พินัยกรรมทำเองอย่างไรให้ถูกหลักกฎหมาย
พินัยกรรมคืออะไร ความหมายและความสำคัญ
พินัยกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาล่วงหน้าในเรื่องทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรม โดยการแสดงเจตนานี้จะมีผลต่อเมื่อผู้แสดงเจตนาเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646
ดังนั้นหากแสดงเจตนาโดยไม่ได้ระบุว่าให้มีผลต่อเมื่อตนเองเสียชีวิต ไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมดังเช่นตัวอย่างนี้ครับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 6628/2549
ผู้ตายเขียนบันทึกและลงลายมือชื่อไว้ มีข้อความว่า “บอกเอ๋ย(หมายถึงโจทก์) ให้ขยันทำงานบ้าง ไปไหนมาไหนให้กลับไวหน่อย อย่ากลับค่ำอย่างที่เคยทำ ได้แบ่งที่ดินให้เอ๋ยครึ่งหนึ่งเขาจะได้ไม่คัดค้าน” ข้อความในบันทึกดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีเจตนายกที่ดินของตนครึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วจึงไม่ใช่การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตาย ย่อมไม่มีผลเป็นพินัยกรรมตามมาตรา 1646
5 ประเภทของพินัยกรรมตามกฎหมายแบบไหนเหมาะกับคุณ
การทำพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดว่าเป็นนิติกรรมที่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหากพินัยกรรมฉบับใดทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 152 ไม่มีผลบังคับใช้ได้
โดยกฎหมายได้กำหนดแบบพินัยกรรมไว้ทั้งหมด 5 แบบด้วยกันดังนี้
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา
มีขั้นตอนและแบบฟอร์มดังนี้
1.1 ต้องทำเป็นหนังสือลงวันเดือนปีที่ทำ โดยจะเขียนด้วยลายมือหรือแบบพิมพ์ก็ได้
1.2 ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
1.3 พยานต้องลงลายมือรับรองในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อด้วย
2. พินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับ
มีวิธีและตัวอย่างดังนี้
2.1 พินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับต้องเขียนด้วยลายมือชื่อของผู้ทำทั้งฉบับ จะพิมพ์ไม่ได้
2.2 ผู้ทำลงชื่อและวันเดือนปีกำกับโดยต้องลายมือชื่อเท่านั้นไม่สามารถใช้การพิมพ์ลายนิ้วมือได้
2.3 พินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับไม่ต้องมีพยานลงชื่อกำกับ
ตัวอย่างพินัยกรรมแบบทำเอง นาย A ต้องการทำพินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับ นาย A ต้องเขียนพินัยกรรมด้วยตนเองขึ้นทั้งฉบับ ลงวันเดือนปีที่ทำ และลงลายมือชื่อของตนเอง โดยจะใช้วิธีลงชื่อโดยการพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ โดยไม่ต้องมีพยาน และจะใช้แบบฟอร์มพินัยกรรมไม่ได้
3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
มีวิธีดำเนินการดังนี้
3.1 ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความต่อนายอำเภอต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
3.2 นายอำเภอจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งและอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง โดยขั้นตอนตาม
ข้อ 3.1 และ 3.2 นี้เราอาจจะร่างข้อกำหนดในพินัยกรรมไปแจ้งต่อนายอำเภอเลยก็ได้
3.3 หากผู้ทำพินัยกรรมเห็นว่าข้อความที่นายอำเภอจดไว้ถูกต้องแล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงชื่อ
3.4 นายอำเภอลงลายมือชื่อ ลงวันเดือนปีที่ทำ และระบุด้วยตนได้ทำตามขั้นตอน 3.1 – 3.2 และประทับตราประจำตำแหน่ง พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเป็นอันสมบูรณ์
4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
มีเงื่อนไขและข้อกำหนดดังนี้
4.1 ผู้ทำต้องทำพินัยกรรมและลงลายมือชื่อในพินัยกรรมโดยไม่จำเป็นต้องลงชื่อต่อหน้าพยาน
4.2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรม และลงลายมือชื่อของผู้ทำคาบลอยผนึกนั้น
4.3 ผู้ทำต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกแล้วไปแสดงต่อนายอำเภอต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และแจ้งว่า พินัยกรรมดังกล่าวเป็นของตนเอง หากพินัยกรรมดังกล่าวผู้ทำไม่ได้เป็นผู้เขียนเองทั้งหมดผู้ทำต้องแจ้ง ชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนพินัยกรรมไว้ด้วย
4.4 นายอำเภอจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้ง ลงวันเดือนปี ประทับตราตำแหน่ง แล้วให้นายอำเภอ ผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองพินัยกรรมนั้น
5.พินัยกรรมด้วยวาจา
มีข้อจำกัดว่าจะทำได้ต่อเมื่อมีกรณีฉุกเฉิน ดังนี้
5.1 ต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจทำพินัยกรรมในแบบอื่น ตามที่กฎหมายกำหนดได้ เช่น เกิดโรคระบาด สงคราม
5.2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องแจ้งข้อความต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
5.3 พยานทั้งสองคนต้องดำเนินการไปแจ้งข้อกำหนดในพินัยกรรมต่อนายอำเภอโดยไม่ชักช้า และต้องแจ้ง วัน เวลา สถานที่ทำพินัยกรรมด้วยวาจา และแจ้งพฤติการณ์พิเศษไว้ด้วย
5.4 นายอำเภอจดข้อความที่แจ้งและให้พยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อไว้ พยานในพินัยกรรมต้องมีกี่คน เงื่อนไขและข้อควรรู้ พยานพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดว่าต้องมี 2 คนเป็นอย่างน้อย เว้นแต่เป็นการทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 ไม่จำเป็นต้องมีพยาน
พยานในพินัยกรรม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1670 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นพยานในพินัยกรรมดังนี้
1. ต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
2. ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ
3. ต้องไม่เป็นบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง และสิ่งที่สำคัญที่ต้องไม่ลืมเลยคือ ผู้ที่ลงชื่อเป็นพยานหรือผู้เขียนพินัยกรรมรวมถึงคู่สมรสของผู้เขียนและพยาน จะเป็นผู้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1653
ขั้นตอนการลงชื่อและลงวันที่ในพินัยกรรมให้ถูกต้อง
1. การลงชื่อในฐานผู้ทำพินัยกรรม
การลงชื่อในฐานะผู้ทำพินัยกรรมนั้นต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดโดยจะใช้วิธีลงชื่อแบบธรรมดาหรือลงชื่อโดยวิธีการพิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีผู้ลงชื่อรับรองลายนิ้วมืออย่างน้อย 2 คนก็ได้ เว้นแต่เป็นการทำพินัยกรรมแบบทำเองทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1657 จะใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ หรือการทำพินัยกรรมด้วยวาจาไม่จำเป็นต้องลงชื่อ
2. การลงชื่อในฐานะพยาน
- การลงชื่อในฐานะพยาน หลักที่สำคัญคือพยานต้องเห็นผู้ทำพินัยกรรมขณะลงชื่อในพินัยกรรม
- ต้องพิจารณาว่าพินัยกรรมที่ทำนั้นเป็นพินัยกรรมแบบไหน มีวิธีการลงชื่อในพินัยกรรมอย่างไร เช่น พินัยกรรมแบบธรรมดาพยานต้องลงลายมือชื่อพร้อมกันจะแยกกันมาลงชื่อไม่ได้ แต่พินัยกรรมแบบ เอกสารฝ่ายเมืองไม่ได้บังคับว่าพยานจะต้องลงชื่อพร้อมกันเพียงแต่ลงให้ครบสองคนก็เพียงพอแล้ว
- ผู้ลงชื่อเป็นพยานั้นจะใช้วิธีการลงชื่อโดยการพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ เว้นแต่เป็นพินัยกรรมแบบวาจาพยาน สามารถลงชื่อโดยการพิมพ์ลายนิ้วมือได้แต่ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายนิ้วมืออย่างน้อย 2 คน
3. การลงวันที่ในพินัยกรรม
การลงวันที่ในพินัยกรรมกฎหมายไม่ได้กำหนดวิธีการไว้เฉพาะเพียงแต่ลงให้เข้าใจได้ว่าพินัยกรรมทำขั้นวันไหนก็เพียงพอแล้ว
ข้อควรระวังในการทำพินัยกรรม ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
1. ทำพินัยกรรมไม่ถูกต้องตามแบบ
ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในพินัยกรรมที่ผู้ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการทำพินัยกรรมอย่างเพียงพอ ส่งผลให้พินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะไม่สามารถใช้บังคับได้
2. ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินของบุคคลอื่น
ส่วนใหญ่มักเกิดในการทำพินัยกรรมที่ผู้ทำมีคู่สมรส เลยอาจเข้าใจว่าทรัพย์สินที่เป็นชื่อของตนเองแล้วจะมีอำนาจทำพินัยกรรมยกให้ทายาทได้ทั้ง แต่ความเป็นจริงแล้วการทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น ผู้ทำมีอำนาจทำพินัยกรรมเฉพาะครึ่งหนึ่งของสินสมรสเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1481
3. ผู้รับพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานหรือผู้เขียนพินัยกรรม
มีผลให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1653 , 1705
4. ผู้ทำพินัยกรรมใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน
แปลความได้หลายแบบทำให้เกิดการโต้เถียงกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม
พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ สาเหตุและผลทางกฎหมาย
1. ผู้ทำพินัยกรรมอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1703
2. ผู้ทำพินัยกรรมถูกศาลสั่งให้บุคคลไร้ความสามารถแล้วในเวลาที่ทำพินัยกรรม พินัยกรรมโมฆะ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704
3. ผู้ทำพินัยกรรมเป็นบุคคลวิกลจริตถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้ทำจริตวิกลขณะทำพินัยกรรม ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704
4. ผู้ทำพินัยกรรมมีผู้ปกครองตามคำสั่งศาลผู้ทำพินัยกรรมจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้ปกครองโดยยังไม่ได้แถลงการจัดการทรัพย์สินต่อศาล ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1652
5. ผู้รับพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานหรือผู้เขียนในพินัยกรรม ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653
6. พินัยกรรมที่ไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656, 1657, 1658, 1660, 1661, 1663, 1705
7. พินัยกรรมที่มีกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้รับโอนทรัพย์ตามพินัยกรรม แต่ไม่ได้ตั้งผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมกรณีผู้รับพินัยกรรมฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามโอน เฉพาะข้อกำหนดห้ามโอนตกเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706
การเพิกถอนและแก้ไขพินัยกรรม
ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมหรือแก้ไขพินัยกรรมเมื่อใดก็ได้
โดยวิธีการเพิกถอนสามารถแบ่งได้ดังนี้
1. เพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังโดยพินัยกรรมฉบับต้องทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดด้วย
2. ผู้ทำพินัยกรรมโอนทรัพย์ตามที่ระบุในพินัยกรรมไปโดนสมบูรณ์ หรือทำรายทรัพย์ตามพินัยกรรมโดยตั้งใจ
3. ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมหลายฉบับ และพินัยกรรมนั้นขัดกันให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนถูกเพิกถอนและแก้ไขโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะส่วนที่ขัดกันนั้น
การเปิดพินัยกรรมและการดำเนินการ
ในเรื่องของการเปิดพินัยกรรมกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเปิดเวลาใด เว้นแต่เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือเอกสารลับซึ่งต้องเก็บรักษาไว้กับที่ทำการอำเภอ นายอำเภอจะเปิดเผยพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อบุคคลอื่นก่อนผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิตไม่ได้
ส่วนวิธีการเปิดพินัยกรรมในทางปฏิบัติควรเปิดพินัยกรรมต่อหน้าทายาททุกคนเพื่อจะได้ไม่เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในภายหลัง
ผู้จัดการมรดก การตั้งและหน้าที่ ผู้จัดการมรดก
คือ บุคคลที่มีหน้าที่ดำเนินการจัดการมรดกของผู้ตายให้เป็นไปตามพินัยกรรมหรือตามที่กฎหมายกำหนดจะแบ่งมรดกตามแต่ใจของผู้จัดการมรดกเองไม่ได้
โดยผู้ที่จะมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกนี้ ต้องเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายด้วย
หากผู้จัดการมรดกไม่ทำหน้าที่หรือจัดการมรดกไปในทางเสียหายก็มีความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งและความรับผิดทางอาญาและทายาทก็สามารถขอให้ถอนผู้จัดการมรดกคนนั้นและตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ได้
คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเอกสารและค่าธรรมเนียม
เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้นได้ ใบมรณะบัตรของเจ้ามรดก,ทะเบียนบ้านของผู้ตาย ,หนังสือให้ความยินยอมของทายาท, บัญชีทรัพย์สิน และเอกสารอื่นๆ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป
โดยต้องมีการสอบข้อเท็จจริงประกอบในการเรียกเอกสารโดยทนายความเสียก่อน
ส่วนของค่าใช้จ่ายโดยประมาณประกอบด้วย
- ค่าธรรมเนียมคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก 200 บาท
- ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท
- ค่านำหมายแล้วแต่ท้องที่ ทั้งค่าใช้จ่ายจะเป็นเพียงการประมาณไม่เท่ากันทุกศาลขึ้นอยู่กับนโยบายของศาลนั้นๆ
ทายาทโดยธรรม VS ทายาทผู้รับพินัยกรรม
ทายาทโดยธรรม หมายถึงทายาทผู้สิทธิรับมรดกของผู้ตายตามลำดับที่กฎหมายกำหนดกรณีผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และ 1635 มีทั้งหมด 6 +1 ลำดับได้แก่
- ผู้สืบสันดาน ได้แก่ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรอง
- บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย
- พี่น้องร่วมบิดามารดา
- พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดา
- ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลุง ป้า น้า อา
- คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
ทายาทผู้รับพินัยกรรม หมายถือ ผู้ซึ่งพินัยกรรมระบุให้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมโดยทายาทผู้รับพินัยกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันทางสายเลือดกับเจ้ามรดก
การแบ่งมรดกและทรัพย์มรดก
ทรัพย์มรดก หมายถึง ทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีอยู่ก่อนหรือขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึง สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดของเจ้ามรดกด้วย
โดยการแบ่งทรัพย์มรดกนี้เราต้องแบ่งตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
- แยกสินสมรสออกจากกองมรดก
- แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมหากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้
- แบ่งทรัพย์มรดกที่เหลือจากการแบ่งตามพินัยกรรมให้แก่ทายาทโดยธรรมโดยเริ่มจากการแบ่งให้คู่สมรส ก่อน จึงค่อยไปแบ่งให้กับทายาทลำดับอื่นๆ
การรับมรดกและการปฏิเสธมรดก
ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกสามารถสละสิทธิในการรับมรดกของตนเองได้ โดยการสละไม่รับมรดกนี้กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ 2 ลักษณะได้แก่
1. ทายาทโดยธรรมสละมรดก
กรณีทายาทโดยธรรมสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทที่สละมรดกนั้นสืบมรดก และมีสิทธิได้รับมรดกเฉพาะในส่วนที่ผู้สละมรดกมรสิทธิจะได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1615
2. ทายาทผู้รับพินัยกรรมสละมรดก
กรณีทายาทผู้รับพินัยกรรมสละมรดก หากได้สละมรดกแล้วผู้สืบสันดานของทายาทผู้รับพินัยกรรมไม่มีสิทธิที่จะสืบมรดกต่อไปได้ แต่หากทายาทผู้รับพินัยกรรมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมด้วย ทายาทผู้รับพินัยกรรมที่สละมรดกตามพินัยกรรมยังคงมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1617
หนี้มรดกและความรับผิดชอบ
ตามที่เคยได้กล่าวมาแล้วทรัพย์มรดก หมายความรวมถึง หน้าที่ ความรับผิดของผู้ตายด้วย ทรัพย์มรดกจึงหมายความรวมถึงหนี้สินของผู้ตายด้วย โดยทายาทของผู้ต้องต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายไม่เกินทรัพย์มรดกที่รับมา ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 1600
เช่น ผู้ตายมีหนี้ 500,000 บาท แต่มีมรดกเพียง 300,000 บาท ทายาทก็ไม่ต้องรับผิดเกินกว่า 300,000 ที่รับมรดกมานั่นเอง
สินสมรสกับมรดก ความแตกต่างและข้อกำหนด
สินสมรส คือทรัพย์สินที่ได้มาขณะสมรสตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ซึ่งสินสมรสนี้คู่สมรสแต่ละฝ่ายต่างมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง กล่าวคือหากเป็นสินสมรสแล้วถ้าคู่สมรสฝ่ายใดเสียชีวิต ทรัพย์มรดกจะตกเป็นกองมรดกของผู้ตายเพียงครึ่งเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตกเป็นของคู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตนั่นเอง
เช่น A กับ B เป็นคู่สมรสกันขณะสมรสได้ซื้อบ้าน 1 หลังราคา 400,000 บาท หากต่อมา A เสียชีวิตบ้านที่เป็นสินสมรสย่อมตกเป็นกองมรดกเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตกเป็นของ B เป็นต้น
ในท้ายที่สุดนี้
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ สุดท้ายนี้หากยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็ควรจะรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าปรึกษาผู้ที่มีความรู้เพื่อที่จะได้มีการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและตอบคำถามได้อย่างตรงประเด็นครับ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


