
สัญญากู้ดอกโหด – เจ้าหนี้ข่มขู่คุกคาม: ผิดตามกฎหมายใดบ้าง
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่าครัวเรือนไทยกว่า 95.1% มีภาระหนี้สิน โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 740,596.94 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
ตัวเลขสะท้อนถึงความกดดันทางการเงินที่ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและสภาพคล่องทางการเงินที่จำกัด ผู้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ง่ายและรวดเร็ว
แม้ว่ากฎหมายจะเปิดช่องให้บุคคลทั่วไปสามารถให้กู้ยืมเงินและคิดดอกเบี้ยได้ แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด
ปัญหาคือ เงินกู้นอกระบบเหล่านี้ มักมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่ขูดรีดและวิธีการทวงหนี้ที่ละเมิดกฎหมาย
บทความนี้เขียนขึ้นเป็นคู่มือทางกฎหมายสำหรับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ผ่านการวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย และเน้นย้ำถึงผลกระทบที่รุนแรงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถนำความรู้ไปใช้และดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
1. คนเป็นหนี้ต้องรู้: กรอบอัตราดอกเบี้ย

มาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายได้กำหนดเพดานให้เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยกันได้เพียง 15% ต่อปี หรือ ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน เท่านั้น
หากเรียกเกินอัตรานี้จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ "ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย" และตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อยกเว้นสำหรับสถาบันการเงินและโรงรับจำนำ
สำหรับสถาบันการเงินและโรงรับจำนำ ไม่อยู่ในข้อบังคับ ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี นี่เป็นข้อยกเว้นที่สำคัญที่ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ควรทราบ
มาตรา 4 (1) พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
กำหนดให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
ดังนั้น การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 654 แต่ต้องห้ามตามกฎหมายพิเศษคือ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% ของต้นเงินต่อปีจึง “ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย” ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เจ้าหนี้รายใดฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษทางอาญามีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำปรึกษาจริงพร้อมคำตอบจากทนายความเรื่อง "ดอกเบี้ยเงินกู้"
Q: ต้องการทำสัญญาเงินกู้ยืมที่ยืมมาตั้งแต่ปี 2019 โดยคิดดอกเบี้ยย้อนหลัง
2. ผลทางกฎหมายของข้อตกลงดอกเบี้ยที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

สัญญากู้ที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นโมฆะ แต่โมฆะเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยเท่านั้น
เป็นไปตามหลักโมฆะแยกส่วน (severability) ในมาตรา 173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สัญญากู้ในส่วนต้นเงินไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด และเจ้าหนี้ยังคงสามารถฟ้องเรียกร้องกันได้ตามกฎหมาย
โดยเจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 (ตามกฎหมายฉบับปัจจุบัน) คิดตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา ดังนั้น เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิทางกฎหมายในการเรียกคืนเงินต้นและดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กฎหมายกำหนด
แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5056/2562
ข้อตกลงที่คิดดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนดจะตกเป็นโมฆะไป หากลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยอัตราที่ฝ่าฝืนกฎหมายไปเท่าใด แม้ลูกหนี้จะเรียกเงินนั้นคืนไม่ได้ แต่เจ้าหนี้ก็ต้องเอาไปหักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้ด้วยจึงจะเป็นธรรม
กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย หากลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยอัตราที่ฝ่าฝืนกฎหมายไปเท่าใด แม้ลูกหนี้จะเรียกเงินนั้นคืนไม่ได้ แต่เจ้าหนี้ก็ต้องเอาไปหักชำระออกจากต้นเงินให้แก่ลูกหนี้ด้วยจึงจะเป็นธรรม นี่เป็นหลักการสำคัญที่ปกป้องลูกหนี้ไม่ให้เสียประโยชน์โดยสิ้นเชิง
3. ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย

กรอบกติกาการทวงหนี้ ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ถูกตราขึ้นเพื่อกำหนดกติกาการทวงหนี้ให้เป็นไปอย่างมีอารยะ ป้องกันการข่มขู่ คุกคาม หรือการกระทำใดๆ ที่ละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้
คำนิยามที่สำคัญ
‘ผู้ทวงถามหนี้’ หมายถึง เจ้าหนี้ ทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยกาคุ้มครองผู้บริโภค รวมไปถึงผู้จัดให้มีการเล่นพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน
และเจ้าหนี้อื่นที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวมถึงผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ด้วย
‘ลูกหนี้’ ได้แก่ บุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย
‘ธุรกิจทวงถามหนี้’ หมายถึง การรับจ้างทวงหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติธุระ แต่ไม่รวมถึงการทวงถามหนี้ของทนายความซึ่งกระทำแทนลูกความของตน
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทวงหนี้แบบไม่ผิดกฎหมาย! อัพเดทล่าสุด 2568
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในการทวงหนี้ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องทราบ

1. ห้ามทวงหนี้กับบุคคลอื่นที่มิใช่ลูกหนี้ (มาตรา 8)
เมื่อเจ้าหนี้หรือผู้ทวงถามหนี้ประสงค์จะติดต่อกับลูกหนี้ กฎหมายห้ามมิให้ติดต่อกับบุคลอื่นที่มิใช่ลูกหนี้ เว้นแต่ลูกหนี้จะระบุบุคคลภายนอกผู้นั้นให้เจ้าหนี้สามารถติดต่อได้เพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้
โดยกฎหมายยังห้ามเจ้าหนี้แจ้งความเป็นหนี้ของลูกหนี้แก่บุคลอื่น เว้นแต่บุคคลอื่นนั้นเป็นบุคคลใกล้ชิดของลูกหนี้ เช่น สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดารของลูกหนี้
แต่อย่างไรก็ดีที่กล่าวไปข้างต้นนั้นไม่ใช่กฎหมายบังคับเด็ดขาดกับทุกกรณี เพราะหากบุคคลผู้ที่เจ้าหนี้ได้ติดต่อไปนั้น เป็นคนอื่นที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับลูกหนี้ แล้วบุคคลนั้นสอบถามเจ้าหนี้หรือผู้ทวงหนี้ถึงสาเหตุการติดต่อมา เจ้าหนี้ก็สามารถบอกข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ได้เท่าที่จำเป็นและตามความเหมาะสม
การโทรศัพท์ไปยังที่ทำงานของลูกหนี้และเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ให้เพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายทราบ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
2. ทวงหนี้ได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้งในเวลาที่กำหนด
วันทำการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. | วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด เวลา 08.00-18.00 น.
ซึ่งโดยหลักเป็นไปตามมาตรา 9 (4) และ(3) แต่สำหรับลูกหนี้ที่มีลักษณะอาชีพหรือการทำงานที่ผู้ทวงถามหนี้ไม่อาจติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ในเวลาปกติได้ เช่น ลูกหนี้อาจประกอบอาชีพที่ไม่มีระยะเวลาการทำงานที่แน่นอน และผู้ทวงถามหนี้ก็พยายามติดต่อตามสมควรแล้วแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ให้ผู้ทวงถามหนี้สามารถติดต่อทวงถามหนี้ในวันหยุดเวลา 08.00-20.00 น. ได้
แบบใดถือว่านับเป็นการทวงหนี้วันละ 1 ครั้ง
- นับเป็น 1 ครั้ง: ส่งข้อความทางแชท ลูกหนี้เปิดอ่าน หรือโทรศัพท์ไปแล้วลูกหนี้รับสาย (แม้จะยังไม่ทันได้พูดเรื่องหนี้ก็ตาม)
- นับเป็น 1 ครั้ง: โทรศัพท์ทวงหนี้ ลูกหนี้ไม่รับสาย จึงโทรหาสามีของลูกหนี้ และสามีรับสาย ถือว่าเป็นการทวงหนี้ครบ 1 ครั้งแล้วในวันนั้น
- ไม่นับเป็น 1 ครั้ง: ส่งข้อความทางแชท ลูกหนี้ไม่เปิดอ่าน หรือโทรศัพท์ทวงหนี้ ลูกหนี้ไม่รับสาย
3. ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ต่อร่างกาย ชื่อเสียง ทรัพย์สิน มาตรา 11 (1)
4. ห้ามใช้วาจาดูหมิ่น เหยียดหยาม มาตรา 11 (2)
5. ห้ามทวงหนี้กับบุคคลอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับการทวงหนี้
เว้นแต่เป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ เช่น บุตร บุตรบุญธรรม หลาน เหลน ลื้อ และบุคคลอื่นที่ลูกหนี้ระบุไว้ให้ติดต่อไปได้ มาตรา 11 (3) ประกอบมาตรา 8 (2)
6. ห้ามประจานลูกหนี้
ห้ามเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ โดยส่งเอกสารทวงหนี้แบบเปิดผนึกเพื่อสื่อว่าทวงหนี้ให้ปรากฏบนซองจดหมาย หนังสือ หรือในสิ่งอื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม มาตรา 11(4)
7. ห้ามส่งเอกสารโดยแอบอ้างเป็นศาลหรือหน่วยงานรัฐ มาตรา 12 (1)
8. ห้ามแอบอ้างเป็นสำนักกฎหมายหรือทนายความ มาตรา 12 (2)
9. ห้ามทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือยึดหรืออายัดทรัพย์สิน มาตรา 12 (3)
10. ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อ หรือแสดงตนให้เชื่อว่าเป็นการดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต หรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต มาตรา 12 (4)
11. ห้ามกระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม
โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใดๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด หรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ มาตรา 13
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย

ท่านธนพร หมื่นวิเศษฤทธิ์ รองอัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและบังคับคดี ได้ให้ทัศนะที่สะท้อนภาพความเป็นจริงของปัญหาหนี้นอกระบบและการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจ
จากประสบการณ์ ท่านรองอัยการจังหวัดธนพรสังเกตว่า
คดีพิพาทเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบเป็นปัญหาที่พบเจออยู่เสมอโดยกว่า 90% ของผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษามักเกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ และรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 20 ต่อวัน หรือร้อยละ 7,300 ต่อปี
นอกจากนี้พฤติกรรมของเจ้าหนี้มักก้าวร้าวและเข้าข่ายการคุกคามอย่างชัดเจน เช่น การปาบิลทวงหนี้ใส่หน้าลูกหนี้ การชูนิ้วกลาง หรือการใช้วาจาดูหมิ่นอย่างรุนแรง เช่น "อีแก่" หรือ "ระวังจะไม่ตายดี"
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้ต้องเผชิญกับข้อหาทางกฎหมายหลายกระทงพร้อมกัน ซึ่งท่านรองอัยการจังหวัดได้ชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:
- พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
- พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 (มาตรา 11, 39 และ 41)
- ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 91 และ มาตรา 393 ว่าด้วยการดูหมิ่นซึ่งหน้า)
มุมมองของท่านรองอัยการจังหวัดได้เผยให้เห็นว่า การปล่อยกู้ที่ผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างวงจรการละเมิดกฎหมายที่ซับซ้อนได้อย่างไร
ตั้งแต่สัญญาเริ่มต้นที่ผิดกฎหมาย (พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยฯ), ไปจนถึงวิธีการทวงหนี้ที่รุนแรง (พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ฯ), และท้ายที่สุดคือการใช้คำพูดดูหมิ่นซึ่งหน้าซึ่งถือเป็นความผิดอาญาอีกกรรมหนึ่ง (ประมวลกฎหมายอาญา)
ท่านรองอัยการจังหวัดธนพรได้ให้ข้อคิดที่สำคัญแก่เจ้าหนี้ว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะนอกจากจะมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราแล้ว ยังต้องรับโทษจากการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ไม่เกิน 1 ปี ไปจนถึงไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทไปจนถึงห้าแสนบาท
ความเสี่ยงทางกฎหมายและบทลงโทษที่รุนแรงนั้นมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์จากดอกเบี้ยโหดที่อาจจะได้รับอย่างเทียบกันไม่ได้
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนี้ เราจะมาสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับทั้งสองฝ่ายต่อไป
คู่มือภาคปฏิบัติ: สำหรับลูกหนี้และเจ้าหนี้

การมีความรู้ทางกฎหมายเป็นเพียงก้าวแรก สิ่งสำคัญคือการนำความรู้นั้นมาปรับใช้เพื่อปกป้องสิทธิและดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
สำหรับลูกหนี้:
- คำนวนว่าอัตราดอกเบี้ยที่ท่านชำระนั้นสูงกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่
- รวบรวมหลักฐานและดำเนินการ
หากพบว่าถูกคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและ/หรือถูกทวงหนี้โดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. รวบรวมพยานหลักฐาน
เช่น สลิปโอนเงินที่เป็นหลักฐานในการชำระหนี้แต่ละงวด ข้อความ หรือบทสนทนาผ่านทางไลน์ หรือเฟสบุ๊คที่มีข้อความในลักษณะที่ระบุจำนวนเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย และตัวตนของเจ้าหนี้ได้
2. แจ้งความร้องทุกข์/กล่าวโทษ
นำพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ แจ้งกับพนักงานสอบสวนเพื่อประสงค์ให้ดำเนินคดีหรือแจ้งว่ามีผู้กระทำความผิดกฎหมายให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และทวงหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
3. ดำเนินการร้องเรียน
ร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินการต่อไปได้
สำหรับเจ้าหนี้: การปล่อยกู้และทวงหนี้อย่างถูกกฎหมาย
1. กำหนดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม
สำหรับเจ้าหนี้นอกระบบ "ไม่ควรเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี" (ตามกฎหมายฉบับปัจจุบัน เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในวันทำสัญญา)
พึงระลึกไว้เสมอว่า แม้ลูกหนี้จะยินยอมให้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราใช้บังคับมิได้
ในส่วนของดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ได้ชำระดอกเบี้ยเกินไปแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะ ลูกหนี้ไม่อาจขอคืนดอกเบี้ย แต่ให้นำมาหักกลบลบหนี้กับต้นเงิน เช่น ต้นเงิน 10,000 บาท ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินไปแล้วรวมกัน 6,000 บาท ส่วนที่คงเหลืออีก 4,000 บาท เจ้าหนี้สามารถนำมาฟ้องร้องต่อศาลขอให้ลูกหนี้บังคับชำระหนี้ตามสัญญาได้ และสามารถเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีได้
2. ทวงหนี้ในกรอบของกฎหมาย
ไม่ว่าลูกหนี้จะมีพฤติกรรม "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" เจ้าหนี้และผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 อย่างเคร่งครัด
ห้ามใช้วิธีการข่มขู่ คุกคาม หรือประจานลูกหนี้โดยเด็ดขาด สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ควบคุมโทสะ และเจ้าหนี้ควรใช้กระบวนการทางกฎหมายในการติดตามหนี้ เช่น การทำหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ การฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
บทสรุป
ความรับผิดทางกฎหมายสำหรับเจ้าหนี้ที่ทำสัญญากู้โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ย่อมมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
ทั้งนี้หากมีลักษณะเป็นการทวงหนี้โหด ย่อมมีความผิดฐานเป็นผู้ทวงถามหนี้โดยข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น
และหากทวงถามหนี้ในลักษณะใช้วาจาหรือภาษาที่ดูหมิ่นลูกหนี้ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 3 ,11 , 39 อีกกระทง และความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,92 ,326 หมิ่นประมาท หรือ 393 ดูหมิ่นซึ่งหน้าแล้วแต่พฤติการณ์
ลูกหนี้สามารถบรรเทาความเสียหายจากการถูกละเมิดได้โดย
- แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหนี้
- ร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร ต่อไป
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



