
ปัจจจุบัน การลงทุนเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ที่มีความนิยมสูง หรือการลงทุนในทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็ว เทคโนโลยีทำให้การลงทุนที่เคยต้องผ่านนายหน้าหรือสถาบันการเงินกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ด้วยตนเอง
แต่ในขณะเดียวกัน การเข้าถึงที่ง่ายดายนี้ก็กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์ การหลอกลงทุนออนไลน์จึงกลายเป็นอาชญากรรมที่เติบโตเร็วที่สุดเช่นกัน
เมื่อโดนหลอกลงทุน แล้ว คำถามแรกที่เกิดขึ้นมักเป็น "ทำอย่างไรได้บ้าง" "เอาผิดได้จริงหรือไม่" และ "จะได้เงินคืนไหม" บทความนี้จะตอบทุกข้อสงสัยพร้อมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งความ การเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการฟ้องคดีและการเรียกร้องค่าเสียหาย
กฎหมายที่ใช้เอาผิด เมื่อโดนหลอกลงทุน

"การหลอกลงทุนออนไลน์ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษสูงสุดถึงจำคุก 7 ปี เนื่องจากกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก"
คำถามที่ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุนมักสงสัยคือ กฎหมายไทยสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ และโทษหนักแค่ไหน ความจริงแล้ว กฎหมายไทยมีบทลงโทษที่ครอบคลุมและรุนแรงสำหรับการหลอกลงทุนออนไลน์ ทั้งในแง่ของประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายพิเศษ
การหลอกลงทุนที่เกิดขึ้นผ่านระบบคอมพิวเตอร์จะเข้าข่ายความผิดหลายมาตราพร้อมกัน ทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักกว่าการฉ้อโกงทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการกระทำที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งศาลมักพิพากษาให้รับโทษจำคุกจริง ไม่ใช่เพียงแค่โทษปรับ
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14
มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ว่า
ผู้ใดโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม/เท็จโดยน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ไม่ได้เป็นความผิดอันยอมความได้
กฎหมายนี้ประยุกต์ใช้กับการหลอกลงทุนได้โดยตรง เนื่องจากมิจฉาชีพมักสร้างแพลตฟอร์มปลอม แสดงข้อมูลผลกำไรที่เป็นเท็จ หรือใช้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อชักชวนให้ผู้เสียหายโอนเงิน ซึ่งถือเป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน
หากการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โทษจะลดลงเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท และให้เป็นความผิดอันยอมความได้
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง
มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ว่า
"ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สิน" ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
การหลอกลงทุนเข้าข่ายมาตรานี้ผ่านการแสดงข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุน การปกปิดความเสี่ยง หรือการแสดงตัวเป็นบริษัทลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียหายโอนเงินไปเพราะเชื่อข้อมูลลเท็จเหล่านี้
มาตรา 343 ฉ้อโกงประชาชน (จำคุก 6 เดือน-7 ปี)
มาตรา 343 ประมวลกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุดสำหรับการหลอกลงทุน โดยบัญญัติว่า
ผู้ใดกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 140,000 บาท
ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างมาตรา 341 กับ 343 คือ มาตรา 343 ใช้กับการกระทำที่มุ่งหมายหลอกลวง "ประชาชน" ซึ่งหมายถึงบุคคลหลายคนหรือการกระทำที่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปสามารถตกเป็นเหยื่อได้ การหลอกลงทุนออนไลน์จึงมักเข้าข่ายมาตรานี้ เนื่องจากมิจฉาชีพมักโพสต์ข้อมูลเท็จผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างเว็บไซต์ปลอม หรือส่งข้อความหาลูกค้าเป็นจำนวนมาก
การที่ใช้มาตรา 343 แทนมาตรา 341 ทำให้คดีกลายเป็น ความผิดอันยอมความไม่ได้ หมายความว่าแม้ผู้เสียหายจะให้อภัยแล้ว คดียังคงต้องดำเนินต่อไป และผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมาย
ความแตกต่าง: ฉ้อโกงบุคคลเดียว vs ประชาชน
การแยกแยะระหว่างความผิดฐาน "ฉ้อโกงบุคคลเดียว" กับ "ฉ้อโกงประชาชน" เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เสียหายจากการหลอกลงทุนต้องเข้าใจ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อความหนักเบาของโทษ ขั้นตอนการดำเนินคดี และโอกาสที่จะได้รับความเป็นธรรม
ฉ้อโกงบุคคลเดียว (มาตรา 341)
ฉ้อโกงบุคคลเดียวเป็นความผิดที่กระทำต่อ "บุคคลใดบุคคลหนึ่ง" โดยเฉพาะ หรือกลุ่มบุคคลจำนวนน้อยที่มิจฉาชีพรู้จักเป็นการส่วนตัว ลักษณะของการหลอกลงทุนในกรณีนี้มักเป็นการที่มิจฉาชีพเข้าหาเหยื่อโดยตรง เช่น การทักแชทใน Facebook การโทรหาโดยตรง หรือการรู้จักกันผ่านคนรู้จัก
ตัวอย่างเช่น นาย ก รู้จักกับนาย ข ผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ จากนั้นนาย ข ชักชวนให้นาย ก ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีผ่านแพลตฟอร์มที่นาย ข แนะนำ โดยไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลนี้ให้ประชาชนทั่วไปทราบ กรณีนี้จะเข้าข่ายมาตรา 341
โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ลักษณะคดี: เป็นความผิดอันยอมความได้ หมายความว่าหากผู้เสียหายให้อภัย คดีจะยุติลง
ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343)
ฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดที่กระทำโดยมุ่งหมายให้ "ประชาชน" โดยทั่วไปทราบและตกเป็นเหยื่อได้ การกระทำมีลักษณะเปิดกว้าง เช่น การโพสต์ข้อมูลลงในโซเชียลมีเดีย การสร้างเว็บไซต์เพื่อหลอกลวง การส่ง SMS หรือการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
ตัวอย่างเช่น การสร้างเพจ Facebook ที่อ้างตัวเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง จากนั้นโพสต์ข้อมูลเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปมาลงทุนในหุ้นหรือทองคำ พร้อมสัญญาผลตอบแทนสูง หรือการสร้างแอปพลิเคชันปลอมแล้วโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ ให้คนดาวน์โหลดมาใช้งาน
โทษ: จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-140,000 บาท ลักษณะคดี: เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ หมายความว่าแม้ผู้เสียหายจะให้อภัย คดียังคงต้องดำเนินต่อไป
เกณฑ์การพิจารณาในทางปฏิบัติ
ศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ วิธีการเผยแพร่ข้อมูล หากใช้สื่อสาธารณะ เว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
จำนวนผู้เสียหาย แม้จะมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว แต่หากวิธีการกระทำมีลักษณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถตกเป็นเหยื่อได้ ก็อาจถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน
ลักษณะการโฆษณา การใช้ชื่อบริษัทปลอม การอ้างอิงใบอนุญาตที่ไม่มีจริง หรือการสัญญาผลตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผล เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงเจตนาหลอกลวงประชาชน
อ่านคำปรึกษาจริง พร้อมคำตอบจากทนายความเรื่อง "ฉ้อโกง"
Q: ถ้าเราไปตามหมายเรียก คดี ฉ้อโกง
Q: อยากปรึกษาเรื่องศาลตัดสินคดีฉ้อโกง
พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

นิยามศัพท์ (มาตรา 3)
"กู้ยืมเงิน" หมายความว่า รับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าในลักษณะของการรับฝาก การกู้การยืม การจำหน่ายบัตรหรือสิ่งอื่นใด การรับเข้าเป็นสมาชิก การรับเข้าร่วมลงทุน การรับเข้าร่วมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในลักษณะอื่นใด โดยผู้กู้ยืมเงินหรือบุคคลอื่นจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน
"ผลประโยชน์ตอบแทน" หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่ผู้กู้ยืมเงินหรือบุคคลอื่นจ่ายหรือจะจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินเพื่อการกู้ยืมเงิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะจ่ายในลักษณะดอกเบี้ย เงินปันผล หรือลักษณะอื่นใด
ฐานความผิดหลัก
มาตรา 4
ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงินตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า
ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือ
ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้
และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
วรรคสอง: ผู้ใดไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ดำเนินการหรือให้พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคคลใดดำเนินการโฆษณา ประกาศหรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนโดย:
ซื้อหรือขายเงินตราสกุลใดสกุลหนึ่งหรือหลายสกุล หรือ
เก็งกำไรหรืออาจจะได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน
ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย
มาตรา 5
ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้:
(1) ในการกู้ยืมเงินหรือจะกู้ยืมเงิน
(ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใด หรือ
(ข) ดำเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ หรือ
(ค) จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ หรือ
(ง) จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้มีการให้กู้ยืมเงิน หรือ
(จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกินสิบคนซึ่งมีจำนวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน
และ (2) ผู้นั้น
(ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ หรือ
(ข) ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกิจการของผู้นั้นตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลาย
ผู้นั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 4
ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการของตนหรือของบุคคลที่ตนอ้างถึงนั้น เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น
โทษ
มาตรา 12
ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 4 หรือมาตรา 5 ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา 15 (ความรับผิดของนิติบุคคล)
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเลยไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่พนักงานหรือลูกจ้างของนิติบุคคลซึ่งปรากฏพยานหลักฐานว่ามีพฤติกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลด้วย
มาตรา 15/1 (การกระทำความผิดซ้ำ)
ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามมาตรา 4 หรือมาตรา 5 ถ้าได้กระทำความผิดนั้นซ้ำอีกในระหว่างรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษอยู่ก็ดี หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ดี หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลัง ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกหนึ่งเท่าของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง
อ่านบทความเพิ่มเติม ทำผิดซ้ำๆระวังโทษหนักขึ้น !
มาตรา 15/2 (การเนรเทศคนต่างด้าว)
ในกรณีคนต่างด้าวต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามมาตรา 4 หรือมาตรา 5 ให้เนรเทศผู้นั้นออกนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการเนรเทศ ถ้าผู้นั้นจะต้องรับโทษก็ให้รับโทษก่อน
พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

นิยามศัพท์ (มาตรา 3)
"คริปโทเคอร์เรนซี" หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยมีความประสงค์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล และให้หมายความรวมถึงหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด
"โทเคนดิจิทัล" หมายความว่า หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ:
(1) กำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ
(2) กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง
"สินทรัพย์ดิจิทัล" หมายความว่า คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล
"ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล" หมายความว่า การประกอบธุรกิจตามประเภทดังต่อไปนี้:
(1) ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
(2) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
(3) ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล
(4) กิจการอื่นที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
การห้ามประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
มาตรา 26
ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต.
การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมการขออนุญาตและการอนุญาต ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
วรรคสาม (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568): ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักรไทยแต่ให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่เป็นการให้บริการตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด
การเลิกประกอบธุรกิจและการดำเนินการค้างอยู่
มาตรา 33 (อ้างอิงจากบทบัญญัติในหมวด 5 การเลิกประกอบธุรกิจฯ)
เมื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลใดเลิกประกอบธุรกิจ ให้ผู้ประกอบธุรกิจนั้นทำการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ชำระราคา ส่งมอบรายการที่ค้างอยู่ หรือดำเนินการใด ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และภายในระยะเวลาที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด
การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม
มาตรา 40 (หมวด 6)
ห้ามมิให้บุคคลใดบอกกล่าว เผยแพร่ หรือให้คำรับรองข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับ:
ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน ข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวกับผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัล
ลักษณะหรือสาระสำคัญของโทเคนดิจิทัล
ราคาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยประการที่น่าจะทำให้มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลหรือต่อการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
มาตรา 41
ห้ามมิให้บุคคลใดวิเคราะห์หรือคาดการณ์ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน ข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวกับผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัล ลักษณะหรือสาระสำคัญของโทเคนดิจิทัล หรือราคาซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยนำข้อมูลที่รู้ว่าเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วนอันอาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ มาใช้ในการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ หรือละเลยที่จะพิจารณาความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว หรือโดยบิดเบือนข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ และได้เปิดเผยหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์หรือคาดการณ์นั้นต่อประชาชนโดยประการที่น่าจะทำให้มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลหรือต่อการตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
มาตรา 42 (การใช้ข้อมูลภายใน)
ห้ามมิให้บุคคลใดซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในที่เกี่ยวกับผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือลักษณะหรือสาระสำคัญของโทเคนดิจิทัล กระทำการดังต่อไปนี้:
(1) ซื้อหรือขายโทเคนดิจิทัล หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับโทเคนดิจิทัลไม่ว่าเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น เว้นแต่:
(ก) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่งศาล หรือคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย
(ข) เป็นการปฏิบัติตามภาระผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ทำขึ้นก่อนที่ตนจะรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน
(ค) เป็นการกระทำโดยตนมิได้เป็นผู้รู้เห็นหรือตัดสินใจ แต่ได้มอบหมายให้ผู้จัดการเงินทุนที่ได้รับอนุญาตตัดสินใจ
(ง) เป็นการกระทำในลักษณะที่มิได้เป็นการเอาเปรียบบุคคลอื่น
(2) เปิดเผยข้อมูลภายในแก่บุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยรู้หรือควรรู้ว่าผู้รับข้อมูลอาจนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ในการซื้อหรือขายโทเคนดิจิทัล
โทษ
มาตรา 67 (ความผิดเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตาม Business Conduct)
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา 66 (ความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต)
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 โดยประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2–5 ปี และปรับ 200,000–500,000 บาท + ปรับรายวัน
มาตรา 92 (การเปิดเผยความลับตามหน้าที่)
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 33 หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขั้นตอนฟ้องคดีหลอกลงทุนแบบละเอียด

เมื่อเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการดำเนินคดีจริง การฟ้องคดีหลอกลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลักฐานดิจิทัล การติดตามตัวผู้กระทำผิด และการพิสูจน์ความเสียหาย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการเตรียมตัวและหลักฐานที่ชัดเจน
การเตรียมเอกสารที่ใช้สำหรับฟ้องโดนหลอกลงทุน
✅ หลักฐานการติดต่อสื่อสาร
- Screenshot การแชท Line/Facebook/Telegram ทั้งหมด
- บันทึกข้อมูลโปรไฟล์ผู้ส่งข้อความ (ชื่อ รูป ID)
- วันที่ เวลา ของการสนทนาแต่ละครั้ง
- ไฟล์เสียง/วิดีโอคอล (หากมี)
- เลขหมายโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อ
✅ หลักฐานทางการเงิน
- สลิปโอนเงินทุกครั้ง
- Statement ธนาคารช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลบัญชีปลายทาง (ชื่อ เลขบัญชี ธนาคาร)
- หมายเลขอ้างอิงธุรกรรมทุกรายการ
- ใบแจ้งยอดบัญชีที่แสดงเงินหาย
✅ หลักฐานแพลตฟอร์ม/เว็บไซต์
- Screenshot หน้าล็อกอิน
- Screenshot หน้าแสดงผลกำไร/ยอดเงิน
- Screenshot หน้าฝาก-ถอนเงิน
- Screenshot เงื่อนไขการใช้งาน
- URL/ชื่อแอป ที่ใช้ลงทุน
- ผลการทดสอบถอนเงิน (หากทำได้)
✅ หลักฐานการโฆษณา/ชักชวน
- Screenshot เพจ Facebook/โซเชียลมีเดีย
- โพสต์โฆษณาที่เกี่ยวข้อง
- การอ้างอิงใบอนุญาต ก.ล.ต. (หากมี)
- การใช้โลโก้บริษัทชื่อดัง
- ข้อมูลบริษัทปลอมที่อ้างอิง
✅ หลักฐานความเสียหาย
- รายการเงินที่สูญเสียทั้งหมด
- การคำนวณดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 (ตามประกาศรัฐมนตรีที่ใช้บังคับในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง)
- ค่าธรรมเนียมธนาคารที่เกิดขึ้น
- ใบรับรองแพทย์ (กรณีเครียด/ป่วย)
- หลักฐานรายได้ที่ได้รับผลกระทบ
เปิดอายุความคดีฉ้อโกง ทำอย่างไรเมื่อถูกฉ้อโกง
ยื่นฟ้องคดีอาญา vs คดีแพ่ง เลือกอะไรดี

การตัดสินใจเลือกระหว่างการฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งในคดีหลอกลงทุนเป็นคำถามที่ผู้เสียหายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ความเข้าใจในลักษณะพื้นฐานของคดีทั้งสองประเภทจะช่วยให้ผู้เสียหายเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง
อ่านบทความเพิ่มเติม -- ฟ้องคดีแพ่ง–ฟ้องคดีอาญา เลือกเส้นทางไหนดี? อัปเดท 2025
ฟ้องคดีอาญา โดนหลอกลงทุน
คดีอาญามีจุดมุ่งหมายหลักคือการลงโทษผู้กระทำผิดและปกป้องสังคม เมื่อฟ้องคดีอาญา รัฐจะเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายจะได้รับความช่วยเหลือจากระบบยุติธรรมโดยไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
ข้อดีสำคัญของการฟ้องคดีอาญาคือ หากชนะคดี ผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษจำคุกตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม คดีอาญามักใช้เวลายาวนาน เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการสอบสวน การพิจารณาของอัยการ และการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี การได้รับเงินคืนในคดีอาญาก็ไม่มีความแน่นอน เพราะศาลจะพิจารณาค่าสินไหมทดแทนเป็นเรื่องแยกต่างหากจากการพิจารณาความผิด
ฟ้องคดีแพ่ง โดนหลอกลงทุน
คดีแพ่งมีจุดมุ่งหมายหลักคือการได้รับการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายจะเป็นโจทก์เองและมีอำนาจควบคุมการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ข้อดีสำคัญของคดีแพ่งคือความเร็วในการดำเนินคดี เนื่องจากไม่ต้องผ่านขั้นตอนการสอบสวนและการพิจารณาของอัยการ ศาลจะมุ่งเน้นการพิจารณาความเสียหายและการชดใช้โดยตรง ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายได้หลายประเภท ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเสียหายทางใจ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ผู้เสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง รวมถึงค่าทนายความ ค่าฟ้อง และค่าดำเนินการต่างๆ หากจำเลยไม่มีทรัพย์สินหรือหลบหนี แม้จะชนะคดีก็อาจไม่ได้รับเงินคืน
ฟ้องทั้งแพ่งและอาญาพร้อมกัน โดนหลอกลงทุน
การฟ้องคดีทั้งแพ่งและอาญาพร้อมกันในคดีหลอกลงทุนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีทั้งสองประเภทพร้อมกัน โดยใช้วิธีการ "ยื่นฟ้องคดีแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญา" ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้เพื่อปกป้องผู้เสียหายอย่างครบถ้วน
หลักการของการแนบฟ้องแพ่งในคดีอาญา
ผู้เสียหายจะแจ้งความเป็นคดีอาญาก่อน จากนั้นในขั้นตอนที่ศาลรับฟ้องคดีอาญา ผู้เสียหายสามารถยื่นคำฟ้องแพ่งแนบไปกับคดีอาญา เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยคนเดียวกัน วิธีการนี้ทำให้ศาลพิจารณาทั้งเรื่องความผิดทางอาญาและความรับผิดทางแพ่งในคดีเดียวกัน
ข้อดีหลักของการยื่นฟ้องคดีแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญา
ผู้เสียหายจะได้รับประโยชน์จากทั้งสองระบบ หากศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดทางอาญา จำเลยจะต้องรับโทษจำคุกตามกฎหมาย และในเวลาเดียวกัน หากศาลเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดทางแพ่งด้วย ก็จะสั่งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย การได้รับโทษทั้งสองแบบจะสร้างความยุติธรรมที่สมบูรณ์มากกว่าการฟ้องเพียงประเภทเดียว
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แทนที่จะต้องดำเนินคดีสองคดีแยกกัน ซึ่งจะใช้เวลาและทรัพยากรมาก การแนบฟ้องทำให้ศาลพิจารณาพร้อมกัน ลดความซ้ำซ้อนในการนำเสนอหลักฐานและพยาน ผู้เสียหายจึงไม่ต้องเล่าเรื่องเดียวกันหลายครั้งในศาลที่แตกต่างกัน
ได้เปรียบในเรื่องภาระการพิสูจน์ ในคดีอาญา อัยการจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ซึ่งจะช่วยเสริมแรงให้กับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง เพราะหากศาลเห็นว่ามีการกระทำผิดทางอาญา ก็มักจะเห็นด้วยว่ามีความรับผิดทางแพ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม การแนบฟ้องมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ได้แก่ การที่คดีแพ่งจะต้องรอผลของคดีอาญา หากคดีอาญาใช้เวลายาวนาน คดีแพ่งก็จะต้องรอตามไปด้วย ในบางกรณี หากผู้เสียหายต้องการได้เงินคืนอย่างเร่งด่วน การฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
(อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง) -- ฟ้องคดีแพ่ง–ฟ้องคดีอาญา เลือกเส้นทางไหนดี? อัปเดท 2025
รูปแบบการหลอกลงทุนยุค 2025

การหลอกลงทุนออนไลน์ในปี 2025 มีความซับซ้อนและหลากหลายมากกว่าในอดีต มิจฉาชีพได้พัฒนาเทคนิคให้ทันสมัย ใช้ประโยชน์จากความนิยมของเทคโนโลยีใหม่ๆ และความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อแพลตฟอร์มดิจิทัล การเข้าใจรูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนระวังตัวและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อได้
จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ารูปแบบการหลอกลงทุนหลักในปัจจุบัน ได้แก่ การหลอกเทรดคริปโตเคอร์เรนซี การหลอกลงทุนทองคำ การหลอกเทรดหุ้น การหลอกลงทุนในหุ้นปลอม แต่ละประเภทมีเทคนิคและกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการใช้ความน่าเชื่อถือปลอมและการสร้างความรู้สึกเร่งด่วนให้กับเหยื่อ
6 พฤติกรรมหลอกลงทุนของมิจฉาชีพ
การหลอกลงทุนคริปโตเป็นรูปแบบที่เติบโตเร็วที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากความนิยมของสกุลเงินดิจิทัลและความไม่คุ้นเคยของประชาชนทั่วไปกับเทคโนโลยี blockchain จากการศึกษาของตำรวจไซเบอร์ พบว่ามิจฉาชีพมี 8 พฤติการณ์หลักที่ใช้ในการหลอกลวง
1.การทักเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย
เป็นขั้นตอนแรกที่มิจฉาชีพจะเข้าหาเป้าหมาย โดยใช้บัญชีปลอมที่มีรูปโปรไฟล์เป็นคนหน้าตาดี มักอ้างเป็นนักลงทุนมืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การเข้าหาจะทำผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok, หรือแม้แต่แอปหาคู่ เช่น Tinder โดยจะเริ่มต้นจากการสนทนาทั่วไปก่อนค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่องการลงทุน
2. การสร้างความรู้จักและความเชื่อใจ
เป็นขั้นตอนที่มิจฉาชีพใช้เวลามากที่สุด อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการสร้างความาสนิทสนม พวกเขาจะแชทคุยเรื่องส่วนตัว แสดงความเอาใจใส่ และค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือ
3. การแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อเริ่มสนิทกัน มิจฉาชีพจะเริ่มพูดถึงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และอ้างว่าตนเองรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญหรือครูสอนเทรดที่มีผลงานดีมาก บางครั้งจะแสดงภาพหลักฐานกำไรปลอมจากการเทรด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
4. การส่งลิงก์แพลตฟอร์มปลอม
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหรือเข้าเว็บไซต์สำหรับเทรดคริปโต แพลตฟอร์มเหล่านี้ดูเหมือนจริงมาก มีชื่อเสียงคล้ายกับแพลตฟอร์มจริง เช่น อาจใช้ชื่อว่า "Binanace" แทน "Binance" หรือใช้โดเมนที่คล้ายกัน
5. การแสดงผลกำไรสูงเกินจริง
เมื่อเหยื่อลงทุนครั้งแรกในจำนวนน้อย แพลตฟอร์มปลอมจะแสดงผลกำไรที่สูงมาก เช่น ลงทุน 10,000 บาท กำไร 50% ในไม่กี่วัน และจะอนุญาตให้ถอนเงินได้จริงในจำนวนน้อยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
6. การหลอกให้โอนเงินเพิ่ม
เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่แสดงให้เห็นเจตนาแท้จริง เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงินจำนวนมาก มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ต้องจ่ายภาษี 30% ต้องฝากเงินเพิ่มเพื่อยกระดับบัญชี หรือต้องโอนเงินมาปลดล็อกบัญชี และจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนเหยื่อไม่มีเงินหรือรู้ตัวว่าถูกหลอก
วิธีแก้ไขเมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอกลงทุน

ความจริงของการหลอกลงทุนคือ ผู้เสียหายไม่ได้รู้ตัวทันทีตั้งแต่วันแรก เนื่องจากในช่วงเริ่มต้น มิจฉาชีพจะแสดงผลกำไรปลอมบนแพลตฟอร์มและอนุญาตให้ถอนเงินได้จริงในจำนวนน้อยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์สมัยใหม่
เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินจำนวนมาก จึงจะเริ่มพบปัญหา เช่น ถูกบอกให้จ่ายค่าภาษี ค่าธรรมเนียมปลดล็อก หรือฝากเงินเพิ่มเติม หากปฏิเสธ อาจถูกข่มขู่หรือแอปพลิเคชันหายไปจากระบบ เมื่อนั้นจึงจะรู้ตัวว่าถูกหลอก แต่เงินส่วนใหญ่อาจถูกโอนไปแล้ว
แจ้งความออนไลน์ผ่าน http://www.thaipoliceonline.go.th
การแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของตำรวจไทยเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นการสร้างหลักฐานทางกฎหมายและเริ่มต้นกระบวนการยุติธรรม ระบบการแจ้งความออนไลน์ได้รับการพัฒนาให้รองรับคดีอาชญากรรมออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงคดีหลอกลงทุนที่เกิดขึ้นผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนที่ 1
การเข้าเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th โดยต้องตรวจสอบ URL ให้ถูกต้องและแน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์ของรัฐ เนื่องจากมิจฉาชีพมักสร้างเว็บไซต์ปลอมเลียนแบบเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งความ การตรวจสอบความถูกต้องของเว็บไซต์สามารถทำได้โดยดูใบรับรองความปลอดภัย SSL และตรวจสอบชื่อโดเมนให้ตรงกับที่หน่วยงานราชการประกาศไว้
ขั้นตอนที่ 2
การลงทะเบียนผู้ใช้งานใหม่หรือเข้าสู่ระบบหากเคยใช้บริการ การลงทะเบียนต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้อง เนื่องจากจะใช้ในกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดี ระบบจะส่งรหัส OTP ผ่านอีเมลหรือ SMS เพื่อยืนยันตัวตน ขั้นตอนนี้ช่วยป้องกันการแจ้งความเท็จและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล
ขั้นตอนที่ 3
การเลือกประเภทคดีเป็น "อาชญากรรมทางเทคโนโลยี" ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่ครอบคลุมคดีหลอกลงทุนออนไลน์ การเลือกประเภทที่ถูกต้องจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์เป็นผู้รับเรื่องและดำเนินการ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานดิจิทัล
ขั้นตอนที่ 4
การบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์อย่างครบถ้วน ควรเขียนเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นที่รู้จักกับมิจฉาชีพ วิธีการที่ถูกชักชวนลงทุน จำนวนเงินที่โอนและวันที่ รวมถึงเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่าถูกหลอก การเขียนรายละเอียดควรเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวหรือการคาดเดา
ขั้นตอนที่ 5
การแนบหลักฐานสำคัญ ระบบจะอนุญาตให้อัพโหลดไฟล์หลักฐาน เช่น สกรีนช็อตการสนทนา สลิปการโอนเงิน รูปภาพหน้าจอแพลตฟอร์ม ขนาดไฟล์และประเภทไฟล์ที่อนุญาตมีข้อจำกัด ดังนั้นควรจัดเตรียมหลักฐานให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาสมก่อนการแจ้งความ
เมื่อดำเนินการครบทุกขั้นตอน ระบบจะออกหมายเลขการแจ้งความให้ ซึ่งควรบันทึกไว้สำหรับการติดตามและอ้างอิงในอนาคต หมายเลขนี้จะใช้ในการติดต่อสอบถามความคืบหน้าและประสานงานกับเจ้าหน้าที่
โทร AOC 1441 ระงับบัญชีคนร้ายฉุกเฉิน
ศูนย์ AOC 1441 หรือ Anti Online Scam Operation Center เป็นหน่วยงานเฉพาะทางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์โดยตรง การโทรติดต่อ AOC 1441 ควรทำทันทีหลังจากแจ้งความออนไลน์ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการประสานงานกับสถาบันการเงินเพื่อระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว
การโทรติดต่อ AOC 1441 ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม ได้แก่ หมายเลขการแจ้งความที่ได้รับจากระบบออนไลน์ รายละเอียดบัญชีธนาคารที่โอนเงินไป วันที่และเวลาของการโอนเงิน จำนวนเงินที่สูญเสีย และข้อมูลการติดต่อของผู้แจ้ง เจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อมูลเหล่านี้และดำเนินการประสานงานกับธนาคารที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับบัญชี
ประสิทธิภาพของการระงับบัญชีขึ้นอยู่กับระยะเวลาตั้งแต่การโอนเงินจนถึงการแจ้งเหตุ หากแจ้งภายใน 24-48 ชั่วโมง จะมีโอกาสสูงที่เงินยังไม่ถูกโอนออกจากบัญชี แต่หากเลยเวลานี้ไป โอกาสจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะรีบโอนเงินหนีทันทีที่ได้รับ
AOC 1441 ยังมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์แนวโน้มและรูปแบบการหลอกลวง ข้อมูลที่ผู้เสียหายรายใหม่แจ้งมาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อหาความเชื่อมโยงและติดตามขบวนการที่อาจเกี่ยวข้อง วิธีการนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจับกุมและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ
บทความที่เกี่ยวข้อง -- อยากแจ้งความต้องรู้ ลงบันทึกประจําวัน ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับเรื่องโดนหลอกลงทุน
โดนหลอกให้ลงทุน แจ้งความได้ไหม
ได้ครับ การหลอกลงทุนเป็นความผิดทางอาญาที่สามารถแจ้งความได้ทั้งแบบออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือไปแจ้งที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน โดยจะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 341 (ฉ้อโกง) หรือมาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน) ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากเป็นการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์
หลอกให้โอนเงินเป็นคดีอะไร
การหลอกให้โอนเงินเข้าข่าย 3 ความผิดหลัก ได้แก่ (1) ฉ้อโกงตามมาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี (2) ฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หากกระทำต่อประชาชน และ (3) นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หากใช้ระบบออนไลน์
ถูกหลอกลงทุนจะได้เงินคืนไหม
อาจได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเร็วในการแจ้งความ การมีทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และประสิทธิภาพการสืบสวน หากแจ้งเร็วและเจ้าหน้าที่สามารถระงับบัญชีได้ทัน โอกาสได้เงินคืนจะสูง แต่หากผู้กระทำผิดโอนเงินหนีหรือใช้หมดแล้ว การได้เงินคืนจะยาก แม้ชนะคดีก็ตาม
แจ้งความโดนหลอกลงทุนใช้เวลานานไหม
คดีอาญาใช้เวลา 3-8 ปี โดยแบ่งเป็น ชั้นสอบสวน 6-18 เดือน ชั้นอัยการ 3-8 เดือน และชั้นศาล 1-4 ปี ส่วนคดีแพ่งเร็วกว่า ใช้เวลา 2-5 ปี หากต้องการความรวดเร็ว อาจพิจารณาฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก แต่จะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง
ไม่มีหลักฐานการโอนเงิน ฟ้องได้ไหม
ฟ้องได้แต่ยาก เพราะศาลต้องการหลักฐานที่ชัดเจนในการพิสูจน์ความเสียหาย แต่ยังมีหลักฐานอื่นที่ใช้ได้ เช่น Statement ธนาคาร การแจ้งความถูกขโมยเงิน พยานที่เห็นการโอน หรือการยอมรับของผู้กระทำผิด ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มี
โดนโกงแชร์ แจ้งความได้ไหม
ได้ครับ แม้จะเป็นเพียงการแชร์ข้อมูล แต่หากเป็นการแชร์เพื่อหลอกลวงผู้อื่น จะเข้าข่ายความผิดฐานเป็นผู้ร่วมกระทำหรือผู้สนับสนุนตามมาตรา 83 และ 84 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะหากรู้อยู่แล้วว่าเป็นการหลอกลวงแต่ยังคงแชร์ต่อ ทั้งนี้ ผู้แชร์อาจต้องรับผิดเท่ากับผู้กระทำผิดหลัก
หลอกลงทุนต่างประเทศ ฟ้องได้ไหม
ฟ้องได้ในไทย หากมีส่วนหนึ่งของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่น ผู้เสียหายอยู่ในไทย การโอนเงินจากธนาคารไทย หรือการใช้เซิร์ฟเวอร์ในไทย ตามมาตรา 7 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่การดำเนินการจะซับซ้อนกว่า และการได้เงินคืนยากกว่าเนื่องจากต้องประสานงานระหว่างประเทศ
ถ้าไม่มีชื่อจริงของคนโกง ฟ้องได้ไหม
ฟ้องได้ โดยใช้วิธีฟ้องในนามผู้ไม่ทราบชื่อ หรือใช้ข้อมูลที่ทราบ เช่น ชื่อบัญชีธนาคาร เลขบัญชี หรือ Username ที่ใช้ การสืบสวนของตำรวจจะช่วยหาตัวตนที่แท้จริงผ่านข้อมูลจากธนาคาร ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และหลักฐานดิจิทัลอื่นๆ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงคำฟ้องได้เมื่อทราบชื่อจริง
ลงทุนผ่านคนรู้จัก ถูกหลอกได้ไหม
ได้ และเป็นรูปแบบที่พบบ่อย เนื่องจากความไว้วางใจที่มีต่อคนรู้จักทำให้ระแวงน้อยลง กฎหมายไม่แยกแยะว่าผู้กระทำผิดเป็นคนรู้จักหรือคนแปลกหน้า หากมีการหลอกลวงก็จะมีความผิดเท่าเทียมกัน แต่การฟ้องคนรู้จักอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ควรพิจารณาการไกล่เกลี่ยก่อน
อายุความฟ้องคดีหลอกลงทุนกี่ปี
อายุความแตกต่างกันตามประเภทคดี สำหรับคดีอาญา มีอายุความ 10 ปี นับจากวันกระทำผิด ส่วนคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย มีอายุความ 1 ปี นับจากวันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องรับผิด หรือ 10 ปี นับจากวันกระทำละเมิด ดังนั้นหากต้องการฟ้องทั้งสองประเภท ควรรีบดำเนินการโดยเร็ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317/2555 (กรณีลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ)
คำพิพากษาฉบับเต็ม:
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชกำหนดนี้ “ผู้กู้ยืมเงิน” หมายความว่า บุคคลผู้ทำการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย" แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ป. และบริษัท ซ. แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมดำเนินกิจการกับบริษัททั้งสอง และได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับบริษัททั้งสองดังกล่าวเป็นผู้กู้ยืมเงินด้วย ทั้งนี้เพราะบุคคลธรรมดาอาจร่วมกับนิติบุคคลประกอบกิจการก็ได้ และเป็นผู้กู้ยืมเงินในความหมายของการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3 แล้ว การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโฆษณาชักชวน แนะนำ แจกจ่ายเอกสารต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปให้นำเงินมาเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนกับบริษัท ป. และบริษัท ซ. โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรับรองว่าการลงทุนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงในอัตราร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่ว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และไม่ได้ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายทั้งสี่และประชาชนทั่วไปในอัตราดังกล่าวได้ จนจำเลยทั้งสองกับพวกได้เงินไป จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 4 (เดิม) แห่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่บทบัญญัติตามกฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่นำมาปรับใช้แก่คดี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 (เดิม) แล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 5 อีก
สรุปคำพิพากษา: คดีนี้กลุ่มจำเลยได้จัดตั้งบริษัทขึ้น 2 แห่ง ประกอบกิจการชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุน ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยโฆษณาแจกเอกสารเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายเก็งกำไรค่าเงินกับบริษัทของจำเลย อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงถึง ร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยสถาบันการเงินตามกฎหมายหลายเท่า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำเงินมาลงทุนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงบริษัทของจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการให้ทำธุรกรรมซื้อขายเงินตรา และก็ไม่ได้มีการลงทุนใด ๆ จริงตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่มีธุรกิจชอบด้วยกฎหมายใดที่จะสร้างผลกำไรสูงพอจ่ายดอกเบี้ยตามที่สัญญาได้ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการหลอกลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐาน “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4 (ตามกฎหมายเดิมที่ใช้ขณะกระทำความผิด) แม้ว่าระหว่างพิจารณาคดีจะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในปี 2545 แต่บทกฎหมายใหม่มิให้คุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในการลงโทษจำเลย ทั้งนี้ ศาลชี้ว่าจำเลยทั้งสองแม้ไม่ได้เป็นกรรมการที่มีชื่อโดยตรงในบริษัท แต่ได้ร่วมดำเนินกิจการและได้รับผลประโยชน์ จึงถือเป็น “ผู้กู้ยืมเงิน” ที่ร่วมกระทำผิดตามนิยามในกฎหมายดังกล่าวด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 4 (ฐานกู้ยืมเงินฉ้อโกงประชาชน) แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษซ้ำตามมาตรา 5 (ฐานฉ้อโกงทั่วไป) อีก ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชกำหนดฯ ดังกล่าว และให้ลงโทษตามบทกฎหมายนี้ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดหนักกว่าโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาคดีแชร์ลูกโซ่ “ยูฟัน” (พ.ศ. 2566)
สรุปคำพิพากษา: คดีแชร์ยูฟัน เป็นกรณีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจัดให้มีเครือข่ายการลงทุนคล้ายแชร์ลูกโซ่ระหว่างปี 2556-2558 โดยอ้างว่าประกอบธุรกิจขายสินค้า (น้ำผลไม้ สมุนไพร เครื่องสำอาง) ในระบบขายตรง แต่แท้จริงแล้วเน้นชักชวนให้คนลงทุนซื้อหน่วยเงินดิจิทัลที่เรียกว่า “ยูโทเคน (UToken)” โดยกล่าวอ้างว่าเป็นคูปองอีคอมเมิร์ซที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ลงทุนจะได้กำไรมหาศาล และหากชักชวนสมาชิกใหม่เข้ามาได้ก็จะได้ค่าตอบแทนเพิ่มเติม ลักษณะนี้ตรงกับรูปแบบแชร์ลูกโซ่ที่เน้นหาเหยื่อมาลงทุนต่อ ๆ กัน สินค้าเป็นเพียงฉากบังหน้าให้ดูเหมือนธุรกิจถูกกฎหมาย เมื่อมีผู้หลงเชื่อกว่า 2,400 คนลงทุนสูญเงินรวมกว่า 350 ล้านบาท คดีนี้พนักงานอัยการและผู้เสียหายรวม 43 คนร่วมกันฟ้องกลุ่มผู้บริหารเครือข่ายยูฟัน (จำเลยทั้งหมด 43 คน) ในความผิดหลายข้อหา เช่น กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตามกฎหมายขายตรงฯ, การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของแชร์ยูฟันหลายราย โดยลงโทษจำคุกในความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” (ตาม พ.ร.ก. ฉ้อโกงประชาชนฯ) และฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” (ตาม ป.อ. มาตรา 343) เป็นจำนวนหลายพันกระทง ส่งผลให้โทษรวมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสูงถึงคนละกว่าหมื่นปี (เมื่อคำนวณรวมทุกกระทง) แต่ตามกฎหมายให้คุมขังได้ไม่เกิน 50 ปีในบางราย และ 20 ปีในบางราย (ขึ้นอยู่กับฐานความผิดและบทกฎหมายที่ใช้) ส่วนจำเลยบางส่วนที่เป็นระดับรองลงไปหรือมีบทบาทน้อย ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องหรือปรับบทลงโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
เมื่อคดีถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานและคำร้องฎีกาของคู่ความแล้ว พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยให้ลงโทษจำคุกแก่นายอภิชณัฏฐ์ แสนกล้า และพวกแกนนำระดับสูงรวม 5 คน คนละ 20 ปี (ตามกำหนดโทษสูงสุดที่กฎหมายให้ลงโทษได้) และ ยกฟ้องจำเลย 11 คน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีความผิด ส่วนจำเลยที่ถูกลงโทษที่เหลือ นอกจากโทษจำคุกตามฐานความผิดแล้ว ให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจำนวน ประมาณ 356,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด นอกจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินของกลางบางส่วนที่ยึดไว้เพื่อนำมาชดใช้ผู้เสียหายด้วยตามกฎหมายเกี่ยวข้อง
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



