เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-04

ปล่อยปละละเลยทำสัตว์เลี้ยงดุหลุดไป มีผลทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ?

ในสังคมไทยทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นทาสน้องหมา-น้องแมว บางคนอาจเพียงแค่ชื่นชมความน่ารักผ่านทางโทรศัพท์ แต่บางคนอาจตัดสินใจรับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยงดูแลเป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งก็คงให้ความสุขกับผู้เลี้ยงไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงบางรายเมื่อเลี้ยงไปนานเข้าอาจปล่อยปละละเลยทำสัตว์เลี้ยงหลุดออกไปโดยสัตว์เลี้ยงนั้นอาจไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่นได้ เช่น ออกไปทำลายข้าวของ ทำร้ายโดยการกัดหรือข่วนผู้อื่นหรือสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งการกัดทำร้ายถึงขั้นทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นตายก็เคยปรากฏให้เห็นมาแล้ว ในบทความนี้จึงจะพาท่านทำความเข้าใจว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ปล่อยปละละเลยทำให้สัตว์เลี้ยงของตนหลุดออกไปนั้น อาจมีความรับผิดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ก็สามารถศึกษาไว้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ในขณะที่คนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ควรศึกษาทำความเข้าใจเพื่อป้องกันความรับผิดตามกฎหมายที่อาจตามมาได้


ความรับผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยสัตว์ให้หลุดออกไป

ความรับผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยสัตว์ให้หลุดออกไป สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.ความรับผิดทางอาญา

มาตรา 377 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้าย ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพัง ในประการที่อาจทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

จากบทบัญญัติมาตรานี้จะเห็นได้ว่า บุคคลที่เป็นผู้ควบคุมดูแล “สัตว์ดุ” หรือ “สัตว์ร้าย” ถ้าหากได้ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นหลุดออกไปโดยลำพัง และเพียงแค่น่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น (ซึ่งรวมถึงสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นด้วย) โดยไม่จำเป็นต้องเกิดอันตรายขึ้นจริง บุคคลนั้นย่อมมีความผิดทางอาญาและต้องรับโทษตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ โดยความผิดตามมาตรา 377 ดังกล่าวนี้ แม้ว่าผู้ควบคุมดูแลสัตว์จะไม่มีเจตนาปล่อยให้สัตว์ของตนหลุดออกไปก็ถือได้ว่าเป็นความผิดแล้ว ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 104 ประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับสุนัขหรือแมวนั้น แน่นอนว่าโดยธรรมชาติไม่ได้มีลักษณะเป็น “สัตว์ร้าย” อย่างงูพิษ เสือ สิงโต หรือจระเข้ แต่สุนัขและแมวยังอาจที่จะเข้าข่ายเป็น “สัตว์ดุ” ตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ โดยจะต้องดูพฤติกรรมของสุนัขหรือแมวเป็นรายสายพันธุ์และรายตัวไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 151/2505

มาตรา 377 แบ่งสัตว์ไว้เป็น 2 พวก คำว่า “สัตว์ร้าย” หมายความว่าโดยธรรมชาติของสัตว์นั้นเป็นสัตว์ที่มีนิสัยทั้งดุและร้ายกาจเป็นปกติอยู่ในตัว และเป็นสัตว์ที่เป็นภัยอันตรายอันน่าสะพึงกลัวต่อบุคคลผู้ได้พบเห็น เช่น เสือ จระเข้ หรืองูพิษ เป็นต้น ส่วนคำว่า “สัตว์ดุ” หมายความว่า โดยธรรมชาติของสัตว์นั้นมิใช่สัตว์ร้าย แต่อาจเป็นสัตว์ดุ ซึ่งเจ้าของจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นพิเศษผิดจากปกติธรรมดา โดยล่ามโซ่หรือขังกรงไว้ เช่น สุนัข เป็นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2523

สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง แต่อาจเป็นสัตว์ดุได้โดยธรรมชาติของสัตว์นั้น ทั้งนี้ต้องดูพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป เฉพาะคดีนี้ ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า สุนัขของจำเลยเคยกัดเป็ดของผู้เสียหายมาก่อนแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ไปกัดเป็ดของผู้เสียหายตายและบาดเจ็บหลายสิบตัว ถือว่าเป็นสัตว์ดุตามความหมายของ มาตรา 377

ดังนั้น เจ้าของสุนัขหรือแมวที่เป็นสายพันธุ์ดุร้ายอยู่แล้ว เช่น สุนัขสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler) สุนัขสายพันธุ์พิตบูล (Pit Bull) หรือแมวสายพันธุ์เบงกอล (Bengal Cat)ฯลฯ หากสังเกตว่าสุนัขหรือแมวของตนเองมีนิสัยหรือพฤติกรรมที่ดุร้ายกว่าสัตว์ตัวอื่น ๆ ในสายพันธุ์เดียวกัน ก็ควรต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดและรัดกุม เพราะถ้าหากสัตว์เลี้ยงเช่นว่านี้หลุดออกไป แม้จะยังไม่ก่อความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินใด ๆ และแม้เจ้าของจะไม่ได้มีเจตนาปล่อยให้หลุดออกไป ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 377 ได้แล้ว ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ความผิดทางแพ่ง

มาตรา 433 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัด ระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น”

จากบทบัญญัติมาตรานี้จะเห็นได้ว่า หากสัตว์ที่เลี้ยงไว้ออกไปทำความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น (ซึ่งรวมถึงสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นด้วย) เจ้าของสัตว์นั้นรวมไปถึงผู้รับเลี้ยงไว้แทนเจ้าของจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย เว้นแต่เจ้าของหรือผู้รับเลี้ยงจะแสดงได้ว่าตนได้เลี้ยงดูอย่างระมัด ระวังแล้ว หรือแสดงได้ว่าถึงอย่างไรสัตว์ก็ต้องก่อความเสียหาย ทั้งนี้ สำหรับในกรณีที่เจ้าของสัตว์ปล่อยปละละเลยให้สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมวหลุดออกไป และหากไปก่อความเสียหายขึ้น ย่อมเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่าใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงดูแลดีแล้ว เพราะในความเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ การที่สัตว์เลี้ยงหลุดไปนั้นมักเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าของสัตว์เอง เช่น ลืมปิดประตูหรือรั้วของบ้านให้จนสัตว์หลุดออก ไป หรือล่ามสัตว์ไว้โดยอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพเป็นเหตุให้สัตว์กระชากขาดและหลุดออกไป เป็นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2488/2523

สุนัขออกประตูบ้านไปได้ขณะจำเลย (เจ้าของสัตว์) เปิดประตูเข้าบ้าน จำเลยทราบดีว่าสุนัขอยู่ในบ้าน การเปิดประตูเข้าออกจะต้องระมัดระวังป้องกันมิให้สุนัขหนีออกไปนอกบ้านได้ ซึ่งจำเลยสามารถกระทำได้ การที่สุนัขหลบหนีออกไปได้ขณะจำเลยเปิดประตูแสดงว่ามิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้น สุนัขจึงออกไปกัดโจทก์ (ผู้เสียหาย) ฟังได้ว่าจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรในการเลี้ยงดูสุนัข ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์

อย่างไรก็ตาม หากสัตว์เลี้ยงหลุดออกไป แต่ปรากฏว่าความเสียหายที่สัตว์เลี้ยงออกไปก่อขึ้นนั้นมีต้นสายปลายเหตุมาจากการที่มีบุคคลอื่นหรือสัตว์ของบุคคลอื่นยั่วหรือเร้าสัตว์เลี้ยงนั้นให้โกรธหรือดุร้ายขึ้นมาจนก่อความเสียหายขึ้น ในกรณีนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเท่าใด ก็มีสิทธิที่จะมาเรียกหรือไล่เบี้ยเอากับบุคคลผู้ยั่วหรือเร้าสัตว์ หรือผู้เป็นเจ้าของสัตว์ที่มายั่วหรือเร้าสัตว์ได้ ตามมาตรา 433 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


ข้อควรระวัง

มีข้อควรระวังว่า ไม่ว่าจะในกรณีความรับผิดทางแพ่งหรือความรับผิดทางอาญา ศาลได้วางหลักขยายความเป็น “เจ้าของสัตว์” ให้กว้างออกไปโดยให้รวมถึงบุคคลที่ให้อาหารและให้ที่อยู่แก่สัตว์เป็นระยะเวลานานด้วย กล่าวคือ แม้จะไม่ได้เลี้ยงดูสัตว์ เช่น สุนัขหรือแมวมาตั้งแต่ยังเล็ก หรือแม้ไม่ได้ซื้อมาเลี้ยงเองโดยตรง เพียงแต่คอยให้อาหารและคอยดูแลเป็นระยะเวลาหนึ่งก็ต้องนับว่าเป็นเจ้าของสัตว์นั้นแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2565

จำเลยเป็นผู้ให้อาหารแก่สุนัขที่กัดผู้ตาย (ผู้เสียหาย) ตลอดมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันนานราวสองถึงห้าปี และให้นอนบริเวณบ้านจำเลย ทั้งให้ลูกสุนัขที่เกิดจากสุนัขดังกล่าวแก่ผู้อื่น พฤติการณ์การกระทำของจำเลยดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยเลี้ยงดูสุนัขดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของสุนัขมิใช่เพียงการให้ความเมตตาแก่สุนัขจรจัดทั่วไปเท่านั้นจำเลยจึงเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมสุนัขที่กัดผู้ตาย จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสิน ไหมทดแทน ตามมาตรา 433 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และความผิดฐานปล่อยปละละเลยสัตวดุ ตามมาตรา 377 ประมวลกฎหมายอาญา


สรุปข้อเปรียบเทียบความผิดทางแพ่งกับทางอาญา

ความรับผิดทางอาญา จะเริ่มต้นขึ้นทันทีที่เจ้าของปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงให้หลุดออกไป โดยไม่คำนึงว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นจะมีเจตนาทำให้สัตว์เลี้ยงของตนหลุดออกไปหรือไม่ และแม้ว่าจะยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นก็ตาม แต่มีเงื่อนไขว่าสัตว์เลี้ยงที่หลุดออกไปนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายด้วย โดยเฉพาะสำหรับสุนัขหรือแมวบางสายพันธุ์อาจเข้าข่ายที่จะเป็นสัตว์ดุตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม หากสัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงดูแลไว้มีนิสัยและพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับผู้อื่นไม่ดุร้าย เจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นก็สบายใจได้ว่าย่อมไม่มีความรับผิดทางอย่างแน่นอน

สำหรับความรับผิดทางอาญาที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงย่อมต้องรับโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับเกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการดำเนินคดีในกรณีนี้จะเป็นการดำเนินคดีอาญา

ความรับผิดทางแพ่ง เมื่อสัตว์เลี้ยงหลุดออกไปความรับผิดจะยังไม่เริ่มต้นทันทีเหมือนกับความรับผิดทางอาญา แต่จะเริ่มต้นขึ้นต่อเมื่อสัตว์เลี้ยงนั้นได้ไปก่อความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้งนี้ โดยไม่จำกัดว่าสัตว์นั้นจะดุร้ายหรือเป็นมิตร โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นมิตรก็อาจก่อความเสียหายได้ เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากการที่สัตว์ไปถ่ายของปฏิกูลรด หรือการที่สัตว์ไปกัดหรือแทะทรัพย์สินจนเสียหาย เป็นต้น แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงก็มีช่องทางที่จะปฏิเสธความรับผิดได้ โดยพิสูจน์ว่าได้ใช้ความระมัดระวังเลี้ยงดูสัตว์ดีแล้ว หรือพิสูจน์ว่าถึงจะใช้ความระมัดระวังแล้วความเสียหายก็ยังคงต้องเกิดขึ้นอยู่ดี 

สำหรับความรับผิดทางแพ่งที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงย่อมต้องรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย โดยการชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่สัตว์ไปก่อความเสียหาย และการดำเนินคดีในกรณีนี้จะเป็นการดำเนินคดีแพ่ง

            จากที่กล่าวมานี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ในหลายกรณีที่เจ้าของสัตว์ซึ่งเผลอปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยงของตนให้หลุดออกไปนั้น อาจจะต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาพร้อมกันทั้งสองทางได้ ดังนั้น ถ้าเรารักสัตว์เลี้ยงของเรามาก ก็ยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลอื่น รวมทั้งจะทำให้สบายใจได้ว่าเราจะไม่มีความรับผิดตามกฎหมายติดตามมาด้วย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
sanook ข่าวสด มติชน spring
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “