
รับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน
การรับบุตรบุญธรรมหลังสมรสเท่าเทียม

วันที่ 23 มกราคม 2568 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567 หรือที่รู้จักกันในนามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงถ้อยคำในกฎหมาย เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างครอบครัวของคู่สมรสเพศเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
การเปลี่ยนจาก "ชาย" และ "หญิง" เป็น "บุคคล" ในมาตรา 1448 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า การสมรสจะกระทําได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทําการสมรสก่อนนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการขยายสิทธิสมรสเท่าเทียม แต่เป็นการสร้างหลักความเป็นกลางทางเพศในกฎหมายที่จะส่งผลต่อกฎหมายสาขาอื่นๆ อีกมากมาย
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สมรสเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงเพียงสิทธิการสมรส แต่รวมถึงสิทธิประโยชน์คู่สมรสทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อาทิ สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส สิทธิรับบุตรบุญธรรม และอำนาจปกครองบุตร
ผลกระทบต่อระบบการรับบุตรบุญธรรมหลังพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม
การแก้ไขมาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า "ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน" ซึ่งคำว่า "คู่สมรส" ในปัจจุบันครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกันด้วย
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เพียงเปิดโอกาสให้คู่สมรสเพศเดียวกันรับบุตรบุญธรรม แต่ยังสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม และสิทธิของบุตรบุญธรรมในบริบทครอบครัวที่หลากหลาย
ผมต้องเน้นว่า การเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่กำลังพิจารณาสิทธิเลี้ยงดูบุตร เพราะกระบวนการและสิทธิหน้าที่ที่เกิดขึ้นจะมีความซับซ้อนทางกฎหมายที่ต้องเตรียมความพร้อม
เงื่อนไขและคุณสมบัติการรับบุตรบุญธรรม

1. กรอบกฎหมายพื้นฐาน
ตาม มาตรา 1598/19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี"
เป็นกฎพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่สำคัญคือการเข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง กฎหมายกำหนดเงื่อนไขนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบุตรบุญธรรมมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และประสบการณ์ชีวิต ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรบุญธรรม
2. คุณสมบัติเฉพาะสำหรับคู่สมรส
ข้อกำหนดสำคัญที่สุด สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมาจาก มาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน"
ผมต้องเน้นว่า หนังสือยินยอมบุตรบุญธรรม นี้ไม่ใช่เพียงเอกสารทางการ แต่เป็นการแสดงเจตนาร่วมกันในการสร้างครอบครัว กฎหมายต้องการให้แน่ใจว่าการตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมเป็นความต้องการของทั้งคู่ ไม่ใช่ฝ่ายเดียว
3. การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน
มาตรา 1598/26 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น"
ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น หลักการคือเด็กหนึ่งคนจะมีผู้รับบุตรบุญธรรมได้เพียงคนเดียว แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ คู่สมรสสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้
นี่หมายความว่า คู่สมรสเพศเดียวกัน สามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ โดยทั้งคู่จะมีสถานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมพร้อมกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญมากในการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
4. คุณสมบัติด้านการเงินและฐานะ
แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่การพิจารณาคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องมีการประเมิน
- ความมั่นคงทางการเงิน - ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็ก ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการเลี้ยงดูบุตร
- ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม - ต้องมีที่อยู่ที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก มีความปลอดภัย และเหมาะสมต่อการพัฒนาการของเด็ก
- สุขภาพร่างกายและจิตใจ - ต้องมีสุขภาพที่สมบูรณ์เพียงพอต่อการดูแลเด็ก โดยต้องมีใบรับรองแพทย์รองรับ
5. เงื่อนไขพิเศษด้านอายุและความสัมพันธ์
กรณีเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป ตาม มาตรา 1598/21 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้เยาว์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี ต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง" นี่คือการคุ้มครองสิทธิของเด็กในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลต่อชีวิตของตนเอง
กรณีเด็กที่มีผู้ปกครอง จะต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมาย และในบางกรณีอาจต้องผ่านกระบวนการศาลหากมีข้อพิพาท
สิทธิ์ของผู้เยาว์ ผู้เยาว์สามารถทำอะไรได้บ้าง
6. ข้อจำกัดทางกฎหมาย
6.1 การห้ามรับบุตรบุญธรรมในกรณีความสัมพันธ์ญาติ
การที่กฎหมายห้ามญาติใกล้ชิดรับกันเป็นบุตรบุญธรรมนั้น มีเหตุผลลึกซึ้งทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา ลองนึกดูว่า หากปู่รับหลานเป็นบุตรบุญธรรม เด็กคนนั้นจะต้องเรียกปู่ว่า "พ่อ" และเรียกพ่อแท้ๆ ว่า "พี่ชาย" ความสับสนนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาทางจิตใจและการเข้าใจโครงสร้างครอบครัวของเด็ก ในกรณีของคู่สมรสเพศเดียวกัน ข้อจำกัดนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะอาจมีสถานการณ์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องการรับหลานชายหรือหลานสาวของตนเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะขัดต่อหลักการของกฎหมาย แม้ว่าจะมีเหตุผลดีก็ตาม
6.2 ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมต่อการรับบุตรบุญธรรม
นอกจากเรื่องญาติแล้ว กฎหมายยังมองเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างละเอียดอ่อน ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เมื่อครูต้องการรับศิษย์เป็นบุตรบุญธรรม แม้ว่าจะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือเด็กกำพร้า แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์อาจทำให้การตัดสินใจของเด็กไม่เป็นอิสระ
6.3 ความซับซ้อนของบุตรบุญธรรมข้ามชาติ
เมื่อพูดถึงบุตรบุญธรรมข้ามชาติ เป็นเหมือนการเดินทางข้ามประเทศหลายประเทศในการเดินทางครั้งเดียว แต่ละประเทศมีกฎหมายและข้อกำหนดของตนเอง และทุกอย่างต้องสอดคล้องกันหมด
กระบวนการบุตรบุญธรรมข้ามชาติสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่าไทยจะรับรองสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ประเทศต้นกำเนิดของเด็กอาจยังไม่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน
ความท้าทายหลักที่คู่สมรสเพศเดียวกันจะเผชิญในการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติคือ การหาประเทศที่ยอมรับสถานะการสมรสของพวกเขา ปัจจุบันประเทศในยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่จะยอมรับ ในขณะที่ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้หลายประเทศยังมีข้อจำกัด
อ่านคำปรึกษาจริงพร้อมคำตอบจากทนายความเรื่อง "บุตรบุญธรรม"
Q: ยื่นขอสัญชาติ โดยมีคนรับเป็นบุตรบุญธรรมได้ไหมครับ
Q: ขอคำกำจัดความทางกฎหมายระหว่างบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรมครับ
ขั้นตอนการดำเนินการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

ขั้นตอนที่ 1 การประเมินตนเองและการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น
ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการทางกฎหมายใดๆ ผมขอให้คุณนั่งลงมาคิดอย่างจริงจังเหมือนกับการวางแผนการลงทุนระยะยาว การรับบุตรบุญธรรมไม่ใช่การตัดสินใจชั่วข้ามคืน
เริ่มต้นด้วยการประเมินความพร้อมทางการเงิน ตามมาตรา 1598/19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี แต่สิ่งที่กฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนคือ ความพร้อมทางการเงินที่เพียงพอ คุณต้องคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายให้ละเอียด รวมถึงค่าเลี้ยงดู ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และเงินสำรองเหตุฉุกเฉิน
ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมเอกสารพื้นฐานและการตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย
เอกสารแรกที่คุณต้องเตรียมคือหลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกัน ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เท่านั้น คู่สมรสที่จดทะเบียนก่อนหน้านี้จะต้องมีเอกสารที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
การเตรียมเอกสารรับบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างเป็นระบบ ผมแนะนำให้สร้างแฟ้มเอกสารแยกหมวดหมู่ หมวดแรกคือเอกสารส่วนตัวของทั้งคู่ รวมถึงสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (หากมี) และเอกสารแสดงสถานะการสมรสปัจจุบัน
หมวดที่สองคือเอกสารด้านสุขภาพ ใบรับรองแพทย์แสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์เป็นเอกสารที่มีอายุการใช้งาน คุณต้องขอใบรับรองที่ออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนการยื่นคำร้อง การเลือกโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงและแพทย์ที่เข้าใจเรื่องสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันจะช่วยให้ได้เอกสารที่มีคุณภาพ
ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาและเลือกช่องทางการรับบุตรบุญธรรม
สิทธิการรับบุตรบุญธรรม สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีหลายช่องทาง แต่ละช่องทางมีข้อดี ข้อเสีย และความซับซ้อนแตกต่างกัน ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจเหมือนการเลือกเส้นทางเดินทาง ว่าเส้นทางไหนเหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด
ช่องทางแรกคือการรับเด็กไทยผ่านระบบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิธีนี้มีความซับซ้อนน้อยกว่าการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ แต่อาจมีจำนวนเด็กที่รอการรับบุตรบุญธรรมจำกัด การรอคิวอาจใช้เวลานาน โดยเฉพาะสำหรับเด็กทารกหรือเด็กเล็ก
ช่องทางที่สองคือการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ ซึ่งมีตัวเลือกมากกว่า แต่กระบวนการซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า คุณต้องศึกษาว่าประเทศไหนบ้างที่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน และมีข้อกำหนดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ
ขั้นตอนที่ 4 การยื่นคำร้องต่อหน่วยงาน
การยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด
เริ่มต้นด้วยการนัดหมายกับศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม คุณควรโทรศัพท์ล่วงหน้าเพื่อสอบถามข้อมูลและนัดหมายอย่างเป็นทางการ การแสดงความเคารพต่อระบบและกระบวนการจะสร้างความประทับใจเริ่มแรกที่ดี
วันที่ไปยื่นคำร้อง ผมแนะนำให้ทั้งคู่ไปด้วยกัน การที่ทั้งคู่มาพร้อมกันแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นร่วมกัน แต่งตัวให้เหมาะสม สุภาพ แต่ไม่เป็นทางการจนเกินไป ความประทับใจแรกมีความสำคัญมากในการสร้างบรรยากาศที่ดีตลอดกระบวนการ
ขั้นตอนที่ 5 การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์และประเมิน
หลังจากยื่นคำร้องแล้ว หน่วยงานจะจัดการสัมภาษณ์เพื่อประเมินคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรม การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์เหมือนกับการเตรียมตัวสำหรับการนำเสนองานสำคัญ ที่ต้องมีเนื้อหาที่ดี การนำเสนอที่ชัดเจน และความมั่นใจในตัวเอง
เจ้าหน้าที่จะถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการรับบุตรบุญธรรม ผมแนะนำให้เตรียมคำตอบที่จริงใจและเป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงคำตอบที่ฟังดูท่องจำหรือเก็บกด การเล่าเรื่องราวส่วนตัวที่แสดงให้เห็นถึงความรักและความพร้อมจะดีกว่าการใช้ภาษาทางการ
คู่สมรสเพศเดียวกันอาจได้รับคำถามเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการกับทัศนคติของสังคม การอธิบายเรื่องความหลากหลายทางเพศให้เด็กฟัง และการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ที่อาจเผชิญในสังคม การมีแผนและคำตอบที่ชัดเจนจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความรับผิดชอบ
ขั้นตอนที่ 6 การเยี่ยมบ้านและการประเมินสภาพแวดล้อม
การเยี่ยมบ้านเป็นขั้นตอนที่หลายคนรู้สึกกังวล แต่ผมขอให้คุณมองว่าเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของครอบครัว เหมือนกับการต้อนรับแขกสำคัญที่จะมาเยี่ยมบ้าน
เจ้าหน้าที่จะประเมินความปลอดภัยของบ้าน ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับเด็ก และบรรยากาศทั่วไปของครอบครัว คุณไม่จำเป็นต้องมีบ้านหรูหรามีของแพง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าบ้านนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก
ขั้นตอนที่ 7 การรอผลการพิจารณาและการติดตาม
หลังจากผ่านกระบวนการประเมินทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอผลการพิจารณา ระยะเวลานี้อาจใช้เวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละกรณีและปริมาณงานของหน่วยงาน
ในระหว่างการรอ ผมแนะนำให้คุณใช้เวลานี้เพื่อเตรียมตัวเพิ่มเติม เช่น การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก การเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย หรือการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนสำหรับผู้ปกครองใหม่ การเตรียมตัวเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติ
การติดตามความคืบหน้าควรทำอย่างสุภาพและไม่บ่อยจนเกินไป เพื่อแสดงความสนใจและความกระตือรือร้น แต่ไม่รบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่
ขั้นตอนที่ 8 การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการ
เมื่อได้รับหนังสืออนุมัติจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการ
การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องดำเนินการที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่มีเขตอำนาจ แม้จะได้รับการอนุมัติแล้ว แต่หากไม่ได้จดทะเบียน การรับบุตรบุญธรรมจะยังไม่มีผลทางกฎหมาย
การเตรียมตัวสำหรับวันจดทะเบียน ผมแนะนำให้นัดหมายล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะพร้อมให้บริการ การที่คู่สมรสเพศเดียวกันไปพร้อมกันทั้งคู่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องลงนามในเอกสารร่วมกันและแสดงเจตนาร่วมในการรับบุตรบุญธรรม
เอกสารที่ต้องนำไปในวันจดทะเบียนประกอบด้วยหนังสืออนุมัติจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ บัตรประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งคู่ บัตรประชาชนของบุตรบุญธรรม และหนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมจากคู่สมรส (หากเป็นการรับบุตรบุญธรรมโดยฝ่ายเดียว) นอกจากนี้ยังต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีและมีความสามารถตามกฎหมาย
ขั้นตอนที่ 9 การจัดการเอกสารหลังการจดทะเบียน
หลังจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ผมจะแนะนำให้คุณเข้าใจว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการเอกสารและสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
เอกสารแรกที่คุณจะได้รับคือใบสำคัญการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เอกสารนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม คุณควรเก็บรักษาไว้อย่างดีและทำสำเนาหลายชุดไว้ใช้ในการติดต่อราชการต่างๆ
ขั้นตอนที่ 10 การจัดการสิทธิและประโยชน์ต่างๆ
หลังจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นแล้ว บุตรบุญธรรมจะได้รับสิทธิของบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย
สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสและสินสมรสและบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน เพราะต้องพิจารณาหลายปัจจัย การวางแผนเรื่องบุตรบุญธรรมกับมรดกต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากตาม มาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ
การแก้ไขปัญหานี้สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันคือการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ หรือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สินจากทั้งสองฝ่าย การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวและมรดกจะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 11 การปรับตัวและการติดตามหลังการรับบุตรบุญธรรม
การรับบุตรบุญธรรมไม่ได้จบลงเพียงแค่การจดทะเบียน
ในช่วงแรกหลังการรับบุตรบุญธรรม หน่วยงานจะมีการติดตามและประเมินผลการปรับตัวของทั้งครอบครัวและเด็ก การให้ความร่วมมือในการติดตามนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้หน่วยงานมั่นใจว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและเด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การเตรียมตัวรับมือกับคำถามหรือความอยากรู้จากบุคคลภายนอกเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ การมีแผนและคำตอบที่เหมาะสมจะช่วยให้ทั้งครอบครัวรู้สึกมั่นใจและสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
การสร้างเครือข่ายสนับสนุนกับครอบครัวที่มีประสบการณ์คล้ายกันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก การเข้าร่วมกลุ่มผู้ปกครองที่รับบุตรบุญธรรม หรือกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีลูก จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำและกำลังใจจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว
ขั้นตอนที่ 12 การวางแผนระยะยาวและการคุ้มครองทางกฎหมาย
ขั้นตอนสุดท้ายที่ผมต้องการเน้นย้ำคือการวางแผนระยะยาวสำหรับครอบครัวใหม่ การรับบุตรบุญธรรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนาน เหมือนกับการวางแผนการออมเงินเพื่อการเกษียณ ที่ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ
การจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญ เช่น พินัยกรรม หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กในกรณีฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็ว สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การมีเอกสารเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บุตรบุญธรรมจะได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างเหมาะสม
เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอบุตรบุญธรรมสำหรับสมรสเท่าเทียม

หมวดที่ 1 เอกสารประจำตัวและสถานะทางกฎหมาย
เอกสารในหมวดนี้เปรียบเสมือนใบประจำตัวประชาชนของครอบครัวคุณ ที่จะบอกหน่วยงานว่าคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน และมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร การเตรียมเอกสารเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เพราะข้อผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการพิจารณาทั้งหมด
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งคู่ เป็นเอกสารแรกที่ต้องเตรียม ผมแนะนำให้ใช้สำเนาที่ชัดเจน ไม่มีรอยจาง หรือความเสียหาย การถ่ายสำเนาควรแสดงให้เห็นขอบของบัตรทั้งสี่ด้าน และข้อมูลทุกบรรทัดต้องอ่านได้ชัดเจน สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะจากโสดเป็นสมรส ต้องแน่ใจว่าบัตรประชาชนแสดงสถานะปัจจุบันที่ถูกต้อง
สำเนาทะเบียนบ้านของทั้งคู่ ต้องเป็นฉบับที่แสดงรายชื่อสมาชิกครอบครัวปัจจุบัน หากมีการย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลล่าสุด ต้องให้แน่ใจว่าทะเบียนบ้านสะท้อนข้อมูลที่เป็นจริง การมีที่อยู่ที่ชัดเจนและถูกต้องจะช่วยให้หน่วยงานสามารถประสานงานและดำเนินการติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักฐานการจดทะเบียนสมรสตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน เอกสารนี้เปรียบเสมือนหัวใจของการสมัครทั้งหมด เพราะเป็นการพิสูจน์สถานะสมรสเท่าเทียมตามกฎหมายใหม่ ผมขอเน้นให้ใช้สำเนาที่รับรองความถูกต้องจากหน่วยงานราชการ และเก็บฉบับจริงไว้อย่างดีเพื่อนำมาแสดงในวันที่ยื่นเอกสาร
หมวดที่ 2 เอกสารด้านสุขภาพและความพร้อมส่วนบุคคล
เอกสารในหมวดนี้เป็นการพิสูจน์ว่าคุณมีสุขภาพกายและใจที่เหมาะสมกับการเป็นผู้ปกครอง
ใบรับรองแพทย์แสดงสุขภาพร่างกายและจิตใจ ต้องออกโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตและมีคุณวุฒิที่เหมาะสม ผมแนะนำให้เลือกโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่มีชื่อเสียง เพราะความน่าเชื่อถือของสถาบันจะส่งผลต่อการยอมรับของเอกสาร การตรวจสุขภาพควรครอบคลุมทั้งการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจโรคติดต่อ และการประเมินสุขภาพจิต
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ผมขอแนะนำให้หาแพทย์ที่มีความเข้าใจและเปิดใจต่อความหลากหลายทางเพศ การได้รับการตรวจจากแพทย์ที่เป็นมิตรและให้การสนับสนุนจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจและได้รับใบรับรองที่มีคุณภาพ ใบรับรองแพทย์ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่ยื่นคำร้อง ดังนั้นการวางเวลาในการตรวจสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หมวดที่ 3 เอกสารด้านการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
การพิสูจน์ความมั่นคงทางการเงินเปรียบเสมือนการแสดงให้เห็นว่าคุณมีสิทธิประโยชน์คู่สมรสและความสามารถในการดูแลเด็กอย่างเพียงพอ เอกสารในหมวดนี้ต้องสะท้อนภาพที่สมจริงของฐานะการเงิน ไม่ใช่การพยายามสร้างภาพที่ดีเกินจริง
หลักฐานรายได้
ต้องครอบคลุมรายได้ของทั้งคู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากธุรกิจ เงินปันผล หรือรายได้อื่นๆ ผมแนะนำให้เตรียมหลักฐานย้อนหลัง 12 เดือน เพื่อแสดงความสม่ำเสมอและความมั่นคงของรายได้ สำหรับพนักงานบริษัท ควรมีหนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้าง สลิปเงินเดือน และสำเนาการหักภาษี ณ ที่จ่าย
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว การเตรียมเอกสารจะซับซ้อนกว่า ต้องมีงบการเงิน ใบกำกับภาษี และหลักฐานการชำระภาษีอย่างถูกต้อง ผมแนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารทางการเงินมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
หลักฐานทรัพย์สิน
ควรรวมถึงสำเนาโฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ เอกสารการฝากเงิน และการลงทุนต่างๆ การมีทรัพย์สินที่หลากหลายจะแสดงให้เห็นถึงการวางแผนทางการเงินที่ดีและความมั่นคงในระยะยาว สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันหรือแยกกัน
หมวดที่ 4 เอกสารยินยอมและการสนับสนุนจากครอบครัว
เอกสารในหมวดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ครอบครัวให้การสนับสนุน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจและยินยอมในการตัดสินใจนี้
หนังสือยินยอมจากคู่สมรส
การเขียนหนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมต้องใช้ภาษาที่ชัดเจน ระบุเหตุผลในการสนับสนุนการตัดสินใจ และแสดงความมั่นใจในความสามารถของคู่สมรสในการเป็นผู้ปกครองที่ดี ผมแนะนำให้เขียนเป็นภาษาที่สื่อสารความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามพิธีการ
หนังสือรับรองจากบุคคลอ้างอิง
เป็นเอกสารที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ผมแนะนำให้เลือกบุคคลอ้างอิงที่หลากหลาย เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชุมชน หรือผู้ที่รู้จักครอบครัวคุณมาอย่างยาวนาน การมีบุคคลอ้างอิงที่มาจากวงกว้างจะแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง
หมวดที่ 5 เอกสารเฉพาะสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน
เอกสารในหมวดนี้เป็นส่วนที่คู่สมรสเพศเดียวกันต้องเตรียมเป็นพิเศษ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความพร้อมในการเลี้ยงดูเด็กในบริบทของครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ
แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กฟัง
เป็นเอกสารที่ผมแนะนำให้เตรียมไว้ แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับ แต่การมีแผนที่ชัดเจนจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความคิดริเริ่ม เอกสารนี้ควรระบุวิธีการอธิบายโครงสร้างครอบครัว การตอบคำถามของเด็กเกี่ยวกับการมีผู้ปกครองเพศเดียวกัน และการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ที่อาจเผชิญในสังคม
หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนครอบครัว
การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน การอบรมเรื่องการเลี้ยงดูลูก หรือการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การมีเอกสารเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเตรียมตัวและการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
แผนการจัดการเรื่องสิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสและบุตรบุญธรรมกับมรดก เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนระยะยาว ผมแนะนำให้ปรึกษาทนายความในการเตรียมเอกสารนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการสอดคล้องกับกฎหมายและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบุตรบุญธรรม
Checklist เอกสารการรับบุตรบุญธรรม
หมวดที่ 1 เอกสารระบุตัวตนและสถานะทางกฎหมาย
เอกสารพื้นฐานของผู้ขอรับ (ทั้งคู่)
☐ บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด)
ตรวจสอบวันหมดอายุ ต้องยังไม่หมดอายุ
สถานะต้องแสดงเป็น "สมรส" หลังจากจดทะเบียนแล้ว
☐ ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด)
ต้องเป็นฉบับปัจจุบันที่แสดงสมาชิกครอบครัวที่ถูกต้อง
หากย้ายที่อยู่ใหม่ ต้องแจ้งเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อน
☐ ใบสำคัญการสมรส (ฉบับจริง + สำเนา 5 ชุด)
สำคัญที่สุด: หลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม
ต้องเป็นฉบับที่ออกหลังวันที่ 23 มกราคม 2568
☐ หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (หากมี)
ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อจากสำนักทะเบียน
สำเนารับรองความถูกต้อง 2 ชุด
เอกสารสำหรับกรณีพิเศษ
☐ ใบหย่า (หากเคยสมรสมาก่อน)
☐ ใบมรณะบัตร (หากคู่สมรสเก่าเสียชีวิต)
☐ หนังสือรับรองสิทธิพิเศษ (หากเป็นข้าราชการ/ทหาร)
หมวดที่ 2: เอกสารสุขภาพและความพร้อมส่วนบุคคล
เอกสารด้านสุขภาพ (ทั้งคู่)
☐ ใบรับรองแพทย์ร่างกายสมบูรณ์
ออกโดยแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่ได้รับรอง
อายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันยื่นคำร้อง
ครอบคลุม: สุขภาพทั่วไป การตรวจโรคติดต่อ การตรวจสารเสพติด
☐ ใบรับรองแพทย์จิตเวช
รับรองว่ามีสุขภาพจิตดี เหมาะสมกับการเป็นผู้ปกครอง
ออกจากโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวช
☐ รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว
คนละ 6 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน
แต่งตัวสุภาพ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีขาว
ไม่ใส่แว่นสายตาสี หากใส่แว่นให้เป็นแว่นใส
☐ ผลตรวจเลือด HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ออกจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ได้รับรอง
อายุไม่เกิน 3 เดือน
หมวดที่ 3: เอกสารการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
หลักฐานรายได้ (ทั้งคู่)
☐ สลิปเงินเดือน 6 เดือนย้อนหลัง (สำหรับพนักงาน)
☐ หนังสือรับรองเงินเดือน จากนายจ้าง (ฉบับล่าสุด)
☐ สำเนาการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีล่าสุด ☐ หนังสือรับรองรายได้ (สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว)
แนบงบการเงิน 12 เดือน
หลักฐานการชำระภาษี
หลักฐานทรัพย์สิน
☐ สำเนาโฉนดที่ดิน/สัญญาซื้อขายบ้าน
☐ สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก หน้าแรกและหน้าสุดท้าย
ยอดเงินรวมไม่น้อยกว่า 500,000 บาท (แนะนำ)
☐ สำเนาทะเบียนรถยนต์ (หากมี)
☐ หลักฐานการลงทุน (หุ้น/กองทุน/ประกันชีวิต)
หลักฐานความมั่นคงทางการเงิน
☐ หนังสือรับรองการทำงาน จากนายจ้าง
ระบุตำแหน่ง เงินเดือน และระยะเวลาการทำงาน
☐ หลักฐานการชำระค่าสาธารณูปโภค 3 เดือนย้อนหลัง
☐ หลักฐานภาระหนี้สิน (หากมี)
สำเนาสัญญาสินเชื่อ บัตรเครดิต
หมวดที่ 4: เอกสารยินยอมและการสนับสนุน
เอกสารยินยอมจากครอบครัว
☐ หนังสือยินยอมจากคู่สมรส (กรณีรับบุตรบุญธรรมโดยคนเดียว)
เขียนด้วยลายมือ ลงลายเซ็น มีพยาน 2 คน
ระบุเหตุผลในการสนับสนุนการตัดสินใจ
☐ หนังสือยินยอมจากบุตรที่มีอยู่ (หากบุตรอายุ 15 ปีขึ้นไป)
ลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่
แนบสำเนาบัตรประชาชนของบุตร
☐ หนังสือรับรองจากบุคคลอ้างอิง 3 คน
ต้องรู้จักครอบครัวมาอย่างน้อย 2 ปี
ระบุความสัมพันธ์ ระยะเวลาที่รู้จัก และการให้การรับรอง
เอกสารพิเศษสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน
☐ แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กฟัง (2-3 หน้า)
วิธีการอธิบายโครงสร้างครอบครัว
การตอบคำถามของเด็กเกี่ยวกับผู้ปกครองเพศเดียวกัน
แผนการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม
☐ หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุน
ใบประกาศนียบัตรการอบรมการเลี้ยงดูลูก
หลักฐานการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน
ใบรับรองจากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์
หมวดที่ 5: เอกสารเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม
เอกสารที่อยู่อาศัย
☐ สำเนาสัญญาเช่าบ้าน (หากเช่า) หรือ โฉนดที่ดิน (หากเป็นเจ้าของ)
☐ รูปถ่ายบ้านและห้องที่เตรียมไว้สำหรับเด็ก
ถ่ายมุมต่างๆ ของบ้าน เน้นความปลอดภัยและความเหมาะสม
รูปขนาด 4R อย่างน้อย 10 รูป
☐ แผนผังบ้านแสดงการจัดพื้นที่สำหรับเด็ก
☐ หลักฐานการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย
ราวกันตก ล็อคประตู ปลั๊กไฟปลอดภัย
เอกสารสภาพแวดล้อมรอบบ้าน
☐ แผนที่แสดงสถานที่สำคัญ รอบบ้าน
โรงเรียน โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ☐ หนังสือรับรองจากเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว
หมวดที่ 6: เอกสารเฉพาะเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม
เอกสารของเด็ก
☐ สำเนาสูติบัตร (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด) ☐ สำเนาบัตรประชาชน (หากเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป) ☐ สำเนาทะเบียนบ้าน ☐ รูปถ่ายเด็ก ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 4 รูป ☐ ใบรับรองแพทย์สุขภาพเด็ก
เอกสารการยินยอม
☐ หนังสือยินยอมจากบิดามารดาแท้ (รับรองโดยเจ้าหน้าที่) ☐ หนังสือยินยอมจากเด็ก (หากอายุ 15 ปีขึ้นไป) ☐ คำสั่งศาล (หากเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกทอดทิ้ง)
หมวดที่ 7: เอกสารทางการจากหน่วยงาน
เอกสารจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
☐ หนังสืออนุมัติการรับบุตรบุญธรรม (ได้รับหลังผ่านการประเมิน) ☐ รายงานการประเมินความเหมาะสม จากนักสังคมสงเคราะห์ ☐ ใบรับรองการผ่านการอบรม เรื่องการเป็นผู้ปกครอง
เอกสารเสริม
☐ หนังสือรับรองความประพฤติ จากสถานีตำรวจ ☐ หลักฐานการมีประกันสุขภาพ สำหรับเด็ก ☐ แผนการเงินเพื่อการศึกษา ของเด็ก
สิทธิและหน้าที่หลังการรับบุตรบุญธรรม
เมื่อการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์แล้ว จะเกิดสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายใหม่ที่ซับซ้อน สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน
โครงสร้างสิทธิของบุตรบุญธรรม
เมื่อการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้น บุตรบุญธรรมจะได้รับสิทธิของบุตรบุญธรรมที่เท่าเทียมกับบุตรแท้ในทุกมิติ ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการได้รับสมาชิกภาพเต็มรูปแบบในครอบครัว ไม่ใช่เพียงแขกที่มาพักชั่วคราว
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่รับบุตรบุญธรรมร่วมกัน บุตรบุญธรรมจะมีสิทธิต่อทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน การที่กฎหมายรับรองสมรสเท่าเทียมทำให้ไม่มีการแบ่งแยกหรือลำดับความสำคัญระหว่างผู้ปกครองทั้งสอง ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนที่พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้
การใช้นามสกุลเป็นสิทธิพื้นฐานที่บุตรบุญธรรมได้รับสิทธิใช้นามสกุลเกิดจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายทะเบียน
สิทธิของผู้รับบุตรบุญธรรม
การได้รับสถานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมเปรียบเสมือนการได้รับตำแหน่งที่มีทั้งอำนาจและความรับผิดชอบ ผมจะอธิบายให้เข้าใจว่าสิทธิของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้หมายถึงการมีอำนาจเหนือเด็กเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงหน้าที่ในการดูแลและปกป้องผลประโยชน์ของเด็กด้วย
อำนาจปกครองบุตร
เป็นสิทธิหลักที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้รับ ตาม มาตรา 1598/29 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้รับบุตรบุญธรรมมีอำนาจปกครองบุตรบุญธรรมเหมือนกับอำนาจปกครองบุตรของตนเอง" นี่หมายความว่าคุณมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ ของเด็ก เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง และการดำเนินชีวิตประจำวัน
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่รับบุตรบุญธรรมร่วมกัน การใช้อำนาจปกครองบุตรต้องทำร่วมกันในเรื่องสำคัญ เหมือนกับคู่สมรสทั่วไป หากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องสำคัญ อาจต้องหาทางแก้ไขผ่านการปรึกษาหารือ หรือในกรณีจำเป็น อาจต้องขอให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
สิทธิเลี้ยงดูบุตร
ครอบคลุมทั้งการจัดหาปัจจัยสี่และการพัฒนาเด็กในทุกด้าน การที่คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับการรับรองสิทธินี้อย่างเป็นทางการ หมายความว่าทั้งคู่มีหน้าที่ร่วมกันในการดูแลเด็ก และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้โดยอ้างว่าตนไม่ใช่ผู้ปกครองตามกฎหมาย
ความซับซ้อนของบุตรบุญธรรมกับมรดก
เรื่องบุตรบุญธรรมกับมรดกเป็นหัวข้อที่ซับซ้อนที่สุดและต้องใช้ความรอบคอบสูงสุด ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการเล่นหมากรุกที่ต้องคิดหลายก้าวล่วงหน้า เพราะการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่ออนาคตของครอบครัวทั้งหมด
ตาม มาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้ แต่ข้อที่ซับซ้อนคือ บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีการจัดการเป็นพิเศษ
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ความซับซ้อนนี้มีนัยสำคัญมาก หากมีเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม และอีกฝ่ายเสียชีวิตก่อน บุตรบุญธรรมจะไม่ได้รับมรดกจากผู้ปกครองที่เสียชีวิต เว้นแต่จะมีการทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า การเข้าใจปัญหานี้จะช่วยให้คุณวางแผนการจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมได้อย่างเหมาะสม
การแก้ไขปัญหานี้มีหลายวิธี วิธีแรกคือการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ ซึ่งจะทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากทั้งสองฝ่าย วิธีที่สองคือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สิน วิธีที่สามคือการจัดการทรัพย์สินในรูปแบบที่เอื้อต่อการสืบทอด เช่น การซื้อประกันชีวิตที่ระบุบุตรบุญธรรมเป็นผู้รับผลประโยชน์
สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส
สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีบุตรบุญธรรมต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เหมือนกับการออกแบบบ้านที่ต้องคำนึงถึงการใช้งานของทุกคนในครอบครัว ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การจัดการทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินร่วมกันต้องมีความชัดเจน ผมแนะนำให้คู่สมรสเพศเดียวกันทำความเข้าใจกับระบบทรัพย์สินสมรสตามกฎหมายไทย ซึ่งแบ่งออกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินร่วมกัน การวางแผนการจัดการทรัพย์สินจะส่งผลต่อสิทธิของบุตรบุญธรรมในอนาคต
การลงทุนร่วมกันและการสร้างหลักประกันทางการเงินสำหรับบุตรบุญธรรมเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา การจัดตั้งกองทุนการศึกษา การซื้อประกันการศึกษา หรือการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ จะช่วยให้บุตรบุญธรรมมีความมั่นคงทางการเงินแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
