรง
ในทางปฏิบัติ ผมได้พบกรณีของคุณ B ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้สิทธิฟ้องคดี เมื่อถูกลักทรัพย์ คุณ B ได้แจ้งความดำเนินคดีผ่านพนักงานสอบสวน แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้สิทธิฟ้องคดีด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย ตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเป็นการประกันสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 7067/2552 ว่า ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้นั้น จะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มิใช่เพียงผู้เสียหายโดยพฤตินัยเท่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นผู้ที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองสิทธิโดยตรง
ขั้นตอนการฟ้องคดีอาญา
การดำเนินคดีอาญาให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องเข้าใจขั้นตอนและกระบวนการอย่างถ่องแท้ จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาที่ผ่านมา ผมพบว่าหลายคดีที่มีมูลความผิดชัดเจน กลับต้องพบกับความยากลำบากในชั้นศาลเพียงเพราะการเตรียมการที่ไม่รัดกุม
การรวบรวมหลักฐานสำคัญ
การรวบรวมพยานหลักฐานถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินคดีอาญา ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ที่บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้"
กรณีของคุณ C เป็นตัวอย่างที่ดีในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อถูกฉ้อโกงในการซื้อขายออนไลน์ คุณ C ได้เก็บรวบรวม
- หลักฐานการโอนเงิน
- ประวัติการสนทนาทั้งหมด
- ภาพถ่ายหน้าจอการซื้อขาย
- ข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้กระทำผิด
- พยานบุคคลที่เคยถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน
การปรึกษาทนายความ
การฟ้องคดีอาญาต้องบรรยายการกระทำที่อ้างว่าผู้กระทำผิดได้กระทำทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบความผิด การปรึกษาทนายความจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกลั่นกรองข้อเท็จจริงและปรับบทกฎหมาย
ทนายความจะช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบความผิด วางแผนการดำเนินคดี และเตรียมคำฟ้องที่รัดกุม โดยเฉพาะในคดีที่มีความซับซ้อนหรือมีอัตราโทษสูง
การยื่นฟ้องต่อศาล
การยื่นฟ้องต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่กำหนดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 โดยต้องระบุ
- ชื่อศาลและวันเดือนปี
- คดีระหว่างใครเป็นโจทก์ใครเป็นจำเลย
- ฐานความผิดและบทมาตราที่ยกขึ้นปรับ
- ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด
การไต่สวนและสืบพยาน
ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลจะพิจารณาว่าคดีมีมูลหรือไม่ตามมาตรา 162 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะพิจารณาต่อไป
การสืบพยานในคดีอาญาต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามมาตรา 172 เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ
การฟังคำพิพากษา
เมื่อสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลจะนัดฟังคำพิพากษา โดยต้องพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงในคดี และวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ โดยปราศจากความสงสัยตามสมควร ตามหลัก "ฟังเป็นยุติ"
ระยะเวลาในการดำเนินคดี
การเข้าใจกรอบระยะเวลาในการดำเนินคดีอาญามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการดำเนินคดีและการบังคับใช้กฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ได้กำหนดอายุความในการฟ้องคดีอาญาไว้แตกต่างกันตามความร้ายแรงของความผิด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลา
จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา ผมพบว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการดำเนินคดี
- อายุความฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ได้กำหนดอายุความไว้ดังนี้
- ความผิดที่มีโทษประหารชีวิต 20 ปี
- ความผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 15 ปี
- ความผิดที่มีโทษจำคุก 7-15 ปี 10 ปี
- ความผิดที่มีโทษจำคุก 1-7 ปี 5 ปี
- ความผิดที่มีโทษจำคุกต่ำกว่า 1 ปี 1 ปี
- ความซับซ้อนของคดี คดีที่มีความซับซ้อนอาจใช้เวลาในการพิจารณายาวนานกว่าปกติ เช่น
- คดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
- คดีที่ต้องพึ่งพาพยานผู้เชี่ยวชาญ
- คดีที่มีประเด็นข้อกฎหมายซับซ้อน
- การใช้สิทธิในชั้นศาล กระบวนการใช้สิทธิต่างๆ ในชั้นศาลอาจส่งผลต่อระยะเวลา เช่น
- การยื่นคำร้องขอประกันตัว
- การคัดค้านพยานหลักฐาน
- การอุทธรณ์ฎีกา
สิทธิของผู้ฟ้องและจำเลย

ในระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การรับรองและคุ้มครองสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายถือเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญที่ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นธรรมและความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม
สิทธิของผู้ฟ้อง
ผู้เสียหายในคดีอาญาได้รับการรับรองสิทธิตามกฎหมายในหลายประการ ซึ่งมีรากฐานมาจากหลักการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา ดังนี้
- สิทธิในการดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ผู้เสียหายมีสิทธิ
- ดำเนินการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเอง
- เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
- ติดตามการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ
- สิทธิในการได้รับการเยียวยา
- สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1
- สิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา
- สิทธิในการคุ้มครองความปลอดภัย รัฐมีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองพยานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 โดยมาตรการคุ้มครองครอบคลุมถึง
- การจัดให้อยู่ในสถานที่ปลอดภัย
- การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- การได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควรในการดำรงชีพ
สิทธิของจำเลย
จำเลยในคดีอาญามีสิทธิพื้นฐานที่สำคัญตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (Fair Trial) ประกอบด้วย
- หลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)
- ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 การพิสูจน์ความผิดของจำเลยต้องปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (Beyond Reasonable Doubt)
- สิทธิในการต่อสู้คดี
- สิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการกระทำความผิด
- สิทธิที่จะมีทนายความ โดยในคดีที่มีอัตราโทษสูง รัฐมีหน้าที่จัดหาทนายความให้
- สิทธิในการนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบข้อต่อสู้
ข้อควรรู้ก่อนการฟ้องคดีอาญา

การฟ้องคดีอาญาเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง โดยต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมและหลักการพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เอกสารที่ต้องเตรียม
การเตรียมพยานหลักฐานที่สมบูรณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินคดีอาญา ตามหลักการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 และแนวคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง โดยพยานหลักฐานที่สำคัญประกอบด้วย
- เอกสารแสดงสถานะทางกฎหมาย
- เอกสารยืนยันตัวตนที่ออกโดยหน่วยงานราชการ
- เอกสารมอบอำนาจที่จัดทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด
- เอกสารรับรองนิติบุคคลที่เป็นปัจจุบัน (กรณีผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล)
- พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
- พยานเอกสารที่แสดงความเสียหายโดยตรง
- พยานแวดล้อมกรณีที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
- พยานวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
- บันทึกเหตุการณ์และพยานหลักฐานดิจิทัล
ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
- การตรวจสอบอายุความ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้แตกต่างกันตามความร้ายแรงของความผิด โดยศาลฎีกาได้วางหลักการนับอายุความไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 2890/2562
- เขตอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 การพิจารณาเขตอำนาจศาลต้องคำนึงถึง
- สถานที่เกิดเหตุแห่งการกระทำความผิด
- ภูมิลำเนาของจำเลย
- สถานที่จับกุมผู้กระทำความผิด
- การประเมินพยานหลักฐาน การวิเคราะห์พยานหลักฐานต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายลักษณะพยาน
- ความน่าเชื่อถือของพยานแต่ละประเภท
- ความเชื่อมโยงระหว่างพยานหลักฐาน
- น้ำหนักพยานตามหลักกฎหมาย
- การประเมินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
- ค่าธรรมเนียมศาลตามตาราง
- ค่าใช้จ่ายในการสืบพยาน
- ค่าทนายความตามความเหมาะสม
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการดำเนินคดี
คำถามที่พบบ่อย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและที่ปรึกษาประจำแพลตฟอร์ม Legardy พบว่ามีประเด็นคำถามสำคัญที่ผู้เสียหายมักสอบถามก่อนตัดสินใจดำเนินคดีอาญา ซึ่งสมควรได้รับการอธิบายโดยละเอียดตามหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาฎีกา
ค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดี
ประเด็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอาญาเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการเรียกค่าธรรมเนียมศาล พ.ศ. 2563 ได้กำหนดค่าใช้จ่ายหลักไว้ดังนี้
- ค่าธรรมเนียมศาลในคดีอาญา
- คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเอง ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับประเภทความผิดและอัตราโทษ
- คดีที่มีทุนทรัพย์ คิดตามอัตราทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง
- คดีไม่มีทุนทรัพย์ อัตราคงที่ตามที่กฎหมายกำหนด
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
- ค่าสืบพยาน ตามระเบียบราชการศาลยุติธรรม
- ค่าคัดสำเนาเอกสารและรับรองเอกสาร
- ค่าใช้จ่ายในการส่งหมายเรียกและหมายแจ้ง
หากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอจะทำอย่างไร?
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และ 227 ได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาไว้ โดยมีแนวทางดำเนินการดังนี้
- การแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
- การร้องขอหมายค้นจากศาล
- การขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม
- การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ
- การใช้พยานแวดล้อมกรณี ตามหลักคำพิพากษาฎีกาที่ 5689/2562 ศาลสามารถรับฟังพยานแวดล้อมกรณีประกอบการพิจารณาได้
คดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้มีอะไรบ้าง?
ประมวลกฎหมายอาญาได้แบ่งประเภทความผิดอาญาตามลักษณะการดำเนินคดีเป็น
- ความผิดอาญาแผ่นดิน
- ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ (มาตรา 107-135)
- ความผิดต่อชีวิต (มาตรา 288-294)
- ความผิดเกี่ยวกับเพศบางประการ (มาตรา 276-287)
- ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
- ความผิดอันยอมความได้
- ความผิดฐานหมิ่นประมาท (มาตรา 326)
- ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์บางกรณี
- ความผิดลหุโทษบางประการ
ทั้งนี้ หลักการพิจารณาว่าความผิดใดยอมความได้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง และคำนึงถึงหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


