เจอเงินหรือของมีค่าในที่สาธารณะ: เก็บไว้ได้ไหม? ส่งคืนอย่างไรไม่ให้เสี่ยงคดี?
ในยุคสมัยที่เรามีทั้งสมาร์ทโฟน กระเป๋าใส่เงิน หรือแม้กระทั่งสร้อยแหวน เงินทอง เหรียญพระที่ปลุกเสกโดยเกจิจากวัดดัง ล้วนเป็นของมีค่าที่หากทำหายหรือตกหล่นไว้ที่ใด เจ้าของทรัพย์เหล่านั้นเป็นอันต้องว้าวุ่นใจแน่นอน แล้วคนที่พบเจอของมีค่านี้ต้องทำอย่างไร สามารถเก็บไว้เองได้หรือไม่ หรือถ้าอยากส่งคืนต้องทำเช่นไร บทความของเรามีคำตอบไว้ให้แล้ว
หากเราเดินในที่สาธารณะแล้วบังเอิญเจอเข้ากับสร้อยคอทองคำ 5 บาทวางอยู่ตรงเก้าอี้หน้าห้างดังแห่งหนึ่งย่านเจริญกรุง เราจะทำอย่างไรระหว่าง…
- เก็บไว้กับตัวเลย ไม่มีใครเห็นหรอก
- ส่งคืนดีกว่า มันไม่ใช่ของเรา
หากคุณเลือกข้อแรก เก็บไว้กับตัวแล้วคิดว่าไม่มีใครเห็นนั้น มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น
กรณีเก็บของหายไว้กับตัว ไม่ส่งคืน = มีความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง ตอนท้ายได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนเลยว่า "ถ้าเราเก็บทรัพย์สินที่มีคนทำหายได้ ต้องระวางโทษไว้เพียงกึ่งหนึ่ง" หรือหมายความว่า ได้รับโทษครึ่งหนึ่งจากโทษของความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง ซึ่งเรามีกรณีตัวอย่างมาด้วย จะได้เห็นภาพมากขึ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1628/2509
เจ้าทรัพย์เอาเงินเหน็บไว้ชายผ้าแล้วเดินไปธุระ จำเลยเดินมาตามถนนพบธนบัตรตกอยู่ก็เก็บเอาเสีย เจ้าทรัพย์พอรู้สึกว่าเงินที่เหน็บไว้หายไป ก็รีบไปดูตามทางเพราะไม่รู้ว่าตกที่ไหน ไปสอบถามจำเลยว่าเห็นเงินตกตามทางบ้างไหม จำเลยปฏิเสธ
ดังนี้เห็นว่า ตอนจำเลยเก็บเงินไปนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร และก็ไม่รู้ว่าเจ้าของกำลังติดตามอยู่ ฉะนั้น เมื่อจำเลยเก็บเงินตกกลางทางได้ และเอาเป็นประโยชน์ของตนเสียโดยเจตนาทุจริตเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายซึ่งจำเลยเก็บได้
ฟ้องว่าจำเลยลักเงิน ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเก็บเงินตกกลางทางได้และเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยเจตนาทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหายซึ่งจำเลยเก็บได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2503
จำเลยเก็บขวดใส่ทองรูปพรรณของผู้เสียหายซึ่งทำตกหายที่หน้าบันไดกุฏิวัดไป โดยจำเลยไม่ทราบว่าเป็นของใครและไม่ทราบว่าเจ้าของยังติดตามหาอยู่หรือไม่ จำเลยเอาเป็นประโยชน์ของตนเสียโดยเจตนาทุจริต ต้องมีความผิดฐานเก็บทรัพย์ที่หายแล้วเบียดบังเอาเป็นของตน อันเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรค 2
จากคำพิพากษาศาลฎีกา 1628/2509 และ 34/2503 ต่างก็แสดงให้เห็นว่าการเก็บของไปแล้วไม่คืน เอาไปเป็นของตัวเองจะเกิดอะไรขึ้นหรือจะโดนโทษอะไรบ้าง
ดังนั้น การเก็บของตกไปโดยที่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของใคร หรือ เก็บไปโดยไม่ทราบว่าเจ้าของยังคงตามหาอยู่หรือไม่ จะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ในทันที
เพราะเป็นการเก็บทรัพย์สินนั้นเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยเจตนาทุจริต หรือกล่าวคือการเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นนั้นไปเป็นของตัวเองโดยที่ตัวเองไม่ใช่เจ้าของนั้นเอง
แล้วผิดฐานยักยอกทรัพย์อย่างเดียวเหรอ?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2354/2518
การที่ถุงกระดาษใส่เงินและทรัพย์มีค่าของผู้เสียหายตกอยู่ระหว่างทางในเวลากลางวัน ขณะผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จะกลับบ้าน โดยผู้เสียหายไม่ทราบว่าตกตรงไหน แต่คาดหมายได้ว่าตกในระหว่างทางที่ผ่านมาซึ่งเป็นระยะทางประมาณ 3 เส้น
ทันทีที่ผู้เสียหายรู้ตัวก็รีบกลับรถไปตามหาและตามไปจนพบจุดที่ถุงกระดาษตก แต่ปรากฎว่าจำเลยเก็บไปเสียก่อนแล้วนั้น จำเลยย่อมรู้หรือควรรู้ว่าอยู่ในระหว่างเวลาที่เจ้าทรัพย์ติดตาม การที่จำเลยเก็บเอาไป จึงเป็นการฉวยโอกาสเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของเจ้าทรัพย์ ก่อนที่เจ้าทรัพย์จะติดตามมาทัน
เมื่อผู้เสียหายตามไปพบและขอคืน จำเลยก็ไม่ยอมคืน เป็นการแสดงเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์สินหาย
จากคำพิพากษานี้จะแตกต่างจากตัวอย่างข้างต้นได้ว่า เก็บของมีค่าได้แล้วไม่ยอมคืนเจ้าของ อีกทั้งเจ้าของตามมาพบแล้วขอคืนก็ยังไม่ยอมคืน จึงเป็นการลักทรัพย์มากกว่าการยักยอกทรัพย์สินที่หาย
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะผิดฐานไหน ก็ไม่ควรเอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรามาเป็นของเราเอง นอกจากจะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นเรื่องของศีลธรรมด้วย ใจเขาใจเรานะ
หากเราเก็บของนั้นได้แล้วอยากส่งคืน จะต้องทำอย่างไรบ้าง?
ในกรณีคุณเลือกข้อสอง ส่งคืนทรัพย์สินที่เก็บมาได้ ก็ต้องดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ซึ่งกำหนดถึงวิธีการปฏิบัติกรณีเก็บของได้ ซึ่งต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
- กรณีที่เราทราบว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อเก็บของมีค่าหรือทรัพย์สินนั้นได้ ก็ส่งคืนแก่ผู้นั้น
- ถ้าเราทราบตัวเจ้าของและเก็บทรัพย์สินหรือของมีค่านั้นได้ แต่ของที่เก็บได้อาจจะไม่ได้อยู่กับตัว หรือ มีเหตุที่อาจจะยังไม่ได้สะดวกคืนตอนนั้น เราก็ต้องบอกเจ้าของคนนั้นให้ทราบอยู่ดี โดยที่ไม่ชักช้าด้วย นั่นหมายความว่า เราจะเก็บไว้กับตัวสัก 10-20 วัน แล้วอ้างว่ายังไม่มีเวลาไปบอกเจ้าของเลยไม่ได้ ต้องไปบอกกล่าวกับเจ้าของทันทีที่เป็นไปได้
- กรณีนี้เหมาะกับคนที่ไม่ว่างของแท้เลย คือ ส่งมอบของมีค่าหรือทรัพย์สินนั้นที่เก็บได้ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น ภายใน 3 วัน และแจ้งข้อมูลที่อาจช่วยในการสืบหาเจ้าของให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
- กรณีไม่ทราบเลยว่าเจ้าของคือใคร หรือคนที่เราคิดว่าเป็นเจ้าของเขาไม่ยอมรับมอบของดังกล่าว ก็ทำตามที่กล่าวไปในข้อสาม คือ ส่งมอบให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้นเอง
อีกทั้งในมาตรานี้ยังบอกทิ้งท้ายไว้ว่า
เมื่อเราเก็บของมีค่าหรือทรัพย์สินที่หายนั้นไว้ เรามีหน้าที่ต้องรักษาทรัพย์สินนั้น โดยใช้ความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ
ซึ่งคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยในคำว่า “ความระมัดระวังอันสมควร” นั้นต้องใช้ความระมัดระวังถึงขนาดไหน ก็ระมัดระวังในระดับที่ถ้าเราเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นจะดูแลมันยังไงบ้าง หรือในระดับวิญญูชน ซึ่งหมายถึงในระดับที่คนทั่วไปเขาจะทำกันในการรักษาทรัพย์สิน
ในเมื่อเก็บของและส่งคืนให้ขนาดนี้แล้ว มีรางวัลให้กับความดีที่เราทำหรือไม่?
กฎหมายก็ใจดีกับผู้ที่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนกันนะ ดังมาตรา 1324 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดไว้ด้วยว่า เราสามารถเรียกร้องเอารางวัลจากผู้มีสิทธิหรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นได้ด้วยนะ แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องปฏิบัติตามมาตรา 1323 เสียก่อน ถ้าไม่ทำ…อย่าหวังเลยว่าจะได้รางวัล!!!
แต่การเรียกร้องเอารางวัลได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเรียกเอาจากเขาเท่าไหร่ก็ได้นะ กฎหมายกำหนดไว้อยู่…ดังนี้
- กรณีทรัพย์สินราคาไม่เกิน 30,000 บาท เราสามารถเรียกร้องเอารางวัลแห่งความดีนั้นได้ ไม่เกินร้อยละ 10
- กรณีทรัพย์สินราคาเกิน 30,000 บาท เราก็สามารถเรียกร้องได้เพิ่มจากราคาที่เกินมานั้นได้ ร้อยละ 5
- หากเราส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่น เจ้าของทรัพย์สินต้องให้ค่าธรรมเนียมแยกต่างหากจากรางวัลของผู้เก็บได้ด้วย โดยค่าธรรมเนียมคิดเป็น ร้อยละ 2.5 ของค่าทรัพย์สินนั้น แต่ไม่เกิน 1,000 บาท
ยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1349/2508
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่สลากพิพาทเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย สัญญาสลากกินแบ่งจึงเป็นสัญญาอันผูกพันกันได้
การที่โจทก์เข้าเป็นคู่สัญญาโดยการซื้อสลากพิพาท โจทก์จึงเป็นผู้ทรงสิทธิตามสัญญาสลากกินแบ่งและเหนือใบสลากพิพาท สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของโจทก์ ดังนั้น แม้ในสลากพิพาทจะหล่นหาย โจทก์ผู้เป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้
ส่วนผู้เก็บสลากพิพาทได้ เป็นเพียงบุคคลผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินที่โจทก์ทำหล่นหาย ย่อมมีหน้าที่ต้องรักษาสลากพิพาทนั้นไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควร จนกว่าจะส่งมอบแก่โจทก์ ผู้เก็บสลากพิพาทได้ไม่ใช่เจ้าของ จึงไม่มีสิทธิตามมาตรา 1336 ที่จะเอาสลากพิพาทอันเป็นของโจทก์ไปโอนขายให้แก่นางอำไพ
ดังนั้นแม้นางอำไพจะซื้อจากผู้ซึ่งเก็บสลากพิพาทได้ไว้โดยสุจริตและเปิดเผย นางอำไพก็ไม่มีสิทธิในสลากพิพาทดีไปกว่าผู้ขาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้น ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ว่าจำเลยไม่ได้สิทธิ พิพากษาให้จำเลยคืนสลากให้โจทก์และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในเงิน 40,000 บาท อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จากคำพิพากษานี้จะเห็นได้ว่า
แม้จะไม่ได้มีกฎหมายอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือโดนโทษจำคุกใด แต่การไม่คืนของหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1323 นอกจากจะต้องคืนของแล้ว ต้องชดใช้เป็นตัวเงินด้วย
สรุป
ดังนั้นเมื่อเราเจอเงิน ของมีค่า หรือทรัพย์สินอื่นใดที่เป็นของผู้อื่นในที่สาธารณะ ไม่ว่าเขาจะทำตกไว้หรือเขาจะจงใจลืมไว้ก็ตาม เราก็ไม่ควรจะเก็บสิ่งนั้นไว้เป็นของตัวเอง เพราะจะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือลักทรัพย์ก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 352 วรรคสอง ที่มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าเก็บทรัพย์สินที่หายจะมีความผิดและรับโทษ อีกทั้งมีกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1323 ที่กำหนดวิธีการปฏิบัติเมื่อเก็บของได้แล้วต้องส่งคืนอย่างไรบ้าง
"ฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อเจอของมีค่าตกอยู่ตามทางเดิน เพียงแค่อ่านบทความนี้และทำตามที่กฎหมายกำหนดก็พอ"
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