หน้าที่และความรับผิดชอบ
การเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้หมายถึงการได้รับเพียงสิทธิ แต่รวมถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่หนักหน่วง ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการรับตำแหน่งผู้จัดการที่ต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่และอนาคตของพนักงาน
หน้าที่ในการเลี้ยงดูครอบคลุมทั้งการจัดหาปัจจัยสี่ที่จำเป็นและการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ตาม มาตรา 1564 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า "ผู้รับบุตรบุญธรรมมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรบุญธรรมเหมือนกับหน้าที่เลี้ยงดูบุตรของตนเอง" หน้าที่นี้ไม่สามารถโอนหรือสละได้ และต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การแบ่งปันหน้าที่ในการเลี้ยงดูต้องทำอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความสามารถของแต่ละฝ่าย การที่ทั้งคู่มีสถานะทางกฎหมายที่เท่าเทียมกันทำให้ไม่สามารถอ้างว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความรับผิดชอบน้อยกว่า
ความรับผิดชอบทางการเงินเป็นภาระที่ต้องแบกรับตลอดไป ไม่เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่รวมถึงค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาเด็ก การวางแผนทางการเงินที่ดีจะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและการแก้ไข
แม้ว่าการรับบุตรบุญธรรมจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในความเป็นจริงอาจมีปัญหาและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ผมจะแนะนำวิธีการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาเหล่านี้
การเพิกถอนบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่สามารถทำได้ในบางสถานการณ์ ตาม มาตรา 1598/34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า การเพิกถอนบุตรบุญธรรมสามารถทำได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีเหตุสมควร การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น
การฟ้องคดีบุตรบุญธรรมอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สิน การมีเอกสารที่ครบถ้วนและการวางแผนที่รอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเหล่านี้ สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การมีทนายความที่เข้าใจเรื่องสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันจะเป็นประโยชน์มาก
การเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตของผู้ปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องทำอย่างรอบคอบ การมีแผนสำรองและการจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นจะช่วยให้บุตรบุญธรรมได้รับการดูแลที่เหมาะสมในทุกสถานการณ์
ผมเชื่อว่า การเข้าใจสิทธิและหน้าที่เหล่านี้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์คู่สมรสได้อย่างเต็มที่ และสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีความสุขอย่างยั่งยืน ในส่วนสุดท้าย ผมจะสรุปประเด็นสำคัญและให้คำแนะนำสำหรับการวางแผนอนาคต
15 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

1. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?
ตอบ: ได้ครับ หลังจากที่พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 คู่สมรสเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว มีสิทธิการรับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับคู่สมรสต่างเพศทุกประการ
ตาม มาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า หากมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน คำว่า "คู่สมรส" ในปัจจุบันครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกันด้วย
2. เงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีอะไรบ้าง?
ตอบ: เงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรมเหมือนกับคู่สมรสทั่วไป คือ ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี มีความมั่นคงทางการเงิน สุขภาพสมบูรณ์ และได้รับความยินยอมจากคู่สมรส
สิ่งเพิ่มเติมที่คู่สมรสเพศเดียวกันควรเตรียมคือ แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กเข้าใจ และความพร้อมในการรับมือกับคำถามจากสังคม
3. ขั้นตอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมีกี่ขั้นตอน?
ตอบ: การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมี 3 ขั้นตอนหลัก
ขั้นตอนที่ 1: ยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมต่อศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ขั้นตอนที่ 2: รอการประเมินจากหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน และการตรวจสอบเอกสาร
ขั้นตอนที่ 3: เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อให้การรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมาย
4. เอกสารรับบุตรบุญธรรมที่สำคัญที่สุดคืออะไร?
ตอบ: เอกสารรับบุตรบุญธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันคือ หลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพราะเป็นการพิสูจน์สถานะสมรสเท่าเทียมตามกฎหมาย
เอกสารสำคัญอื่นๆ ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ หลักฐานรายได้ หนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมจากคู่สมรส และเอกสารของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม
5. ใช้เวลานานแค่ไหนในการรับบุตรบุญธรรม?
ตอบ: กระบวนการรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ความซับซ้อนของแต่ละกรณี และปริมาณงานของหน่วยงาน
สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันอาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยในช่วงแรกๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจต้องเรียนรู้กฎหมายใหม่ แต่การเตรียมเอกสารครบถ้วนและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานจะช่วยเร่งกระบวนการได้
6. ค่าใช้จ่ายในการรับบุตรบุญธรรมเป็นเท่าไร?
ตอบ: การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่เสียค่าธรรมเนียม” (ยกเว้นบริการนอกสำนักทะเบียน/คัดสำเนา) คัดสำเนาฉบับละ 10 บาท
หากใช้บริการทนายความ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10,000-50,000 บาท สำหรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า อาจถึง 200,000-500,000 บาท
7. สิทธิของบุตรบุญธรรมมีอะไรบ้าง?
ตอบ: สิทธิของบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้ทุกประการ ได้แก่ สิทธิได้รับการเลี้ยงดู การศึกษา การรักษาพยาบาล สิทธิใช้นามสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรม และที่สำคัญคือบุตรบุญธรรมกับมรดก - มีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้
สิ่งพิเศษคือ บุตรบุญธรรมยังคงมีสิทธิรับมรดกจากบิดามารดาเดิมด้วย ทำให้มีการคุ้มครองทางทรัพย์สินที่ครอบคลุม
8. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้หรือไม่?
ตอบ: ได้ครับ และนี่คือข้อได้เปรียบสำคัญ ตาม มาตรา 1598/26 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า คู่สมรสสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้
การคู่สมรสเพศเดียวกันรับบุตรบุญธรรมร่วมกันจะทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องสิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส การรับมรดก และอำนาจปกครองบุตร ซึ่งสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวมากกว่าการรับโดยฝ่ายเดียว
9. มีความแตกต่างระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันกับคู่สมรสต่างเพศในการรับบุตรบุญธรรมหรือไม่?
ตอบ: ทางกฎหมายไม่มีความแตกต่าง สิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันเท่าเทียมกับคู่สมรสต่างเพศทุกประการ ทั้งเงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรม ขั้นตอน และสิทธิที่ได้รับ
ความแตกต่างที่อาจเกิดขึ้นจริงคือ ในช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่บางคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ต้องใช้เวลาในการอธิบายเพิ่มเติม แต่เมื่อระบบปรับตัวแล้ว กระบวนการจะเหมือนกันหมด
10. บุตรบุญธรรมข้ามชาติสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันทำได้หรือไม่?
ตอบ: ทำได้ แต่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะต้องพิจารณากฎหมายของประเทศต้นกำเนิดของเด็กด้วย ไม่ใช่ทุกประเทศที่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน
บุตรบุญธรรมข้ามชาติที่เป็นไปได้สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมักมาจากประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เช่น ประเทศในยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย กระบวนการใช้เวลา 2-5 ปี และค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรับบุตรบุญธรรมในประเทศ
11. การจัดการเรื่องสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างไร?
ตอบ: การจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ
วิธีแก้ไขคือ การรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ หรือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สิน นอกจากนี้ควรพิจารณาจัดหาประกันชีวิตที่ระบุบุตรบุญธรรมเป็นผู้รับผลประโยชน์
12. สามารถเพิกถอนบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?
ตอบ: การเพิกถอนบุตรบุญธรรมทำได้ แต่ไม่ง่าย ตาม มาตรา 1598/34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า สามารถเพิกถอนได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีเหตุสมควร
เหตุสมควรที่ศาลอาจพิจารณา เช่น การไม่ปฏิบัติหน้าที่เลี้ยงดูอย่างร้ายแรง การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หรือการกระทำที่เป็นอันตรายต่อเด็ก การเพิกถอนบุตรบุญธรรมจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีทางออกอื่น
13. อายุขั้นต่ำของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมคือเท่าไร?
ตอบ: กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุขั้นต่ำของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่ในทางปฏิบัติ สามารถรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดได้ อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เด็กต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง
สำหรับคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรม ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี นั่นหมายความว่า หากต้องการรับเด็กแรกเกิด ผู้รับต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี
14. มีหน่วยงานไหนให้คำปรึกษาเรื่องการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน?
ตอบ: หน่วยงานหลักคือ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
นอกจากนี้ยังมี องค์กรสิทธิมนุษยชน กลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน และทนายความที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน ที่สามารถให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือได้
15. หากเกิดปัญหาในการรับบุตรบุญธรรม มีช่องทางแก้ไขอย่างไร?
ตอบ: หากเกิดปัญหา เช่น การถูกปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลสมควร หรือการเลือกปฏิบัติ มีช่องทางแก้ไขหลายระดับ
ระดับแรก: ร้องเรียนต่อหัวหน้าหน่วยงานที่เกิดปัญหา พร้อมแสดงหลักฐานพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม
ระดับที่สอง: ร้องเรียนต่อกระทรวงต้นสังกัด หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ระดับสุดท้าย: การฟ้องคดีบุตรบุญธรรมหรือคดีบังคับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้บริการทนายความที่เชี่ยวชาญ
การมีสิทธิประโยชน์คู่สมรสตามกฎหมายใหม่ทำให้คู่สมรสเพศเดียวกันมีเครื่องมือทางกฎหมายในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
การรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันไม่ได้เป็นเพียงการใช้สิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์และการมอบโอกาสใหม่ให้กับเด็กที่ต้องการความรักและการดูแล
สมรสเท่าเทียมและสิทธิเลี้ยงดูบุตรเป็นมากกว่าคำในกฎหมาย เป็นการสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและให้โอกาสทุกคนในการมีครอบครัวที่มีความสุข
ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความรู้ ความเตรียมพร้อม และความมุ่งมั่น คู่สมรสเพศเดียวกันจะสามารถประสบความสำเร็จในการรับบุตรบุญธรรมและสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีความสุขได้ การเดินทางนี้อาจยาวนาน แต่ปลายทางคือความสุขและความสมบูรณ์ของครอบครัวที่คุณได้สร้างขึ้นเอง
การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนเรื่องราวที่แท้จริงคือการเติบโตไปพร้อมกันเป็นครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ และความมั่นคงที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


