
การขอคืนของกลางในคดีอาญา

เชื่อว่าหลายคนที่เคยถูกดำเนินคดีอาญามาก่อนต้องเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดทรัพย์สินไว้เป็นของกลางกันมาก่อนใช่ไหมครับ แล้วสงสัยกันไหมครับว่าของกลางที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้นั้นจะขอคืนได้หรือไม่ ขอได้ตอนไหน มีขั้นตอนอย่างไร ในบทความนี้มีคำตอบครับ
อำนาจในการยึดของกลางเกิดขึ้นตอนไหน?
อำนาจในการยึดของกลางนั้นกฎหมายได้วางหลักเอาไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หลายมาตราได้แก่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วางหลักไว้ว่า เจ้าพนักงานที่จับหรือรับมอบตัวผู้ต้องหามีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งของที่น่าจะให้เป็นพยานหลักฐานในการกระทำความผิด หรือ เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดของกลางนั้นไว้ได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ทั้งนี้ของกลางยังอาจถูกยึดจากการถูกหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 98 หรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 132 ครับ เช่น ในขณะเจ้าพนักงานจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด หากเจ้าพนักงานพบสิ่งของซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เจ้าพนักงานก็สามารถยึดสิ่งของนั้นไว้เป็นของกลางได้ เป็นต้น
เมื่อทรัพย์สินถูกยึดเป็นของกลางแล้ว เจ้าของทรัพย์สินจะขอคืนได้หรือไม่?

ในส่วนของคำถามว่าเจ้าของทรัพย์สินจะขอคืนของกลางได้หรือไม่นั้น สามารถแยกพิจารณาได้หลายสถานะการณ์แตกต่างกันออกไปดังนี้ครับ
1. การของคืนของกลางในระหว่างสอบสวน
เมื่อถูกยึดทรัพย์สินไว้เป็นของกลางแล้ว ช่วงระเวลาแรกที่เจ้าของทรัพย์สินจะขอคืนของกลางได้ คือ "การของคืนของกลางระหว่างสอบสวน" ไม่ว่าคดีนั้นจะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการก็ตาม เจ้าของทรัพย์สินก็สามารถขอคืนของกลางได้ "แต่เป็นเพียงการขอคืนชั่วคราว" ในระหว่างสอบสวนเท่านั้น ซึ่งหากต่อมาศาลมีคำสั่งให้ริบ เจ้าของทรัพย์สินก็ต้องส่งทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน และไปดำเนินการขอคืนของกลางภายหลังจากศาลพิพากษาแล้วต่อไป
1.1 การขอคืนของกลางระหว่างสอบสวนมีขั้นตอนอย่างไร ?
การขอคืนของกลางระหว่างสอบสวนนั้นเริ่มต้นโดยการ "ยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ" ตามกฎกระทรวงว่าด้วยวิธีการขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปดูและรักษาหรือใช้ประโยชน์ พ.ศ.2553 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85/1 หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งอนุญาตก็เป็นอันจบขั้นตอน
แต่หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่อนุญาต ผู้ขอต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นๆ ภายใน 30 วัน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งต่อไป โดยพนักงานสอบสวน พนักงายอัยการ หรือศาลจะเรียกหลักประกับสำหรับการคืนทรัพย์สินนั้นๆ หรือไม่ก็ได้ โดยคำสั่งศาลถือเป็นที่สุด
1.2 พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาลใช้หลักเกณฑ์อะไรถึงจะมีคำสั่งให้คืนของกลางระหว่างสอบสวน ?
การขอคืนของกลางในระหว่างสอบสวนนั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลที่อำนาจพิจารณาอนุญาตจะพิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85/1 ซึ่งกำหนดเอาไว้กว้างๆกล่าวคือ ต้องยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล ทรัพย์ที่ขอคืนต้องไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอยู่ในตัวเช่น ยาเสพติด และการคืนต้องไม่กระทบถึงการใช้ทรัพย์สินนั้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในภายหลัง ความร้ายแรงของการกระทำความผิด พฤติกรรมของผู้ต้องหา ความน่าเชื่อถือของหลักประกันฯ เป็นต้น
2. การขอคืนของกลางภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
การขอคืนของกลางภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้น ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาก่อนว่า ในคำพิพากษาของศาลในคดีนั้นๆ ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางไว้อย่างไร ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
2.1 ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่มีได้มีคำสั่งใดๆเกี่ยวกับของกลาง หรือศาลมีคำสั่งในคำพิพากษาให้คืน
ในกรณีนี้หากคดีถึงที่สุดแล้ว เจ้าของทรัพย์สินที่เป็นของกลางสามารถขอคืนของกลางจากเจ้าพนักงานผู้ครอบครองได้ เพราะการยึดของกลางนั้นเจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้ได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดเท่านั้น หากถึงที่สุดแล้วต้อนคืน เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เช่น สั่งริบ ดังนั้นหากศาลไม่ได้สั่งริบ หรือสั่งให้คืน เจ้าของทรัพย์สามารถขอคืนได้หากคดีถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85 วรรคสาม
2.2 ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบของกลาง
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า "ทรัพย์สินที่ศาลสามารถสั่งให้ริบได้" มีอะไรบ้าง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
2.2.1 ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดโดยสภาพ เช่น ยาเสพติด ปืนเถื่อนฯ ศาลมีอำนาจริบได้ โดยไม่สนใจว่าจำเลยจะถูกพิพากษาว่ามีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 และคำสั่งริบตามมาตรานี้ เป็นคำสั่งริบเด็ดขาดไม่สามารถขอคืนของกลางได้
ตัวอย่างตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2171/2554: เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า อาวุธปืนของกลางที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 (ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้) เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ริบเสียทั้งสิ้น
(อ่านเพิ่มเติม) ชนะคดีแล้วค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น จะได้คืนไหม?
สรุป: ของที่เป็นความผิดในตัว (อาวุธปืนเถื่อน) ต้องริบตามมาตรา 32 แม้จำเลยถึงแก่ความตาย

2.2.2 ทรัพย์ที่ไม่ได้มีไว้เป็นความผิดอยู่ในตัว แต่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาจากการกระทำความผิด เช่น มีดทำครัวที่จำเลยให้ทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น รถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อใช้ขนยาเสพติดฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 โดยคำสั่งริบตามมาตรานี้ หากเจ้าของทรัพย์ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการกระทำความผิด เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงสามารถขอคืนได้
ตัวอย่างตามคำพิพากษาฎีกาที่ 7326/2547: จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่สายลับ รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจึงเป็นยานพาหนะซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรงจึงต้องริบ
2.2.3 ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงาน เช่น เงินสินบนฯ หรือทรัพย์ที่ใช้จูงใจให้ผู้อื่นกระทำความผิด เช่น เงินจ้างวานฆ่าฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 34 โดยคำสั่งริบตามมาตรานี้ หากเจ้าของทรัพย์ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในการกระทำความผิด เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงสามารถขอคืนได้
2.3 การขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบทำอย่างไร ?
การขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น สามารถขอคืนได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 โดยต้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและจะขอคืนได้เฉพาะทรัพย์สินที่ถูกริบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 และ 34 ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น
2.4 หลักเกณฑ์ในการของคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบมีอะไรบ้าง ?
2.4.1 ผู้ขอคืนของกลางต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งการพิจารณาความเป็นเจ้าของที่แท้จริงนี้พิจารณาในขณะที่มีการยื่นคำร้องขอคืนของกลาง แม้ในขณะเกิดเหตุผู้ขอคืนของกลางจะไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงก็ตาม
ตัวอย่างตามคำพิพากษาฎีกาที่ 7630/2562 (ประชุมใหญ่): ผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนวันยื่นคำร้องขอคืนของกลางเป็นเจ้าของที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลาง โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อจากบริษัท อ. ต่อมา บริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์ของกลางให้แก่ผู้ร้องขณะยื่นคำร้องผู้ร้องจึงเป็นเจ้าทรัพย์ของกลาง
สรุป: ผู้เช่าซื้อที่ชำระครบ “ก่อนวันยื่นคำร้อง” ถือเป็นเจ้าของแท้จริง มีสิทธิตามมาตรา 36 (แม้วันเกิดเหตุยังมิใช่เจ้าของ)
2.4.2 ผู้ร้องต้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องถึงขนาดมีความผิดตามกฎหมาย เพียงแต่คาดหมายล่วงหน้าได้ว่าจะมีการนำทรัพย์นั้นไปกระความผิดก็ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดแล้ว เช่น บิดาปล่อยให้บุตรนำรถยนต์ไปใช้ได้ตลอดเวลา ถือว่าบิดารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดแล้ว จึงขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบในคดีที่บุตรนำรถไปกระทำความผิดไม่ได้
2.4.3 ต้องขอคืนภายใน 1 ปีนับศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะในการทำงานหรือในชีวิตประจำวันได้ต่อไปครับ หากยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถเข้าไปตั้งคำถามผ่านช่องทางที่แพลตฟอร์มเตรียมไว้ให้ หรือรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าปรึกษากับทนายความที่ไว้ใจก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นครับ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



