ความผิดลหุโทษ : หลักสำคัญที่ต่างจากคดีอาญาทั่วไป
เมื่อกล่าวถึงความผิดทางอาญา ฐานความผิดที่เราจะนึกถึงกันโดยส่วนใหญ่มักจะเป็น ความผิดฐานฆ่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงบรรดาความผิดฐานลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฯลฯ ซึ่งความผิดเหล่านี้เป็นความผิดอาญาที่มีโทษรุนแรง กล่าวคือ มีค่าปรับสูง โทษจำคุกยาว ไปจนถึงอาจมีโทษประหารชีวิตทีเดียว อย่างไรก็ตาม ความผิดทางอาญาไม่ได้มีเฉพาะที่มีโทษรุนแรงเสมอไป หากแต่ยังมีความผิดอาญาเล็กน้อยที่โทษไม่สูง รวมทั้งมีลักษณะและขั้นตอนการดำเนินคดีบางประการที่แตกต่างออกไปจากความผิดอาญาทั่วไป ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่า “ความผิดลหุโทษ” ในบทความนี้จะพาท่านทำความรู้จักว่าความผิดลหุโทษคืออะไร มีหลักการสำคัญที่แตกต่างจากความผิดอาญาทั่วไปอย่างไร และตัวอย่างความผิดลหุโทษที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง
ความหมายของความผิดลหุโทษ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 102 บัญญัติว่า “ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จากบทบัญญัติดังกล่าวก็มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า ความผิดลหุโทษเป็นความผิดที่มีโทษเล็กน้อย คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเท่านั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับชื่อเรียกในทางกฎหมายเพราะคำว่า “ลหุ” แปลว่าเบา ส่วน “โทษ” ก็หมายถึงโทษทางอาญา รวมกันแล้วจึงหมายความว่าโทษทางอาญาที่มีโทษเบานั่นเอง
มีข้อสังเกตว่า บทบัญญัติในภาค 3 ของประมวลกฎหมายอาญา ได้รวบรวมบรรดาความผิดลหุโทษมาบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม ความผิดลหุโทษไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติเฉพาะที่มีโทษทางอาญาฉบับต่าง ๆ ด้วย ข้อสำคัญคือความผิดนั้นจะเป็นความผิดลหุโทษหรือไม่ จะต้องเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามนิยามของมาตรา 102 ประมวลกฎหมายอาญา
ตัวอย่างความผิดลหุโทษที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติเฉพาะนอกประมวลกฎหมายอาญาที่เราหลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็คือ ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เช่น หากขณะขับรถ เราในฐานะผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ (มาตรา 33/1 พ.ร.บ.จราจรฯ) ถ้าฝ่าฝืนย่อมมีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 พันบาท (มาตรา 152 พ.ร.บ.จราจรฯ) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความผิดฐานนี้จัดเป็นความผิดลหุโทษเนื่องจากเป็นความผิดที่มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท เป็นต้น
ลักษณะพิเศษของความผิดลหุโทษ
นอกจากความผิดลหุโทษจะมีโทษเบาซึ่งแตกต่างจากความผิดอาญาทั่วไปที่มีโทษค่อนข้างรุนแรงแล้ว ความผิดลหุโทษยังมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนกับความผิดอาญาทั่วไป 4 ประการหลัก ดังต่อไปนี้
ความผิดลหุโทษส่วนใหญ่ไม่ต้องการเจตนา
โดยหลักแล้ว ความผิดทางอาญาจะต้องกระทำโดยเจตนาถึงจะเป็นความผิด หมายความว่า ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะกระทำความผิดด้วย เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้กระทำก็ต้องมีเจตนาฆ่าถึงจะเป็นความผิด ดังที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา” อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดอาญาลหุโทษนั้น โดยหลักแล้ว ผู้กระทำไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิดได้ เว้นแต่ความผิดลหุโทษบางฐานเท่านั้นที่ลักษณะของการกระทำความผิดมีความชัดเจนว่าผู้กระทำต้องมีเจตนาด้วย ดังที่มาตรา 104 ประมวลฎหมายอาญา บัญญัติว่า “การกระทำความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายนี้ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดนั้นจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอื่น”
ตัวอย่างความผิดลหุโทษที่ผู้กระทำไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด (หลัก) เช่น
- ความผิดฐานทำให้ประกาศ โฆษณา หรือเอกสารที่เจ้าพนักงานติดไว้หลุดฉีกขาด (มาตรา 369)
- ความผิดฐานส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนทำให้ประชาชนตกใจเดือดร้อน (มาตรา 370)
- ความผิดฐานทำให้ทางระบายน้ำสาธารณะขัดข้องไม่สะดวก (มาตรา 375)
ตัวอย่างความผิดลหุโทษที่ผู้กระทำต้องมีเจตนาด้วยถึงเป็นความผิด (ข้อยกเว้น) เช่น
- ความผิดฐานแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน (มาตรา 367)
- ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร (มาตรา 368)
- ความผิดฐานแกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ (มาตรา 384)
มีข้อสังเกตว่า เรามักจะพบตามสื่อต่าง ๆ ว่า เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ผู้กระทำมักอ้างว่า “ไม่มีเจตนา” อย่างไรก็ตาม หากความผิดนั้นเป็นความผิดลหุโทษที่ผู้กระทำไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด ข้ออ้างในลักษณะดังกล่าวก็จะฟังไม่ขึ้นอย่างสิ้นเชิง
พยายามกระทำความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ
โดยหลักแล้ว เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาถึงขั้น “ลงมือ” กล่าวคือ เป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผลที่เป็นความเสียหาย แม้ผลเสียหายจะยังไม่เกิดขึ้น ผู้กระทำก็มีความผิดฐานพยายาม ตามมาตรา 80 ประมวลกฎหมายอาญา เช่น จ้องปืนไปที่ศีรษะของผู้อื่นเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในความผิดลหุโทษนั้น แม้ผู้กระทำจะได้กระทำไปถึงขั้นลงมือซึ่งเป็นการพยายามกระทำความผิดแล้วก็ตาม แต่กฎหมายกำหนดเป็นข้อยกเว้นว่าไม่ต้องรับโทษทางอาญา ดังที่มาตรา 105 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้ใดพยายามกระทำความผิดลหุโทษ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”
ผู้สนับสนุนความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ
โดยหลักแล้ว บุคคลที่ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดในช่วงเวลาก่อนหรือขณะกระทำความผิด บุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้น ซึ่งต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามมาตรา 86 ประมวลกฎหมายอาญา ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ให้ผู้ก่อเหตุยืมอาวุธไปใช้ฆ่าผู้อื่น บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในความผิดลหุโทษนั้น แม้จะมีบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดลหุโทษ แต่กฎหมายกำหนดเป็นข้อยกเว้นว่าบุคคลนั้นไม่ต้องรับโทษทางอาญาในฐานะเป็นผู้สนับสนุน ดังที่มาตรา 106 ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษ ไม่ต้องรับโทษ”
ความผิดลหุโทษมีอายุความหนึ่งปี
ความผิดลหุโทษเป็นความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ดังนั้น ในความผิดลหุโทษจึงเป็นคดีอาญาที่มีอายุความเพียง 1 ปีนับแต่วันกระทำความผิด ดังที่มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) ประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดหนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมา ... นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ” ดังนั้น หากจะดำเนินคดีในความผิดลหุโทษ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องและเอาตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิด
ความผิดลหุโทษเข้ากระบวนการเปรียบเทียบปรับได้
ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษนั้น กฎหมายเปิดช่องให้ผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบปรับได้ กล่าวคือ เมื่อผู้กระทำความผิดได้ดำเนินการชำระค่าปรับต่อเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งโดยปกติก็คือการเข้าชำระค่าปรับที่แผนกเปรียบเทียบปรับของสถานีตำรวจ คดีอาญานั้นก็เป็นอันเลิกกันระงับสิ้นไปได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 37 และมาตรา 39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ความผิดลหุโทษที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
ความผิดฐานดูหมิ่น
ความผิดฐานดูหมิ่นตามมาตรา 393 ประมวลกฎหมายอาญา นับว่าเป็นความลหุโทษยอดนิยมที่เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีกันมากที่สุดฐานหนึ่ง โดยการดูหมิ่นนั้น หมายถึง การด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาบ สบประมาท หรือพูดจาดูถูกผู้อื่น โดยเป็นความผิดที่ผู้กระทำต้องมีเจตนาด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
รูปแบบที่ 1 การดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า
คือการดูหมิ่นในลักษณะที่กระทำ “ต่อหน้า” กล่าวคือ ต้องอยู่ใกล้ชิดเผชิญหน้ากัน ดังนั้นจึงไม่รวมถึงการดูหมิ่นทางโทรศัพท์ด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557)
รูปแบบที่ 2 การดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา
คือการดูหมิ่นในลักษณะที่กระทำ “ด้วยโฆษณา” กล่าวคือ มีการประกาศคำดูหมิ่นให้แพร่หลายรับรู้ถึงบุคคลอื่น ไม่ใช่เพียงรับรู้เฉพาะแต่คู่สนทนาเท่านั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2519)
ความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น
ความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นตามมาตรา 391 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะในเวลาเกิดการทะเลาะวิวาทกัน แต่การใช้กำลังทำร้ายดังกล่าวต้องไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือพูดอีกอย่างก็คือเพียงแต่ทุบต่อยตบตีกันที่ไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก โดยผู้กระทำต้องมีเจตนาด้วย ตัวอย่างเช่น การนำอุจจาระราดใส่ร่างกายผู้อื่นจนเปื้อนเนื้อตัวและเสื้อผ้าเป็นความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2479) หรือเพียงการจับมือให้ลุกขึ้นโดยผู้อื่นไม่สมัครใจด้วยก็เป็นความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1867/2527)
ความผิดฐานคุกคาม
ความผิดฐานคุกคามตามมาตรา 397 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงที่ตกเป็นผู้เสียหาย ซึ่งหมายถึงการกระทำตั้งแต่การข่มเหง การรังแก การทำให้อับอาย การทำให้เดือดร้อนรำคาญ ไปจนถึงการคุกคาม โดยผู้กระทำต้องมีเจตนาด้วย ทั้งนี้ หากการกระทำนั้นมีลักษณะส่อไปในทางล่วงเกินทางเพศด้วยแล้วโทษก็หนักยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น เพียงการพูดยั่วเย้าหญิงก็เป็นความผิดฐานคุกคาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2505) หรือการจอดรถขวางทางเข้าออกซอยซึ่งเป็นทางสาธารณะก็เป็นความผิดฐานข่มเหงรังแกตามมาตรานี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518)
ความผิดฐานทำให้เกิดเสียงดัง
ความผิดฐานทำให้เกิดเสียงดังมาตรา 370 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดที่พบได้บ่อยในช่วงเทศกาลหรืองานรื่นเริงต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นการส่งเสียงของผู้กระทำเอง หรือทำการทำเกิดเสียงอื้ออึงจากอุปกรณ์อย่างอื่น หากเป็นการกระทำไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรจนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อนย่อมเป็นความผิดแม้ว่าผู้กระทำจะไม่มีเจตนาทำให้ตกใจหรือเดือดร้อนก็ตาม ตัวอย่างเช่น การเปิดเครื่องเสียงที่เสียงดังมาก การจุดประทัด การจุดพลุ หรือการตะโกนโวยวายเสียงดัง เป็นต้น
บทสรุป
“ความผิดลหุโทษ” เป็นความผิดอาญาที่มีโทษเบาตามมาตรา 102 คือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่มีหลักกฎหมายและกระบวนการบางอย่างต่างจากคดีอาญาทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องไม่จำเป็นต้องมีเจตนาในหลายฐาน การพยายามกระทำและการเป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ต้องรับโทษ อายุความที่สั้นเพียง 1 ปี และช่องทางเปรียบเทียบปรับที่ทำให้คดีระงับได้ ในชีวิตจริงจึงควรรู้ให้ชัดว่าเข้าข่ายลหุโทษหรือไม่และควรจัดการอย่างไร เพราะแม้เป็นคดี “โทษเบา” แต่หากปล่อยให้เลยขั้นตอนหรือเลยกำหนดเวลา ก็อาจกระทบสิทธิและการดำเนินคดีได้เช่นกัน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ







