
วัตถุแห่งหนี้คืออะไร เข้าใจง่ายใน 5 นาที
“วัตถุแห่งหนี้” คือ สิ่งที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะหลักๆ ได้แก่ การกระทำการ การงดเว้นกระทำการ และการส่งมอบ
เรื่องวัตถุแห่งหนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2: หนี้ ลักษณะ 1: บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวดที่ 1: วัตถุแห่งหนี้ เรื่องนี้อาจฟังดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจหลักการแล้วจะพบว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ในสัญญาต่างๆ
ความหมายของวัตถุแห่งหนี้ตามกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 194 บัญญัติว่า "ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่ง การชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้"
จะเห็นได้ว่า กฎหมายไม่ได้นิยามคำว่า "วัตถุแห่งหนี้" ไว้โดยตรง แต่สามารถอนุมานได้ว่า วัตถุแห่งหนี้ คือ สิ่งที่เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระได้ตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่การส่งมอบตัวทรัพย์ แต่ยังรวมถึง การกระทำการ การงดเว้นกระทำการของลูกหนี้ด้วย
มูลแห่งหนี้ - ที่มาของวัตถุแห่งหนี้
วัตถุแห่งหนี้เกิดขึ้นจาก "อำนาจแห่งมูลหนี้" ซึ่ง มูลแห่งหนี้ หรือ บ่อเกิดแห่งหนี้ มีที่มาจากสองแหล่งหลักๆ คือ นิติกรรม และ นิติเหตุ อย่างไรก็ดีในบางกรณีอาจเกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ด้วย เช่น หน้าที่ในการจ่ายภาษีตามกฎหมายภาษี
- นิติกรรม เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่เกิดจากการตกลงกัน ซึ่งมีทั้งนิติกรรมฝ่ายเดียว (เช่น การทำพินัยกรรม การให้คำมั่นจะให้รางวัล เป็นต้น) และนิติกรรมตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป (เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาซื้อขาย เป็นต้น)
- นิติเหตุเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดหนี้ซึ่งมิได้เกิดจากการตกลง เช่น การละเมิด การจัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้ เป็นต้น
ลักษณะสิทธิเหนือบุคคล
เมื่อเกิดหนี้ขึ้น จะมีผลให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคล ที่เรียกว่าสิทธิเรียกร้องเหนือบุคคล หรือ “บุคคลสิทธิ” (Personal Right) เพราะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แสดงว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิเหนือลูกหนี้ ซึ่งตรงข้ามกับ “ทรัพยสิทธิ” ที่เป็นสิทธิเหนือตัวทรัพย์ (Real Right)
ในสัญญาต่างตอบแทน ทั้งสองฝ่ายจะต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน เช่น สัญญาซื้อขาย ฝ่ายผู้ขายจะมีฐานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือ เจ้านี้ในสิทธิที่จะได้รับชำระราคา และเป็นลูกหนี้ที่ต้องส่งมอบสินค้า ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ซื้อจะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับการส่งมอบสินค้า และเป็นลูกหนี้ที่ต้องชำระราคา
วัตถุแห่งหนี้แบ่งเป็นกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร
วัตถุแห่งหนี้มี 3 ประเภทหลัก คือ หนี้กระทำการ หนี้งดเว้นกระทำการ และหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน แต่ละประเภทมีลักษณะและข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป
การแบ่งประเภทวัตถุแห่งหนี้นี้ ถือกันมาตั้งแต่สมัยโรมัน และประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศสก็ได้นำมาบัญญัติไว้เป็น 3 อย่างเช่นกัน อย่างไรก็ดีบางท่านอาจเห็นว่าอาจถือว่ามีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ หนี้กระทำการกับหนี้งดเว้นกระทำการ โดยรวมหนี้ส่งมอบทรัพย์สินว่าเป็นการกระทำการอย่างหนึ่งด้วย
1. หนี้กระทำการ
หนี้กระทำการ คือ หนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เจ้าหนี้ เช่น การทำงาน การให้บริการ หรือการปฏิบัติงานตามที่ตกลงกันไว้
หนี้กระทำการเป็นวัตถุแห่งหนี้ประเภทหนึ่งที่พบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แม้เราอาจไม่รู้ตัวว่านั่นคือ "หนี้กระทำการ" ตามหลักกฎหมาย
ลักษณะของหนี้กระทำการ
หนี้กระทำการมีลักษณะเป็นการที่ลูกหนี้ “มีหน้าที่ต้องกระทำการ” อย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่เจ้าหนี้ การกระทำนี้อาจเป็น การให้บริการ การทำงาน การปฏิบัติงาน หรือการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาหรือข้อตกลง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างมีหน้าที่ทำงานให้นายจ้าง การทำงานนี้เป็นวัตถุแห่งหนี้ประเภทกระทำการ หรือในกรณีที่จ้างร้านซักผ้าให้ซักผ้า ร้านซักผ้าต้องกระทำการซักผ้าที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ เพื่อส่งมอบผ้านั้นให้เจ้าหนี้เป็นการชำระหนี้
ความแตกต่างระหว่างหนี้กระทำการกับหนี้ประเภทอื่น
หนี้กระทำการแตกต่างจากหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน ตรงที่หนี้กระทำการเน้นที่การปฏิบัติหรือการให้บริการ ในขณะที่หนี้ส่งมอบทรัพย์สินเน้นที่การโอนกรรมสิทธิ์หรือส่งมอบสิ่งของ
บางท่านอาจเห็นว่าหนี้ส่งมอบทรัพย์สินก็เป็นการกระทำการอย่างหนึ่งด้วย เพราะการส่งมอบก็ต้องมีการกระทำ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กฎหมายได้แยกประเภทไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
2. หนี้งดเว้นกระทำการ
หลักการของหนี้งดเว้นกระทำการ
หนี้งดเว้นกระทำการเป็นแนวคิดที่อาจทำให้หลายคนเกิดความสับสน เพราะการ "ไม่กระทำ" กลับกลายเป็น "หนี้" ที่ต้องปฏิบัติ
หนี้งดเว้นกระทำการ คือ หนี้ที่กำหนดให้ลูกหนี้ไม่ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ต้องงดเว้นจากการกระทำบางอย่าง ซึ่งตามมาตรา 194 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า "การชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้" แนวคิดนี้อาจฟังดูแปลก แต่การงดเว้นถือว่าเป็นการกระทำในทางกฎหมาย
ตัวอย่างหนี้งดเว้นกระทำการ
การไม่เปิดเผยความลับของเจ้าหนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของหนี้งดเว้นกระทำการ เช่น พนักงานที่มีหน้าที่เก็บรักษาความลับทางการค้าของบริษัท หรือแพทย์ที่มีหน้าที่เก็บรักษาความลับของผู้ป่วย
ในกรณีการเช่าบ้าน ผู้เช่าอาจมีหน้าที่ไม่ดัดแปลงบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ การที่ผู้เช่าต้องงดเว้นไม่ดัดแปลงบ้านนี้ก็เป็นหนี้งดเว้นกระทำการเช่นกัน
ผลของการฝ่าฝืนหนี้งดเว้นกระทำการ
เมื่อลูกหนี้ฝ่าฝืนหนี้งดเว้นกระทำการ เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เช่น ถ้าลูกจ้างไปฝ่าฝืนไปทำงานในบริษัทคู่แข่ง นายจ้างเก่าสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
ในบางกรณี ศาลอาจสั่งห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการที่ฝ่าฝืนหนี้งดเว้นกระทำการต่อไป หรืออาจสั่งให้หยุดการกระทำที่ฝ่าฝืนทันที
3. หนี้ส่งมอบทรัพย์สิน
หนี้ส่งมอบทรัพย์สิน คือ หนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้ เพื่อการชำระหนี้ ซึ่งมาตรา 195 ได้กล่าวถึงโดยเฉพาะว่า "เมื่อทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้น…." แสดงให้เห็นว่าทรัพย์สามารถเป็นวัตถุแห่งหนี้ได้
ลักษณะของหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน
หนี้ส่งมอบทรัพย์สินมีลักษณะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้ การส่งมอบนี้อาจเป็นเพียงการส่งมอบการครอบครอง หรือ การโอนกรรมสิทธิ์ด้วยก็ได้ ขึ้นกับประเภททรัพย์และแบบของนิติกรรม
ตัวอย่างเช่น ในสัญญาซื้อขาย ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ (โอนกรรมสิทธิ์) หรือผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาเช่าให้แก่ผู้เช่า (ส่งมอบการครอบครอง)
การกำหนดประเภทและชนิดของทรัพย์
ปัญหาที่พบบ่อยในหนี้ส่งมอบทรัพย์ คือ สัญญาระบุเพียง “ประเภท” ของทรัพย์ ไม่ได้กำหนด “ชนิด/คุณภาพ” เฉพาะ กฎหมายจึงวางหลักไว้ว่า ถ้าไม่อาจกำหนดชนิดได้จากสภาพนิติกรรมหรือเจตนาคู่กรณี ลูกหนี้ต้องส่งมอบ “ทรัพย์ชนิดปานกลาง”
เป็นไปตามมาตรา 195 วรรคแรก กำหนดว่า "เมื่อทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นได้ระบุไว้แต่เพียงเป็นประเภท และถ้าตามสภาพแห่งนิติกรรม หรือตามเจตนาของคู่กรณีไม่อาจจะกำหนดได้ว่าทรัพย์นั้นจะพึงเป็นชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง"
หลักการนี้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการเถียงกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้และเป็นการสร้างความยุติธรรมระหว่างคู่สัญญา ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเกินไป เมื่อฝ่ายเจ้าหนี้ต้องการทรัพย์ชนิดดีที่สุด แต่ฝ่ายลูกหนี้อยากส่งมอบทรัพย์ชนิดที่ด้อยคุณภาพที่สุด
Case Study
การซื้อขายข้าว หากในสัญญาระบุเพียงว่า "ซื้อข้าว" โดยไม่ได้ระบุชนิด (ทั้งที่ข้าวมีหลายชนิด ตั้งแต่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวดำ ข้าวแดง ข้าวขาว) ซึ่งแม้ว่าในอดีตข้าวแดงเป็นข้าวที่เอาไว้ให้คนคุกกิน แต่ปัจจุบันพบว่าข้าวแดงมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวขาว จึงมีราคาแพงกว่าข้าวขาวขัดสี
เมื่อมีการตกลงซื้อขายข้าวโดยไม่ได้ระบุชนิด ฝ่ายเจ้าหนี้(ผู้ซื้อ)อยากได้ข้าวชนิดดีที่สุด ส่วนฝ่ายลูกหนี้(ผู้ขาย)อยากส่งมอบข้าวชนิดที่ราคาถูกที่สุด กฎหมายจึงต้องวางหลักกลางว่าให้ส่งมอบข้าวชนิดปานกลาง
การกำหนดทรัพย์เฉพาะสิ่ง
ตามมาตรา 195 วรรค 2 ทรัพย์จะกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งได้สองกรณี
กรณีแรกคือ "ลูกหนี้ได้กระทำการอันตนจะพึงต้องทำเพื่อส่งมอบทรัพย์สิ่งนั้นทุกประการแล้ว" หมายถึงลูกหนี้ได้เตรียมการส่งมอบเรียบร้อยแล้ว เช่น เตรียมสินค้าแล้ว แยกไว้แล้ว กองไว้แล้ว หรือขึ้นรถบรรทุกไว้แล้ว
กรณีที่สองคือ "ลูกหนี้ได้เลือกกำหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้" เช่น ลูกหนี้เตรียมสินค้าไว้และเจ้าหนี้ก็โอเคแล้ว ยินยอมแล้ว ส่งตัวแทนไปตรวจสอบแล้วบอกว่าสินค้าล็อตนี้ส่งมาได้เลย
โดยการกำหนดทรัพย์เฉพาะสิ่งมีความสำคัญ เพราะจะเชื่อมโยงไปสู่ มาตรา 370 เรื่องการรับบาปเคราะห์ในสัญญาต่างตอบแทน
ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ประเภท
ในสัญญาเดียวกันอาจมีวัตถุแห่งหนี้หลายประเภทปะปนกัน เช่น ในสัญญาซื้อขาย ฝ่ายผู้ขายมีหนี้ส่งมอบสินค้า (หนี้ส่งมอบทรัพย์สิน) ส่วนฝ่ายผู้ซื้อมีหนี้ชำระเงิน (หนี้ส่งมอบทรัพย์สิน) และมีหนี้รับมอบสินค้า (หนี้กระทำการ)
ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน ในสัญญาต่างตอบแทนแบบนี้ เรียกว่าเป็นสัญญายื่นหมูยื่นแมว ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้บ่งบอกลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน
อ่านเพิ่มเติม
(บทความที่เกี่ยวข้อง) จ่ายหนี้ด้วยวิธีไหนได้บ้างในทางกฎหมาย ! (วัตถุแห่งหนี้) — อธิบายรายละเอียดเรื่องวัตถุแห่งหนี้ที่เป็นเงิน การกระทำ และการงดเว้นกระทำการ
(บทความที่เกี่ยวข้อง) การระงับหนี้ ! 5 เหตุที่ทำให้หนี้ระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้สิ้นสุดลง — ความรู้เรื่องการสิ้นสุดของหนี้เมื่อวัตถุแห่งหนี้ได้รับการชำระครบถ้วน
👉 สามารถปรึกษาทนายความได้ฟรีที่ Legardy เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นก่อนตัดสินใจ
ทรัพย์เฉพาะสิ่งกับการรับบาปเคราะห์ ต้องรู้อะไรบ้าง

ทรัพย์เฉพาะสิ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างมาตรา 195 กับมาตรา 370 ซึ่งเกี่ยวกับการรับบาปเคราะห์ (ความเสี่ยงภัย) ในสัญญาต่างตอบแทน
การรับบาปเคราะห์ตามมาตรา 370
มาตรา 370 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า “ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้”
ความหมายของ "ตกเป็นพับ"
คำว่า "ตกเป็นพับ" ในภาษากฎหมาย หมายถึง ความเสี่ยงหรือผลเสียหายตกแก่ฝ่ายนั้น หรือ "ซวย" ตามภาษาชาวบ้าน กรณีที่ทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุที่ไม่สามารถโทษลูกหนี้(คนขาย)ได้ ในกรณีนี้เจ้าหนี้(คนซื้อ)จะไม่อาจโทษลูกหนี้ได้ คือซื้อของไม่ได้ของ แถมยังต้องชำระราคาด้วย
เช่น ในสัญญาซื้อขายสังหารมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง โดยทั่วไปหากไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเงื่อนเวลาหรือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจะโอนทันทีที่ทำสัญญากันเสร็จ เท่ากับว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ถูกโอนไปยังเจ้าหนี้(คนซื้อ)แล้ว เพียงแต่ทรัพย์ยังอยู่ในมือของคนขาย เมื่อทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุที่ไม่สามารถโทษลูกหนี้(คนขาย)ได้ คนซื้อผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจึงต้องรับความเสี่ยงภัยในส่วนนั้น
(หมายเหตุ: สังหาริมทรัพย์ทั่วไป กรรมสิทธิ์โอนเมื่อสัญญาซื้อขายสำเร็จ ตามมาตรา 458 แต่ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา456)
สิทธิเลือกวัตถุแห่งหนี้ ใครมีสิทธิ์เลือกได้บ้าง
สิทธิเลือกวัตถุแห่งหนี้ ตามมาตรา 198 ตกอยู่แก่ลูกหนี้ เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น เช่น ให้เจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้เลือก
เมื่อมีการกำหนดวัตถุแห่งหนี้ที่จะต้องชำระหลายอย่าง แต่จะกระทำได้เพียงอย่างเดียว คำถามที่เกิดขึ้นคือใครจะเป็นผู้มีสิทธิเลือกว่าจะชำระหนี้ด้วยวิธีใด
หลักการของมาตรา 198
ตามมาตรา 198 บัญญัติว่า "ถ้าการอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง แต่จะต้องกระทำการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแต่อย่างเดียว ท่านว่าสิทธิที่จะเลือกทำการนั้นตกอยู่แก่ลูกหนี้"
หลักการนี้วางไว้เพราะลูกหนี้เป็นผู้ที่จะต้องเป็นคนส่งมอบ จึงควรให้ลูกหนี้มีสิทธิที่จะเลือกชำระหนี้ หากมันมีสิ่งที่จะต้องพึงกระทำหลายอย่าง และทำได้แค่อย่างเดียว
Case Study
สมมุติว่าในสัญญาระบุว่าลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้หลายวิธี เช่น จ่ายเป็นข้าวสาร น้ำตาล กะปิ หรือน้ำปลา ในมูลค่า 100,000 บาท แต่จะเลือกได้เพียงอย่างเดียว ในกรณีนี้ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะเลือกว่าจะส่งมอบสินค้าประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำตาล กะปิ หรือน้ำปลาก็ได้ โดยฝ่ายเจ้าหนี้ไม่สามารถมาบอกได้ว่าต้องการน้ำตาลเท่านั้น เป็นต้น
วิธีการแสดงการเลือกตามมาตรา 199
การเลือกต้องทำด้วยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงเจตนาต้องไปดูกฎหมายนิติกรรมว่าการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้าหรือการแสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่ระยะห่างจะต้องทำอย่างไร
เมื่อได้เลือกแล้ว การชำระหนี้ได้เลือกทำเป็นอย่างใดแล้วเนี่ย ท่านให้ถือว่าอย่างนั้นอย่างเดียวเป็นการชำระหนี้อันกำหนดให้กระทำแต่ต้นมา ไม่สามารถเปลี่ยนใจได้อีก
กำหนดระยะเวลาในการเลือกตามมาตรา 200
หากมีการกำหนดระยะเวลาให้เลือก ผู้ที่มีสิทธิเลือกจะต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลานั้น หากไม่เลือกภายในกำหนดระยะเวลา สิทธิที่จะเลือกนั้นย่อมตกไปอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ถ้ามิได้กำหนดระยะเวลาให้เลือก เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ ฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือกอาจกำหนดเวลาพอสมควรแก่เหตุแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายที่มีสิทธิเลือกใช้สิทธิเลือกภายในกำหนดเวลานั้น หากไม่ใช้สิทธิเลือก สิทธิที่จะเลือกก็จะตกไปอยู่แก่ฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือกนั้น
กรณีพ้นวิสัยกับข้อยกเว้น จัดการปัญหาอย่างไร

เมื่อวัตถุแห่งหนี้บางอย่างกลายเป็นพ้นวิสัยไม่สามารถทำได้ ตามมาตรา 202 จะจำกัดหนี้ไว้เพียงการชำระหนี้อย่างอื่นที่ไม่พ้นวิสัย
ตามมาตรา 202 บัญญัติว่า "ถ้าการอันจะพึงต้องทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง และอย่างใดอย่างหนึ่งตกเป็นอันพ้นวิสัยจะทำได้มาแต่ต้นก็ดี หรือกลายเป็นพ้นวิสัยในภายหลังก็ดี ท่านให้จำกัดหนี้นั้นไว้เพียงการชำระหนี้อย่างอื่นที่ไม่พ้นวิสัย..."
อย่างไรก็ดีในมาตรเดียวกันกฎหมายก็ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
Case Study
กรณีการตกลงซื้อม้าสีหมอก โดยม้าไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่มาตกลงทำสัญญาซื้อขายกันที่กรุงเทพฯ ขณะในการทำสัญญา ปรากฏว่าม้าเกิดตายไปแล้ว และข่าวสารยังมาไม่ถึง คนขายก็ไม่รู้ คนซื้อก็ไม่รู้ ตกลงกันซื้อของที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว ทำให้ตกเป็นพ้นวิสัยมาแต่ต้น
อีกกรณีหนึ่ง คือ พ้นวิสัยในภายหลัง ถ้าทำสัญญากันเรียบร้อยแล้ว ตกลงจะซื้อม้าสีหมอก แต่ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาแล้ว ม้าสีหมอกเกิดป่วยตาย การส่งมอบก็จะเป็นหนี้ที่พ้นวิสัยในภายหลัง
หากมีข้อตกลงว่าจะต้องมีการส่งมอบสินค้า 3 ตัว แต่ในสินค้า 3 ตัวนั้น ตัวที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะไม่มีอยู่แล้วหรือเสียหายไปตั้งแต่ต้นหรือภายหลัง ส่วนตัวที่ 2 และตัวที่ 3 ยังไม่พ้นวิสัย กฎหมายจะจำกัดหนี้ไว้เพียงการส่งมอบตัวที่ 2 และตัวที่ 3 เท่านั้น ลูกหนี้ในฐานะที่มีสิทธิเลือกจะเลือกส่งมอบตัวใดตัวหนึ่งระหว่างตัวที่ 2 กับตัวที่ 3
ข้อยกเว้นสำคัญที่ต้องรู้
การจำกัดตามมาตรา 202 ย่อมไม่เกิดขึ้น หากว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการอันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือกนั้นต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะเปลี่ยนสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาไปโดยสิ้นเชิง
ในการกำหนดข้อยกเว้นนี้ ต้องกำหนดสิทธิให้ดีก่อนว่าใครมีสิทธิเลือก ใครไม่มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 198 สิทธิที่จะเลือกตกเป็นของลูกหนี้ หากไม่มีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น
Case Study
กรณีรถยนต์ 3 คัน คันสีขาว คันสีแดง คันสีดำ ปรากฏว่าฝ่ายเจ้าหนี้ขอไปทดลองขับก่อน เอาคันที่ 1 ไปขับทดลองแล้วเอาไปชน คันที่ 1 เสียหายเลย ในกรณีนี้ การพ้นวิสัยนั้น ฝ่ายเจ้าหนี้ซึ่งไม่มีสิทธิเลือกต้องรับผิดชอบ เพราะเจ้าหนี้เป็นต้นเหตุให้มันพ้นวิสัย
ฝ่ายลูกหนี้ที่มีสิทธิเลือกจึงสามารถเลือกให้เจ้าหนี้รับคันที่เสียหายได้ เพราะในเมื่อเจ้าหนี้เป็นต้นเหตุ ลูกหนี้ก็มีสิทธิส่งมอบคันที่เสียหายให้ ฝ่ายเจ้าหนี้จะมาต่อรองไม่ได้ เห็นว่าถ้าเกิดเลือกคันที่ 1 ให้อย่างนี้ จะเข้ายกเว้นและซึ่งแนวคิดตรงนี้ วิธีคิดตรงนี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก
การชำระหนี้ด้วยเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาเงินตราที่เลิกใช้
การชำระหนี้ด้วยเงินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีการทำธุรกิจระหว่างประเทศหรือใช้เงินตราต่างประเทศ จะมีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน
มาตรา 196 และ มาตรา 197 กำหนดแนวทางการชำระหนี้ด้วยเงิน โดยหนี้เงินที่แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ “สามารถส่งใช้เป็นเงินไทยได้” และ หากเงินตราชนิดใดถูกยกเลิกไม่ใช้ ให้ถือเสมือนว่ามิได้ระบุให้ใช้เงินตราชนิดนั้น
คำถาม-คำตอบ เรื่องวัตถุแห่งหนี้ที่ถามกันบ่อย
1. วัตถุแห่งหนี้คืออะไร ต่างจากหนี้ทั่วไปอย่างไร?
วัตถุแห่งหนี้คือสิ่งที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามมาตรา 194 ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการกู้ยืมเงิน แต่หมายถึงความผูกพันที่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย
2. วัตถุแห่งหนี้มีกี่ประเภท แต่ละประเภทคืออะไร?
วัตถุแห่งหนี้มี 3 ประเภทหลัก คือ หนี้กระทำการ (ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง) หนี้งดเว้นกระทำการ (ให้งดเว้นไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง) และหนี้ส่งมอบ (ส่งมอบทรัพย์สินแก่เจ้าหนี้)
3. ทำไมต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง เมื่อไหร่ใช้หลักนี้?
เมื่อทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ระบุไว้แต่เพียงประเภท และไม่สามารถกำหนดชนิดได้ ตามมาตรา 195 ลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง เพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้
4. ทรัพย์เฉพาะสิ่งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีความสำคัญอย่างไร?
ทรัพย์เฉพาะสิ่งเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ได้กระทำการเพื่อส่งมอบทรัพย์ทุกประการแล้ว หรือเลือกกำหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ ทรัพย์เฉพาะสิ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่องการรับบาปเคราะห์ในมาตรา 370
5. ใครมีสิทธิเลือกวัตถุแห่งหนี้ เมื่อมีหลายอย่างให้เลือก?
ตามมาตรา 198 สิทธิที่จะเลือกตกอยู่แก่ลูกหนี้ เพราะลูกหนี้เป็นผู้ที่จะต้องส่งมอบ เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเป็นอย่างอื่น เช่น ให้เจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้เลือก
6. หากไม่เลือกภายในเวลาที่กำหนด เกิดอะไรขึ้น?
หากฝ่ายที่มีสิทธิเลือกไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดระยะเวลา สิทธิที่จะเลือกนั้นย่อมตกไปอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 200 หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ก็สามารถเรียกร้องได้ทันที
7. กรณีพ้นวิสัยคืออะไร จัดการอย่างไร?
พ้นวิสัยคือไม่มีทางปฏิบัติได้ เช่น ม้าสีหมอกที่ตกลงซื้อขายตายไปแล้ว ตามมาตรา 202 หากวัตถุแห่งหนี้บางอย่างกลายเป็นพ้นวิสัย จะจำกัดหนี้ไว้เพียงการชำระหนี้อย่างอื่นที่ไม่พ้นวิสัย
8. ข้อยกเว้นของการพ้นวิสัยคืออะไร?
การจำกัดตามมาตรา 202 ไม่เกิดขึ้น หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการของฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือกต้องรับผิดชอบ เช่น เจ้าหนี้เอารถไปทดลองขับแล้วชน ลูกหนี้ก็สามารถส่งมอบรถที่เสียหายได้
9. การชำระหนี้ด้วยเงินต่างประเทศทำได้ไหม?
ตามมาตรา 196 หนี้เงินที่แสดงไว้เป็นเงินต่างประเทศ สามารถส่งใช้เป็นเงินไทยได้ เมื่อทำธุรกิจกันในเมืองไทยก็ควรใช้เงินไทย
10. หากเงินตราที่ระบุในสัญญาถูกยกเลิกไม่ใช้แล้ว จะทำอย่างไร?
ตามมาตรา 197 หากเงินตราชนิดที่กำหนดในสัญญาถูกยกเลิกไม่ใช้แล้ว ในเวลาที่จะต้องชำระหนี้ ให้ถือเสมือนหนึ่งว่ามิได้ระบุไว้ให้ใช้เป็นเงินตราชนิดนั้น สามารถใช้เงินตราชนิดอื่นมาชำระหนี้ได้
สรุป
วัตถุแห่งหนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของกฎหมายหนี้ที่ควรเข้าใจ เพื่อป้องกันข้อพิพาทและใช้สิทธิของตนได้อย่างถูกต้อง การรู้จักแยกแยะประเภทของวัตถุแห่งหนี้ เข้าใจสิทธิในการเลือก และรู้วิธีจัดการเมื่อเกิดปัญหา จะช่วยให้การทำสัญญาต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย
ต้องการคำปรึกษาเฉพาะกรณี? ปรึกษาทนายฟรีที่ Legardy หรือ จ้างทนายผู้เชี่ยวชาญ จากเครือข่าย 700+ ทนายทั่วประเทศ ที่ให้คำปรึกษามากกว่า 26,000 เคส ด้วยประสบการณ์ให้บริการผู้ใช้มากกว่า 3.6 ล้านคนต่อปี
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


