การร้องขอทรัพย์คืนก่อนตกเป็นของแผ่นดิน.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-11

การร้องขอทรัพย์คืนก่อนตกเป็นของแผ่นดิน 

การร้องขอทรัพย์คืนก่อนตกเป็นของแผ่นดิน หมายถึง การที่เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงได้ยื่นคำร้องต่อศาลในคดีอาญา เพื่อขอคืน”ทรัพย์ของกลาง” ที่ถูกศาลริบไว้ 

โดยบุคคลผู้ยื่นคำร้องขอต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงและต้องแสดงต่อศาลให้เห็นว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดนั้นตนไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดด้วย แต่บุคคลผู้นั้นต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

ซึ่งตัวบทกฎหมายในการขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ริบนั้น ถูกบัญญัติใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มีใจความว่า “ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด” 

หลักเกณฑ์ในการร้องขอคืนทรัพย์สิน มีดังนี้

การร้องขอทรัพย์คืนก่อนตกเป็นของแผ่นดิน (2).png

1. ผู้ที่จะมีสิทธิร้องขอทรัพย์คืน ต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง

กล่าวคือ เป็นเจ้าของในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ชิ้นนั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ได้บัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมี........ กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” 

อย่างไรก็ดี เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่รวมถึง 

  • ผู้เช่าซื้อทรัพย์ที่ยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน 
  • ฎีกาที่ 1786/2517: ผู้เช่าซื้อรถยนต์ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ร้องขอคืนรถยนต์ไม่ได้ 
  • ฎีกาที่ 669/2526: สัญญาเช่าซื้อนั้น คู่สัญญาอาจตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นสองงวดได้ ไม่จำต้องผ่อนชำระรายเดือน รายวัน หรือรายสัปดาห์ สัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ร้องจึงเป็นสัญญาเช่าซื้อ มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อจำเลยยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบ กรรมสิทธิ์ในรถของกลางจึงเป็นผู้ร้อง 

แต่ในกรณีนี้มีข้อยกเว้น!!! 

หากผู้เช่าซื้อได้ชำระค่าเช่าซื้อทรัพย์ครบถ้วนแล้วขณะยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ถึงแม้ว่าขณะเกิดเหตุหรือขณะที่ทรัพย์ถูกริบ ตนยังไม่ใช่เจ้าของเพราะยังชำระไม่ครบถ้วนก็ตาม กรณีนี้ถือว่าผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แท้จริงแล้วยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ 

ฎีกาที่ 7630/2562 (ประชุมใหญ่): ผู้เช่าซื้อที่ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนวันยื่นคำร้องขอคืนของกลางเป็นเจ้าของแท้จริงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลาง โดยมิต้องพิจารณาว่าเป็นเจ้าของแท้จริงในขณะกระทำความผิดหรือไม่ 

ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ของกลางจากบริษัท อ. ต่อมาบริษัท อ.โอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ของกลางให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ดังนั้น ขณะยื่นคำร้องผู้ร้องเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลาง จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ 

2. ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดงต่อศาลให้เห็นว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลย จึงจะขอคืนทรัพย์ได้ 

ซึ่งในที่นี้ "รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด" ครอบคลุมถึงกรณีเป็นตัวการ , ผู้ใช้ , ผู้สนับสนุน และรวมถึง กรณีที่เจ้าของทรัพย์คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า จำเลยจะนำทรัพย์ของตนไปใช้กระทำความผิดด้วย 

กรณีต่อไปนี้เป็นการรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด 

ฎีกาที่ 9090/2549: เจ้าของรถยนต์อ้างว่ามิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิด แต่ศาลเห็นว่าเจ้าของได้มอบกุญแจรถไว้ในที่ที่จำเลยหยิบไปได้สะดวก และมอบให้จำเลยดูแลรถยนต์ ซึ่งถือว่า ผู้ร้อง (เจ้าของ) อนุญาตให้จำเลยนำรถไปใช้ได้ตลอดเวลา เป็นการปล่อยปละละเลย ทำให้ศาลไม่สั่งคืนรถยนต์ของกลางนั้น 

3. กรณีทรัพย์เป็นของกลางที่ผู้เป็นเจ้าของจะสามารถเรียกคืนได้ ต้องเป็นทรัพย์ที่ระบุว่าใช้ในการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ มาตรา 34

ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม มาตรา 33 คือ ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ ซึ่งบุคคลได้มาโดยการกระทำความผิด 

ส่วนทรัพย์ตาม มาตรา 34 จะได้แก่ ทรัพย์สินที่เป็นสินบนที่มอบให้แก่เจ้าพนักงานหรือสินบนที่เจ้าพนักงานเป็นผู้เรียก และทรัพย์ซึ่งได้ให้จูงใจบุคคลให้กระทำความผิดหรือเป็นรางวัลในการที่บุคคลได้กระทำความผิด 

แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่เป็นทรัพย์ที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด จะร้องขอต่อศาลให้คืนไม่ได้เด็ดขาดเพราะเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดในตัวเองอยู่แล้ว 

4. ผู้มีอำนาจริบทรัพย์เป็นของกลางคือ “ศาล”

โดยศาลที่ริบทรัพย์เป็นของกลางได้ ต้องเป็นศาลที่ได้รับฟ้องคดีไว้ก่อน ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ยึดทรัพย์ 

ฎีกาที่ 897/2536: หลังจากศาลมีคำสั่งริบรถยนต์ซึ่งจำเลยใช้กระทำความผิด เจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถยนต์คันอื่นที่มิใช่รถยนต์คันที่ศาลมีคำสั่งให้ริบมา ย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจต้องคืนรถยนต์นั้นแก่เจ้าของ 

ศาลมีอำนาจคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ก็แต่เฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบ และผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดเท่านั้น 

5. การยื่นคำร้องขอคืนของกลางต้องยื่นต่อศาลภายใน 1 ปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 

กรณีนี้เฉพาะเมื่อเจ้าพนักงานยึดของกลางไว้แต่แรกเท่านั้น มิฉะนั้น ถ้าเจ้าพนักงานไปยึดของกลางมาได้ภายหลังที่ศาลพิพากษาให้ริบเกิน 1 ปีแล้ว ก็จะร้องขอคืนไม่ได้ 

ฎีกาที่ 660/2508: การร้องขอคืนต้องร้องในคดีที่ศาลพิพากษาให้ริบ ถ้ามาร้องในคดีที่พวกจำเลยถูกฟ้องอีกคดีหนึ่งในกรณีเดียวกัน ซึ่งไม่มีคำขอให้ริบ ศาลจะสั่งไปถึงคดีพิพากษาริบทรัพย์เสร็จไปแล้ว โดยไม่ไปขอคืนนั้นไม่ได้ 

ฎีกาที่ 2331/2550: การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ย่อมมีสิทธิขอคืนต่อศาลได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 

คำว่า “วันคำพิพากษาถึงที่สุด” ย่อมหมายความถึง คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์ 

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นกรณีเดียวกัน แต่ฟ้องคดีคนละคราวกัน ทรัพย์สินที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์สินรายเดียวกัน ทรัพย์สินต่างๆรวมทั้ง รถยนต์กระบะของกลางจึงเป็นของกลางที่ศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว 

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 ของศาลชั้นต้นก่อนคดีนี้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางในคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีหลังที่จะสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางซ้ำอีก 

รถยนต์กระบะของกลางจึงมิใช่ของกลางในคดีนี้ที่ศาลจะพึงวินิจฉัยสั่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4338/2546 และคดีดังกล่าวถึงที่สุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2547 จึงเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันที่คำพิพากษาในคดีที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะของกลางถึงที่สุดแล้วเกิน 1 ปี คำร้องของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36

อ่านคำปรึกษาจริงเรื่อง "ขอคืนของกลาง" พร้อมคำตอบจากทนายความ

Q: โดนยึดโทรศัพท์ คดีเสียค่าปรับแล้ว ขอคืนของกลางได้ไหม

Q: ยึดของกลาง

Q: เรื่อง รับของกลาง คืน

 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “