การไล่ออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย! สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ก่อนเสี่ยงโดนฟ้อง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-02-08

สวัสดีครับ ผมในฐานะแอดมินและนักเขียนประจำ Legardy แพลตฟอร์มที่รวบรวมทนายความจากทั่วประเทศไทย เห็นว่าช่วงนี้มีคำถามเกี่ยวกับการเลิกจ้างเข้ามาในกระทู้ของเราเยอะมาก โดยเฉพาะประเด็นการไล่ออกที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมักนำไปสู่การฟ้องร้องและความเสียหายมหาศาล

จากสถิติการร้องเรียนที่ศาลแรงงาน พบว่าคดีส่วนใหญ่เกิดจากการที่นายจ้างไม่เข้าใจขั้นตอนการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย บางรายต้องจ่ายค่าชดเชยสูงถึง 15 เท่าของเงินเดือน เพียงเพราะไม่ได้แจ้งเหตุผลการเลิกจ้างให้ชัดเจน หรือไม่มีหลักฐานการกระทำความผิดที่เพียงพอ

การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์องค์กร และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งสร้างความยุ่งยากให้กับธุรกิจในระยะยาว

ในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเรื่องการไล่ออกในทุกแง่มุม ตั้งแต่ความหมาย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ถูกต้อง ไปจนถึงกรณีพิเศษต่างๆ เพื่อให้นายจ้างสามารถบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้น

ปุ่มอ่านเพิ่มเติม
ท่านสามารถอ่านคำปรึกษาจริงได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติม

 

ความหมายของการไล่ออก

การไล่ออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย! สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ก่อนเสี่ยงโดนฟ้อง (3).png

การไล่ออกเป็นรูปแบบหนึ่งของการเลิกจ้างที่มีลักษณะเฉพาะ จากประสบการณ์ที่เห็นในกระทู้ปรึกษากฎหมายของเรา หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการไล่ออกและการเลิกจ้างเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีความแตกต่างที่สำคัญที่นายจ้างต้องทำความเข้าใจ

การไล่ออกมักเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกจ้างมีความผิดร้ายแรง จนนายจ้างต้องยุติการจ้างงานทันที โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น การทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง

ส่วนการเลิกจ้างทั่วไปนั้น เป็นการยุติการจ้างงานที่นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าชดเชยการบอกกล่าวล่วงหน้าแทน ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

จากกรณีที่พบในกระทู้ปรึกษากฎหมายของเรา นายจ้างหลายรายมักสับสนระหว่างสองกรณีนี้ เช่น มีนายจ้างรายหนึ่งไล่ลูกจ้างออกทันทีเพราะมาสายบ่อยครั้ง โดยไม่เคยมีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งกรณีเช่นนี้ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เพราะการมาสายไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกทันทีได้

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการไล่ออกและการเลิกจ้างทั่วไปจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่อขั้นตอน วิธีการ และค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่ายให้กับลูกจ้าง หากทำผิดขั้นตอนอาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในภายหลังได้

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไล่ออก

การไล่ออกในประเทศไทยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายแรงงานที่มีความซับซ้อน โดยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายหลัก ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้างไว้อย่างชัดเจน

ประเด็นสำคัญที่สุดในการเลิกจ้างคือ เรื่องความเป็นธรรม ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ให้อำนาจศาลแรงงานในการพิจารณาความเป็นธรรมของการเลิกจ้าง โดยศาลสามารถสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือชดใช้ค่าเสียหายได้สูงถึง 15 เท่าของค่าจ้างรายวันสุดท้าย

จากการติดตามคำพิพากษาศาลแรงงาน พบว่าศาลมักพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • ประการแรก ความร้ายแรงของความผิด กรณีที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรง ตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ศาลจะพิจารณาว่าการกระทำนั้นสร้างความเสียหายต่อนายจ้างจริงหรือไม่ เช่น กรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ แม้จะเป็นเงินเพียง 100 บาท ศาลก็ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงได้ เพราะเป็นเรื่องของความไว้วางใจ
  • ประการที่สอง การมีหลักฐานชัดเจน นายจ้างต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนในการพิสูจน์ความผิดของลูกจ้าง เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด เอกสารหลักฐาน หรือพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ การไล่ออกโดยใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดาไม่สามารถทำได้
  • ประการที่สาม ความได้สัดส่วนของการลงโทษ แม้ลูกจ้างจะกระทำผิดจริง แต่การลงโทษต้องเหมาะสมกับความผิดนั้น เช่น กรณีลูกจ้างมาทำงานสายเป็นประจำ นายจ้างควรมีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน หากไล่ออกทันทีอาจถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไป

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการเลิกจ้างอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 17 และมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง และจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน

ที่น่าสนใจคือ มาตรา 118/1 ยังกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ กรณีเลิกจ้างเพราะนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายคำนึงถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่อแรงงานด้วย

 

ประเภทของการเลิกจ้างและสิทธิของลูกจ้าง

1.การเลิกจ้างทั่วไป

เมื่อนายจ้างตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ ความเป็นธรรมของการเลิกจ้างนั้น กฎหมายแรงงานของไทยวางหลักไว้ชัดเจนว่า การเลิกจ้างต้องมีเหตุผลอันสมควรและมีขั้นตอนที่ถูกต้อง

การเลิกจ้างที่เป็นธรรมต้องเริ่มต้นด้วยการแจ้งเหตุผลที่ชัดเจน โดยนายจ้างต้องระบุสาเหตุการเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการยุบแผนก ทั้งนี้ ตามมาตรา 17/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งวันสิ้นสุดการจ้างให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง

  • จากประสบการณ์ที่พบในกระทู้ปรึกษากฎหมายของเรา มีกรณีที่น่าสนใจมาก เช่น นายจ้างรายหนึ่งแจ้งเลิกจ้างพนักงานผ่านแอพพลิเคชันไลน์ โดยไม่มีการทำเป็นหนังสือและไม่ระบุเหตุผล ซึ่งศาลแรงงานวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 8 เดือน นอกเหนือจากค่าชดเชยปกติ
  • สำหรับกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มักเกิดจากการที่นายจ้างใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิลาป่วยตามกฎหมาย หรือเลิกจ้างเพราะลูกจ้างเข้าร่วมสหภาพแรงงาน ซึ่งมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ให้อำนาจศาลสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมได้
  • ที่น่าสนใจ คือ แม้นายจ้างจะจ่ายค่าชดเชยครบถ้วนตามกฎหมาย แต่หากการเลิกจ้างไม่มีเหตุผลอันสมควร ลูกจ้างยังมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้ เช่น กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยอ้างว่าพนักงานทำผิดระเบียบบริษัท แต่ไม่มีการบันทึกการกระทำผิดหรือการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรมาก่อน

2.การไล่ออกในช่วงทดลองงาน

ช่วงทดลองงานเป็นระยะเวลาที่มีความละเอียดอ่อนทางกฎหมายและมักสร้างความสับสนทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง จากประสบการณ์ที่เห็นในกระทู้ปรึกษากฎหมายของเรา พบว่ามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิและการใช้อำนาจของนายจ้างในการเลิกจ้างระหว่างช่วงทดลองงานอยู่บ่อยครั้ง

  • ประเด็นสำคัญที่นายจ้างต้องระมัดระวังคือ แม้จะเป็นช่วงทดลองงาน แต่การเลิกจ้างก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องระบุเงื่อนไขการทดลองงานให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกของการจ้าง รวมถึงกำหนดระยะเวลาและเกณฑ์การประเมินที่เป็นรูปธรรม
  • เรื่องที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการจ่ายค่าชดเชย กรณีที่ลูกจ้างทำงานไม่ครบ 120 วัน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นการเลิกจ้างเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจริงๆ และต้องมีหลักฐานการประเมินที่ชัดเจน
  • จากกรณีที่พบในกระทู้ของเรา มีนายจ้างจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่าสามารถเลิกจ้างพนักงานในช่วงทดลองงานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเหตุผล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว การเลิกจ้างในช่วงทดลองงานต้องมีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทำงานหรือคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเท่านั้น
  • ในทางปฏิบัติ นายจ้างควรจัดเตรียมเอกสารสำคัญในช่วงทดลองงาน เริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการประเมินที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุว่าลูกจ้างต้องทำอะไรได้บ้างจึงจะผ่านการทดลองงาน มีการบันทึกการสอนงานและให้คำแนะนำ เพื่อแสดงว่านายจ้างได้ให้โอกาสลูกจ้างปรับปรุงตัว และต้องมีแบบประเมินผลการทดลองงานที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยให้ลูกจ้างลงนามรับทราบด้วย
  • ที่สำคัญ หากนายจ้างต้องการขยายระยะเวลาทดลองงาน จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร และระยะเวลาที่ขยายต้องสมเหตุสมผล มิฉะนั้นอาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องในภายหลัง

3.การไล่ออกในกรณีการป่วยหรือปัญหาสุขภาพ

ประเด็นการเลิกจ้างกรณีลูกจ้างมีปัญหาสุขภาพเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนในระบบกฎหมายแรงงานไทย โดยเฉพาะในบริบทของสิทธิมนุษยชนและหลักความเสมอภาคในการทำงาน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 32 ได้วางกรอบการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างที่เจ็บป่วยไว้อย่างเข้มงวด โดยแบ่งการคุ้มครองออกเป็นสองกรณีหลัก

  • กรณีแรก การเจ็บป่วยทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน จากประสบการณ์ในกระทู้ปรึกษากฎหมายของเรา พบว่านายจ้างหลายรายมักเข้าใจผิดว่าสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ทันทีหากลาป่วยบ่อย แต่ในความเป็นจริง การเลิกจ้างด้วยเหตุนี้อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและขัดต่อหลักมนุษยธรรม
  • กรณีที่สอง การเจ็บป่วยจากการทำงาน มาตรา 32/1 กำหนดให้นายจ้างต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และห้ามเลิกจ้างเด็ดขาด แม้ลูกจ้างจะต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลานาน ประเด็นนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานอย่างเต็มที่
  • มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากกระทู้ของเรา เช่น พนักงานออฟฟิศรายหนึ่งป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรมจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นายจ้างพยายามเลิกจ้างโดยอ้างว่าประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมาย การเจ็บป่วยนี้เกิดจากสภาพการทำงาน นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมและไม่สามารถเลิกจ้างได้
  • นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้นายจ้างต้องจัดสวัสดิการด้านสุขภาพตามมาตรา 34/1 เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่สำคัญ

ประเด็นที่นายจ้างต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการเจ็บป่วยกับการทำงาน ในทางปฏิบัติ หากมีข้อสงสัย นายจ้างควรปรึกษาแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

4.การเลิกจ้างเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงาน

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพการทำงานเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในบริบทของกฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักความเป็นธรรมและการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง

ประเด็นสำคัญที่นายจ้างต้องพิจารณาตามมาตรา 17/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน คือการสร้างกระบวนการประเมินผลงานที่เป็นระบบและเป็นธรรม จากการวิเคราะห์กรณีปรึกษาในแพลตฟอร์มของเรา พบว่านายจ้างมักประสบปัญหาในการพิสูจน์ว่าการเลิกจ้างมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ

กฎหมายกำหนดให้การเลิกจ้างด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพต้องผ่านกระบวนการสำคัญสามประการ

  • ประการแรก การกำหนดมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน นายจ้างต้องมีการกำหนด KPI หรือเป้าหมายการทำงานที่วัดผลได้จริง และสื่อสารให้ลูกจ้างเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้น มิเช่นนั้นอาจถูกตีความว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ
  • ประการที่สอง การให้โอกาสปรับปรุงตัว มาตรา 119(3) กำหนดว่านายจ้างต้องมีหลักฐานการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยต้องระบุข้อบกพร่องและแนวทางการแก้ไขอย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการปรับปรุงตัวที่เหมาะสม
  • ประการที่สาม การประเมินผลอย่างเป็นธรรม นายจ้างต้องมีระบบการประเมินที่โปร่งใส มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีคณะกรรมการประเมินที่เป็นกลาง เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติหรือการกลั่นแกล้ง
  • กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากแพลตฟอร์มของเรา เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเลิกจ้างพนักงานฝ่ายขายเนื่องจากยอดขายไม่ถึงเป้า แต่ไม่เคยมีการแจ้งเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีการอบรมเพิ่มเติม และไม่มีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อพนักงานยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

การบริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานที่ดีควรเริ่มจากการวางระบบการประเมินผลที่ชัดเจน การให้การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการสื่อสารที่เปิดเผยระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันข้อพิพาทแรงงาน แต่ยังส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมอีกด้วย

 

5.การเลิกจ้างเพราะลดจำนวนพนักงาน

การปรับลดจำนวนพนักงานเป็นมาตรการที่องค์กรมักนำมาใช้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวนหรือการปรับโครงสร้างองค์กร อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่เคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามมาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

จากการวิเคราะห์กรณีปรึกษาในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าการเลิกจ้างด้วยเหตุลดจำนวนพนักงานมักมีประเด็นข้อพิพาทในสามมิติหลัก

  • มิติแรก  การพิสูจน์ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ นายจ้างต้องแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับลดพนักงานอย่างชัดเจน เช่น การแสดงผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อกระบวนการทำงาน หรือการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยต้องมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนสนับสนุน
  • มิติที่สอง  ความเป็นธรรมในการคัดเลือก กฎหมายกำหนดให้การคัดเลือกพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อายุงาน ทักษะความสามารถ ภาระครอบครัว และไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ อายุ หรือการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
  • กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือบริษัทแห่งหนึ่งประกาศลดพนักงานโดยเลือกเลิกจ้างเฉพาะพนักงานที่มีอายุเกิน 45 ปี อ้างว่าต้องการรักษาพนักงานที่มีพลังและความคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งศาลแรงงานวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และสั่งให้จ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติม
  • มิติที่สาม  การเยียวยาและสิทธิประโยชน์ มาตรา 118/1 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติ ในกรณีที่เลิกจ้างเพราะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ โดยต้องจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบหนึ่งปี สูงสุดไม่เกิน 360 วัน

นอกจากนี้ นายจ้างควรจัดเตรียมมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม เช่น 

  • การให้คำปรึกษาด้านการหางานใหม่ 
  • การฝึกอบรมทักษะใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ 
  • การจัดทำหนังสือรับรองการทำงานที่ระบุประสบการณ์และความสามารถอย่างครบถ้วน 
  • การให้สิทธิพิเศษในการกลับเข้าทำงาน หากมีตำแหน่งงานว่างในอนาคต

การวางแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งและข้อพิพาท นายจ้างควรแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าถึงสถานการณ์ขององค์กร เหตุผลความจำเป็น และมาตรการเยียวยาต่างๆ อย่างโปร่งใส

6.การเลิกจ้างในกรณีการกระทำผิด

การเลิกจ้างด้วยเหตุแห่งการกระทำความผิดเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในระบบกฎหมายแรงงาน ซึ่งต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายประการประกอบกัน ตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

จากการวิเคราะห์คดีความในระบบศาลแรงงาน สามารถแบ่งลักษณะความผิดที่นำไปสู่การเลิกจ้างได้เป็นสองประเภทหลัก

  • ประเภทแรก  ความผิดร้ายแรง (Gross Misconduct) กรณีนี้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น การทุจริตต่อหน้าที่ การเปิดเผยความลับทางการค้า หรือการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม นายจ้างต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
  • กรณีศึกษาจากแพลตฟอร์มของเรา มีกรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับพนักงานบัญชีที่ถูกไล่ออกทันทีเพราะถูกกล่าวหาว่าทุจริต แต่นายจ้างมีเพียงข้อสงสัยโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน เมื่อพนักงานฟ้องร้อง ศาลพิพากษาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและให้จ่ายค่าชดเชยพร้อมค่าเสียหาย
  • ประเภทที่สอง  ความผิดไม่ร้ายแรง กรณีนี้นายจ้างต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการตักเตือนอย่างเคร่งครัด โดยต้องมีการตักเตือนเป็นหนังสือระบุรายละเอียดการกระทำผิดและกำหนดเวลาให้แก้ไข หากลูกจ้างฝ่าฝืนซ้ำภายในหนึ่งปี นายจ้างจึงจะมีสิทธิเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญที่นายจ้างต้องระมัดระวังคือการพิสูจน์ความผิด

กฎหมายกำหนดให้ "ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์" หมายความว่านายจ้างมีภาระการพิสูจน์ว่าลูกจ้างกระทำผิดจริง โดยต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน เช่น 

  • หลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น ภาพถ่าย วิดีโอ เอกสาร พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง บันทึกการสอบสวนที่เป็นไปตามขั้นตอนและให้สิทธิลูกจ้างชี้แจง รายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ นายจ้างควรจัดให้มีระบบการบริหารวินัยที่เป็นมาตรฐาน ประกอบด้วย 

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ชัดเจนและได้จดทะเบียนไว้กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คณะกรรมการสอบสวนที่มีความเป็นกลาง ระบบการบันทึกและจัดเก็บหลักฐานที่เป็นระบบ ขั้นตอนการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความผิด

ที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจเลิกจ้างต้องเป็นไปตามหลัก "ความได้สัดส่วน" กล่าวคือ การลงโทษต้องเหมาะสมกับความผิดที่เกิดขึ้น โดยต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ประวัติการทำงาน ความประพฤติที่ผ่านมา และผลกระทบต่อองค์กร

7.การเลิกจ้างในกรณีพิเศษ

การเลิกจ้างในกรณีพิเศษเป็นประเด็นที่กฎหมายแรงงานให้ความคุ้มครองเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของลูกจ้างที่อยู่ในสถานะที่อ่อนไหวหรือต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษ

  • ประการแรก  กรณีพนักงานหญิงตั้งครรภ์ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 43 บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ การคุ้มครองนี้ครอบคลุมตั้งแต่วันที่ทราบการตั้งครรภ์จนถึงระยะเวลา 90 วันหลังคลอด นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้เฉพาะกรณีที่มีความผิดร้ายแรงเท่านั้น

จากกรณีศึกษาในแพลตฟอร์มของเรา พบว่ามีนายจ้างพยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยอ้างเหตุอื่น เช่น ผลงานไม่ได้มาตรฐาน หรือการปรับโครงสร้างองค์กร แต่ศาลแรงงานมักวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหากไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน

  • ประการที่สอง  พนักงานใกล้เกษียณอายุ กฎหมายแรงงานฉบับใหม่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษสำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป โดยต้องจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุ
  • ประการที่สาม  การเลิกจ้างในสถานการณ์พิเศษ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 กระทรวงแรงงานได้ออกแนวปฏิบัติพิเศษสำหรับการเลิกจ้าง โดยเน้นย้ำให้นายจ้างใช้มาตรการอื่นก่อนการเลิกจ้าง เช่น การลดชั่วโมงทำงาน การหมุนเวียนการทำงาน หรือการให้หยุดงานชั่วคราว

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ บริษัทการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินในช่วงโควิด-19 แทนที่จะเลิกจ้างพนักงาน บริษัทเลือกใช้วิธีลดเงินเดือนพนักงานทุกระดับลง 30% โดยได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และให้คำมั่นว่าจะปรับเงินเดือนกลับเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งแนวทางนี้ช่วยรักษาการจ้างงานและได้รับการยอมรับจากศาลแรงงานว่าเป็นการบริหารจัดการที่เหมาะสม

  • ประการที่สี่  กรณีผู้พิการ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กำหนดให้การเลิกจ้างผู้พิการต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติก่อน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและสร้างความเป็นธรรมในการจ้างงาน

 

ขั้นตอนการเลิกจ้างที่ถูกต้อง

การไล่ออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย! สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ก่อนเสี่ยงโดนฟ้อง (2).png

การเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและรอบคอบ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนด จากประสบการณ์ที่พบในแพลตฟอร์มของเรา การละเลยขั้นตอนแม้เพียงประการเดียวอาจนำไปสู่การฟ้องร้องที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

มาตรา 17/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดกระบวนการแจ้งการเลิกจ้างที่ชัดเจน โดยเริ่มจากการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าชดเชยการบอกกล่าวล่วงหน้าแทน การแจ้งต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรระบุวันสิ้นสุดการจ้างและเหตุผลที่ชัดเจน

กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากแพลตฟอร์มของเรา มีบริษัทแห่งหนึ่งแจ้งเลิกจ้างพนักงานผ่านอีเมลในวันศุกร์ โดยให้มีผลทันทีในวันจันทร์ถัดไป ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าการแจ้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ให้ระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าที่เพียงพอ

การจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องครบถ้วนและถูกต้อง ประกอบด้วย 

  • หนังสือแจ้งเลิกจ้างที่ระบุวันสิ้นสุดการจ้างและเหตุผลชัดเจน เอกสารการคำนวณค่าชดเชยตามอายุงาน หลักฐานการจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายและสิทธิประโยชน์อื่นๆ หนังสือรับรองการทำงาน
  • การคำนวณค่าชดเชยต้องเป็นไปตามมาตรา 118 โดยพิจารณาจากอายุงาน ตั้งแต่ 30 วันสำหรับงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี ไปจนถึง 400 วันสำหรับงานครบ 20 ปีขึ้นไป

ประเด็นสำคัญที่นายจ้างมักมองข้ามคือการเก็บรักษาหลักฐานการจ่ายเงิน มาตรา 123 กำหนดให้นายจ้างเก็บหลักฐานการจ่ายเงินไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี เพื่อใช้ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นในภายหลัง

ที่น่าสังเกต คือ แม้นายจ้างจะปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมดครบถ้วน แต่หากเหตุแห่งการเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเลิกจ้างนั้นก็ยังอาจถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรมได้ ดังนั้น การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกจ้างจึงต้องดูทั้งเนื้อหาและรูปแบบประกอบกัน

 

ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนำมาซึ่งผลกระทบทางกฎหมายที่รุนแรงและครอบคลุมหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522

ความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญประการแรก คือการถูกฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยเพิ่มเติม มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ให้อำนาจศาลในการสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมสูงสุดถึง 15 เท่าของค่าจ้างรายวัน จากการวิเคราะห์คดีในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าศาลมักพิจารณาปัจจัยสำคัญสามประการ ได้แก่ ความร้ายแรงของการกระทำของนายจ้าง ระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานมา และผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของลูกจ้าง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเลิกจ้างพนักงานอายุงาน 18 ปีโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เพียงแจ้งว่าต้องการปรับเปลี่ยนบุคลากร ศาลพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม 12 เท่าของค่าจ้าง เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างที่ทุ่มเทให้องค์กรมาอย่างยาวนาน

ประการที่สอง ผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างรุนแรง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า นักลงทุน และพนักงานปัจจุบัน

ประการที่สาม การถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีอำนาจในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของนายจ้าง หากพบการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกในทุกมิติของการบริหารงานบุคคล

มาตรการป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญ เริ่มจากการจัดทำระบบบริหารงานบุคคลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลงานที่ชัดเจน การจัดเก็บเอกสารหลักฐานอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ การสร้างกลไกการระงับข้อพิพาทภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เช่น คณะกรรมการร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หรือช่องทางการร้องเรียนที่เป็นความลับ อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการฟ้องร้องในอนาคตได้

 

ความแตกต่างระหว่าง "การเลิกจ้างทันที" และ "การเลิกจ้างตามขั้นตอน"

การเลิกจ้างในระบบกฎหมายแรงงานไทยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเลิกจ้างทันทีและการเลิกจ้างตามขั้นตอนปกติ โดยมีรากฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

การเลิกจ้างทันที (Summary Dismissal) เป็นมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดและต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างยุติการจ้างงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง

จากการวิเคราะห์คดีในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าการเลิกจ้างทันทีมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ต่อไปนี้ 

  • กรณีทุจริตต่อหน้าที่ เช่น ยักยอกเงิน ปลอมแปลงเอกสาร หรือรับสินบน ซึ่งกระทบต่อความไว้วางใจในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
  • กรณีจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เช่น การเปิดเผยความลับทางการค้า หรือการทำลายทรัพย์สินของบริษัทโดยเจตนา
  • กรณีละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนถึงการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง

ในทางกลับกัน การเลิกจ้างตามขั้นตอนปกติ (Ordinary Dismissal) ต้องดำเนินการตามมาตรา 17/1 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการจ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าชดเชยการบอกกล่าวล่วงหน้าแทน

กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากแพลตฟอร์มของเรา

แสดงให้เห็นว่านายจ้างมักประเมินสถานการณ์ผิดพลาดในการเลือกใช้วิธีการเลิกจ้าง เช่น กรณีบริษัทแห่งหนึ่งใช้การเลิกจ้างทันทีกับพนักงานที่มาสายบ่อยครั้ง ซึ่งศาลแรงงานวินิจฉัยว่าเป็นการใช้มาตรการที่รุนแรงเกินสมควร เพราะการมาสายไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างทันที

การเลือกใช้วิธีการเลิกจ้างที่เหมาะสมต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 

  1. ความร้ายแรงของการกระทำผิด 
  2. หลักฐานที่ชัดเจนและเพียงพอ 
  3. ประวัติการทำงานและพฤติกรรมที่ผ่านมาของลูกจ้าง
  4.  ผลกระทบต่อองค์กรและความสัมพันธ์แรงงาน

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลิกจ้าง

ในฐานะแพลตฟอร์มที่รวบรวมคำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน เราได้วิเคราะห์ประเด็นคำถามที่มีการสอบถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการเลิกจ้าง โดยจะนำเสนอพร้อมการวิเคราะห์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

กรณีลูกจ้างปฏิเสธที่จะออกจากตำแหน่ง

ประเด็นนี้เป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนทางกฎหมาย หากลูกจ้างปฏิเสธที่จะออกจากตำแหน่งภายหลังการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

จากกรณีศึกษาในแพลตฟอร์มของเรา มีกรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ปฏิเสธการเลิกจ้างและยังคงมาทำงานตามปกติ นายจ้างควรดำเนินการดังนี้ 

  • ประการแรก จัดทำหนังสือยืนยันการเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ ระบุวันสิ้นสุดการจ้างและเหตุผลให้ชัดเจน
  • ประการที่สอง วางเงินค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ทั้งหมดไว้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อแสดงความสุจริตในการปฏิบัติตามกฎหมาย
  • ประการที่สาม หากลูกจ้างยังคงฝ่าฝืน นายจ้างสามารถดำเนินการทางกฎหมายโดยยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานเพื่อมีคำสั่งให้ลูกจ้างออกจากสถานประกอบการ

ระยะเวลาในการเรียกร้องสิทธิ

มาตรา 164 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดอายุความในการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยไว้ 2 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิเรียกร้อง อย่างไรก็ตาม ในกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ลูกจ้างต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ถูกเลิกจ้าง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือพนักงานรายหนึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่รอจนเกือบครบ 2 ปีจึงฟ้องร้อง ศาลพิพากษาให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้าง ซึ่งเป็นภาระทางการเงินที่สูงมาก

การลาออกและสิทธิในค่าชดเชย

กรณีลูกจ้างยื่นใบลาออกเอง ตามมาตรา 118 ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำคัญในกรณีที่การลาออกเกิดจากการกระทำของนายจ้างที่ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เช่น การปรับลดเงินเดือนโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการย้ายสถานที่ทำงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ปุ่มอ่านเพิ่มเติม
ปรึกษาทนายกับ Legardy ฟรี ปรึกษาเลย

 

สรุป  การเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาทางกฎหมายในแพลตฟอร์ม Legardy ซึ่งเป็นศูนย์รวมทนายความผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศ เราได้เห็นว่าข้อพิพาทแรงงานที่เกิดจากการเลิกจ้างมักมีรากฐานมาจากความไม่เข้าใจในหลักกฎหมายและการละเลยขั้นตอนที่ถูกต้อง จากการวิเคราะห์คำปรึกษาในแพลตฟอร์มของเรา พบว่าการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

  • จากการให้คำปรึกษาทางกฎหมายในแพลตฟอร์มของเรา ข้อพิพาทแรงงานที่เกิดจากการเลิกจ้างมักมีรากฐานมาจากความไม่เข้าใจในหลักกฎหมายและการละเลยขั้นตอนที่ถูกต้อง การเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการสำคัญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
  • ประการแรก ความชอบด้วยเหตุผล (Just Cause) การเลิกจ้างต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านประสิทธิภาพการทำงาน การฝ่าฝืนระเบียบวินัย หรือความจำเป็นทางธุรกิจ นายจ้างมีภาระการพิสูจน์ว่าการเลิกจ้างนั้นมีความจำเป็นและสมเหตุสมผล
  • ประการที่สอง ความได้สัดส่วน (Proportionality) การลงโทษต้องเหมาะสมกับความผิดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีการเลิกจ้างทันทีตามมาตรา 119 ต้องเป็นกรณีความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความไว้วางใจในความสัมพันธ์การจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประการที่สาม ความโปร่งใสในกระบวนการ (Procedural Fairness) การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องมีความชัดเจน มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และให้โอกาสลูกจ้างในการชี้แจงหรือแก้ไขปรับปรุงตนเองอย่างเพียงพอ

มาตรการป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญสำหรับองค์กร 

  • การจัดทำข้อบังคับการทำงานที่ชัดเจนและเป็นธรรม ระบุขั้นตอนการลงโทษทางวินัยและเหตุแห่งการเลิกจ้างอย่างละเอียด
  • การพัฒนาระบบการประเมินผลงานที่เป็นมาตรฐาน มีเกณฑ์การประเมินที่วัดผลได้จริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  • การสร้างกลไกการสื่อสารและการระงับข้อพิพาทภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการฟ้องร้อง

ในท้ายที่สุด การเลิกจ้างที่เป็นธรรมไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคลากร ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนในการบริหารทรัพยากรมนุษย์และความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนดำเนินการเลิกจ้างจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการที่ผิดพลาด ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย ชื่อเสียง และความสัมพันธ์แรงงานในองค์กร

ในฐานะ Legardy แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้ต้องการคำปรึกษากับทนายความผู้เชี่ยวชาญ เราขอย้ำว่าการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนดำเนินการเลิกจ้างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการที่ผิดพลาด ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย ชื่อเสียง และความสัมพันธ์แรงงานในองค์กร หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการเลิกจ้าง ทนายความผู้เชี่ยวชาญใน Legardy พร้อมให้คำแนะนำที่ตรงจุดและครอบคลุมทุกมิติของกฎหมายแรงงาน

 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />