ดอกเบี้ยนอกระบบ–สัญญากู้เงิน อัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดและวิธีฟ้องเรียกหนี้
สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมสองฝ่ายที่คู่สัญญาแสดงเจตนาตรงกันว่าจะกู้ยืมเงินจำนวนใดและตกลงว่าจะคิดดอกเบี้ยหรือไม่ โดยเมื่อมีการส่งมอบเงินตามสัญญาแล้ว สัญญากู้ยืมเงินจึงจะถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ข้อสัญญาที่ทำขึ้นต้องไม่ขัดกับกฎหมาย เช่น ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้
ส่วนหนี้นอกระบบ หรือ ดอกเบี้ยนอกระบบนั้น หมายถึงการกู้ยืมเงินนอกระบบการเงินที่ควบคุมโดยรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมักมีดอกเบี้ยสูงผิดปกติ วิธีทวงหนี้ที่รุนแรง หรือไม่มีหลักประกันที่เหมาะสม
การกู้ยืมนอกระบบจะไม่ผิดกฎหมายโดยทันที แต่เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไป หากกู้เงินมากกว่า 2,000 บาท จะต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจึงจะฟ้องต่อศาลได้
หากไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีข้อความยืนยันการกู้ยืม เช่น การสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE หรือสลิปโอนเงิน สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องคดีได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการนี้ เมื่อเกิดการผิดสัญญา เช่น ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ถือเป็นเรื่องแพ่งที่ผู้กู้มีหน้าที่ชำระหนี้และเจ้าหนี้สามารถฟ้องเรียกหนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จำกัดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ที่ร้อยละ 15 ต่อปี หรือเทียบเท่า 1.25% ต่อเดือน ตาม มาตรา 654 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี
สำหรับกรณีที่คู่สัญญาตกลงคิดดอกเบี้ยแต่ไม่ระบุอัตราไว้
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2564 กำหนดให้ใช้ อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ทั้งนี้แม้กฎหมายจะกำหนดอัตราสูงสุดไว้ 15% ต่อปี แต่สามารถเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าได้
การคิดดอกเบี้ยน้อยกว่ากฎหมายหรือยกเว้นดอกเบี้ย ตามที่ตกลงกันถือเป็นสิทธิของลูกหนี้
ยกเว้น กรณีที่ตกลงกันว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยแล้วไม่กำหนดอัตราไว้ ก็ให้ยึดตามอัตรา 3% ต่อปี
หากผู้ให้กู้ฝ่าฝืนและเรียกดอกเบี้ยเกินจากอัตราดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ถือว่าเงื่อนไขดอกเบี้ยนั้นเป็นโมฆะทั้งหมด ไม่เพียงแต่เฉพาะส่วนที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
ผู้ให้กู้ที่คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีมีความผิด
โดยจะมีความผิดอาญาอันยอมความไม่ได้และต้องรับโทษตามกฎหมาย
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติฯ พ.ศ. 2475 เดิมที่มีโทษต่ำกว่าแล้ว ทำให้บทลงโทษเทียบเท่าโทษการเรียกดอกเบี้ยสูงสุดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
ดังนั้นข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายจึงขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาคือการจัดการกับเงินที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้วในฐานะดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมาย
ศาลเคยมองว่าการที่ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตราไปนั้น "เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย" ดังนั้น ลูกหนี้จึงไม่สามารถเรียกเงินส่วนที่ชำระเกินไปคืนหรือนำไปหักลบกับเงินต้นได้
ต่อมาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานใหม่อันเป็นการคุ้มครองลูกหนี้
โดยวินิจฉัยว่า การชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตรานั้นไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่เกิดจากฐานะเสียเปรียบของลูกหนี้ ดังนั้น เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ เงินใดที่ลูกหนี้ชำระไปโดยตั้งใจให้เป็นดอกเบี้ย จะต้องถูกนำไปหักออกจากเงินต้นที่ค้างชำระทั้งหมด ปรากฏตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2131/2560
หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เงินต้น เจ้าหนี้เพียงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กฎหมายกำหนด คือร้อยละ 5 ต่อปี ตามมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ นับแต่วันที่ผิดนัดหรือนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปได้
หากลูกหนี้ไม่ชำระเงินกู้ตามสัญญา
เจ้าหนี้สามารถฟ้องคดีแพ่งเรียกชำระได้ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีอาญา
เนื่องจากการกู้เงินแล้วไม่คืน เป็นการผิดสัญญาแพ่ง แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันหนี้ เช่น สัญญากู้ยืมเงินหรือใบรับเงินที่มีลายมือชื่อผู้กู้ตามกฎหมาย
เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 กำหนดให้การกู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปต้องมีสัญญาเป็นหนังสือจึงจะฟ้องได้ หรือมีหนังสือชี้แจง การโอน หรือข้อความยืนยันทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ใช้เป็นหลักฐานฟ้องคดีแทนได้
ในการฟ้องแพ่ง สำหรับเจ้าหนี้
ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็นหนี้และได้ชำระแล้วเท่าใด
โดยศาลจะพิจารณาจำเลยให้ชำระเฉพาะต้นเงินและดอกเบี้ยในส่วนที่ถูกกฎหมายกำหนด ไม่เกิน 15% ต่อปีเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายถือเป็นโมฆะ แม้ลูกหนี้จะยอมรับก็ตาม
หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้ชำระ จะออกคำสั่งบังคับคดีให้ชำระตามคำพิพากษาต่อไป
สำหรับลูกหนี้ที่ถูกฟ้อง
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ห้ามเพิกเฉยต่อหมายศาล
เนื่องจากการไม่ไปศาลตามนัดจะทำให้ลูกหนี้เสียสิทธิในการต่อสู้คดี และศาลอาจพิพากษาให้แพ้คดีโดยขาดนัด
ลูกหนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดี โดยยกประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นโมฆะ และนำหลักฐานการชำระเงินทั้งหมดที่เคยจ่ายไปมาแสดงต่อศาลเพื่อขอให้ศาลนำไปหักลบกับเงินต้น
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วางหลักเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 567/2536 ผู้ฟ้องเรียกดอกเบี้ย 19.5% ต่อปีเกินกฎหมายกำหนด จึงวินิจฉัยว่าเงื่อนไขดอกเบี้ยนั้นตกเป็นโมฆะ ผู้ฟ้องไม่มีสิทธิเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยตามสัญญา เช่นเดียวกับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5781/2533 ให้จำเลยชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น 10,000 บาท ส่วนดอกเบี้ย 23,000 บาทที่คิดเกินกฎหมาย 5% ต่อเดือน เป็นโมฆะแม้จำเลยจะยอมรับไว้ก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1452/2511 ดอกเบี้ยที่เกินอัตราตกเป็นโมฆะทั้งหมด ไม่ใช่โมฆะเฉพาะส่วนที่เกิน
ส่งท้าย
อนึ่ง ศาลให้ความสำคัญกับหลักความชอบด้วยกฎหมายของอัตราดอกเบี้ยและเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองลูกหนี้ดอกเบี้ยสูง
ลูกหนี้อาจแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในข้อหาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 คดีอาญานี้จะเปลี่ยนสถานะของเจ้าหนี้จากโจทก์ในคดีแพ่งให้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งอาจถูกจำคุกและเสียค่าปรับ
เจ้าหนี้ต้องเผชิญกับคดีอาญาซึ่งมีโทษร้ายแรงกว่าข้อพิพาททางแพ่งอย่างมาก สร้างแรงกดดันให้เจ้าหนี้ยอมเจรจาประนีประนอมในคดีแพ่ง เช่น ยอมลดหนี้เงินต้นที่เหลืออยู่หรือถอนฟ้องคดีแพ่งไป
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



