การรับบุตรบุญธรรมหลังจากพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-01

รับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

การรับบุตรบุญธรรมหลังสมรสเท่าเทียม

การรับบุตรบุญธรรมหลังจากพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม.png

วันที่ 23 มกราคม 2568 ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567 หรือที่รู้จักกันในนามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงถ้อยคำในกฎหมาย เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างครอบครัวของคู่สมรสเพศเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

การเปลี่ยนจาก "ชาย" และ "หญิง" เป็น "บุคคล" ในมาตรา 1448 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า การสมรสจะกระทําได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทําการสมรสก่อนนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการขยายสิทธิสมรสเท่าเทียม แต่เป็นการสร้างหลักความเป็นกลางทางเพศในกฎหมายที่จะส่งผลต่อกฎหมายสาขาอื่นๆ อีกมากมาย

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สมรสเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงเพียงสิทธิการสมรส แต่รวมถึงสิทธิประโยชน์คู่สมรสทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อาทิ สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส สิทธิรับบุตรบุญธรรม และอำนาจปกครองบุตร

ผลกระทบต่อระบบการรับบุตรบุญธรรมหลังพ.ร.บ. สมรสเท่าเทีย

การแก้ไขมาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า "ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน" ซึ่งคำว่า "คู่สมรส" ในปัจจุบันครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกันด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เพียงเปิดโอกาสให้คู่สมรสเพศเดียวกันรับบุตรบุญธรรม แต่ยังสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม และสิทธิของบุตรบุญธรรมในบริบทครอบครัวที่หลากหลาย

ผมต้องเน้นว่า การเข้าใจถึงผลกระทบเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่กำลังพิจารณาสิทธิเลี้ยงดูบุตร เพราะกระบวนการและสิทธิหน้าที่ที่เกิดขึ้นจะมีความซับซ้อนทางกฎหมายที่ต้องเตรียมความพร้อม

เงื่อนไขและคุณสมบัติการรับบุตรบุญธรรม

เงื่อนไขและคุณสมบัติการรับบุตรบุญธรรม.png

1. กรอบกฎหมายพื้นฐาน

ตาม มาตรา 1598/19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี"

เป็นกฎพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่สำคัญคือการเข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง กฎหมายกำหนดเงื่อนไขนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับบุตรบุญธรรมมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และประสบการณ์ชีวิต ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรบุญธรรม

2. คุณสมบัติเฉพาะสำหรับคู่สมรส

ข้อกำหนดสำคัญที่สุด สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมาจาก มาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน"

ผมต้องเน้นว่า หนังสือยินยอมบุตรบุญธรรม นี้ไม่ใช่เพียงเอกสารทางการ แต่เป็นการแสดงเจตนาร่วมกันในการสร้างครอบครัว กฎหมายต้องการให้แน่ใจว่าการตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมเป็นความต้องการของทั้งคู่ ไม่ใช่ฝ่ายเดียว

3. การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน

มาตรา 1598/26 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น"

ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น หลักการคือเด็กหนึ่งคนจะมีผู้รับบุตรบุญธรรมได้เพียงคนเดียว แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ คู่สมรสสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้

นี่หมายความว่า คู่สมรสเพศเดียวกัน สามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ โดยทั้งคู่จะมีสถานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมพร้อมกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญมากในการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว

4. คุณสมบัติด้านการเงินและฐานะ

แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่การพิจารณาคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องมีการประเมิน

  • ความมั่นคงทางการเงิน - ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูเด็ก ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการเลี้ยงดูบุตร
  • ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม - ต้องมีที่อยู่ที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก มีความปลอดภัย และเหมาะสมต่อการพัฒนาการของเด็ก
  • สุขภาพร่างกายและจิตใจ - ต้องมีสุขภาพที่สมบูรณ์เพียงพอต่อการดูแลเด็ก โดยต้องมีใบรับรองแพทย์รองรับ

5. เงื่อนไขพิเศษด้านอายุและความสัมพันธ์

กรณีเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป ตาม มาตรา 1598/21 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้เยาว์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี ต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง" นี่คือการคุ้มครองสิทธิของเด็กในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลต่อชีวิตของตนเอง

กรณีเด็กที่มีผู้ปกครอง จะต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมาย และในบางกรณีอาจต้องผ่านกระบวนการศาลหากมีข้อพิพาท

สิทธิ์ของผู้เยาว์ ผู้เยาว์สามารถทำอะไรได้บ้าง

6. ข้อจำกัดทางกฎหมาย

6.1 การห้ามรับบุตรบุญธรรมในกรณีความสัมพันธ์ญาติ

การที่กฎหมายห้ามญาติใกล้ชิดรับกันเป็นบุตรบุญธรรมนั้น มีเหตุผลลึกซึ้งทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา ลองนึกดูว่า หากปู่รับหลานเป็นบุตรบุญธรรม เด็กคนนั้นจะต้องเรียกปู่ว่า "พ่อ" และเรียกพ่อแท้ๆ ว่า "พี่ชาย" ความสับสนนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาทางจิตใจและการเข้าใจโครงสร้างครอบครัวของเด็ก ในกรณีของคู่สมรสเพศเดียวกัน ข้อจำกัดนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะอาจมีสถานการณ์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องการรับหลานชายหรือหลานสาวของตนเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะขัดต่อหลักการของกฎหมาย แม้ว่าจะมีเหตุผลดีก็ตาม

6.2 ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมต่อการรับบุตรบุญธรรม

นอกจากเรื่องญาติแล้ว กฎหมายยังมองเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างละเอียดอ่อน ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เมื่อครูต้องการรับศิษย์เป็นบุตรบุญธรรม แม้ว่าจะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือเด็กกำพร้า แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับศิษย์อาจทำให้การตัดสินใจของเด็กไม่เป็นอิสระ

6.3 ความซับซ้อนของบุตรบุญธรรมข้ามชาติ

เมื่อพูดถึงบุตรบุญธรรมข้ามชาติ เป็นเหมือนการเดินทางข้ามประเทศหลายประเทศในการเดินทางครั้งเดียว แต่ละประเทศมีกฎหมายและข้อกำหนดของตนเอง และทุกอย่างต้องสอดคล้องกันหมด

กระบวนการบุตรบุญธรรมข้ามชาติสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่าไทยจะรับรองสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่ประเทศต้นกำเนิดของเด็กอาจยังไม่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน

ความท้าทายหลักที่คู่สมรสเพศเดียวกันจะเผชิญในการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติคือ การหาประเทศที่ยอมรับสถานะการสมรสของพวกเขา ปัจจุบันประเทศในยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่จะยอมรับ ในขณะที่ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้หลายประเทศยังมีข้อจำกัด

อ่านคำปรึกษาจริงพร้อมคำตอบจากทนายความเรื่อง "บุตรบุญธรรม"

Q: ยื่นขอสัญชาติ โดยมีคนรับเป็นบุตรบุญธรรมได้ไหมครับ

Q: ขอคำกำจัดความทางกฎหมายระหว่างบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและบุตรบุญธรรมครับ

Q: บุตรบุญธรรมต่างชาติ

ขั้นตอนการดำเนินการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

ขั้นตอนการดำเนินการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน.png

ขั้นตอนที่ 1 การประเมินตนเองและการเตรียมความพร้อมเบื้องต้น

ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการทางกฎหมายใดๆ ผมขอให้คุณนั่งลงมาคิดอย่างจริงจังเหมือนกับการวางแผนการลงทุนระยะยาว การรับบุตรบุญธรรมไม่ใช่การตัดสินใจชั่วข้ามคืน 

เริ่มต้นด้วยการประเมินความพร้อมทางการเงิน ตามมาตรา 1598/19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี แต่สิ่งที่กฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนคือ ความพร้อมทางการเงินที่เพียงพอ คุณต้องคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายให้ละเอียด รวมถึงค่าเลี้ยงดู ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และเงินสำรองเหตุฉุกเฉิน

ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมเอกสารพื้นฐานและการตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย

เอกสารแรกที่คุณต้องเตรียมคือหลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกัน ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เท่านั้น คู่สมรสที่จดทะเบียนก่อนหน้านี้จะต้องมีเอกสารที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน

การเตรียมเอกสารรับบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างเป็นระบบ ผมแนะนำให้สร้างแฟ้มเอกสารแยกหมวดหมู่ หมวดแรกคือเอกสารส่วนตัวของทั้งคู่ รวมถึงสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (หากมี) และเอกสารแสดงสถานะการสมรสปัจจุบัน

หมวดที่สองคือเอกสารด้านสุขภาพ ใบรับรองแพทย์แสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์เป็นเอกสารที่มีอายุการใช้งาน คุณต้องขอใบรับรองที่ออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนการยื่นคำร้อง การเลือกโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงและแพทย์ที่เข้าใจเรื่องสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันจะช่วยให้ได้เอกสารที่มีคุณภาพ

ขั้นตอนที่ 3 การศึกษาและเลือกช่องทางการรับบุตรบุญธรรม

สิทธิการรับบุตรบุญธรรม สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีหลายช่องทาง แต่ละช่องทางมีข้อดี ข้อเสีย และความซับซ้อนแตกต่างกัน ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจเหมือนการเลือกเส้นทางเดินทาง ว่าเส้นทางไหนเหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด

ช่องทางแรกคือการรับเด็กไทยผ่านระบบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิธีนี้มีความซับซ้อนน้อยกว่าการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ แต่อาจมีจำนวนเด็กที่รอการรับบุตรบุญธรรมจำกัด การรอคิวอาจใช้เวลานาน โดยเฉพาะสำหรับเด็กทารกหรือเด็กเล็ก

ช่องทางที่สองคือการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ ซึ่งมีตัวเลือกมากกว่า แต่กระบวนการซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า คุณต้องศึกษาว่าประเทศไหนบ้างที่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน และมีข้อกำหนดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ

ขั้นตอนที่ 4 การยื่นคำร้องต่อหน่วยงาน

การยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด

เริ่มต้นด้วยการนัดหมายกับศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม คุณควรโทรศัพท์ล่วงหน้าเพื่อสอบถามข้อมูลและนัดหมายอย่างเป็นทางการ การแสดงความเคารพต่อระบบและกระบวนการจะสร้างความประทับใจเริ่มแรกที่ดี

วันที่ไปยื่นคำร้อง ผมแนะนำให้ทั้งคู่ไปด้วยกัน การที่ทั้งคู่มาพร้อมกันแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นร่วมกัน แต่งตัวให้เหมาะสม สุภาพ แต่ไม่เป็นทางการจนเกินไป ความประทับใจแรกมีความสำคัญมากในการสร้างบรรยากาศที่ดีตลอดกระบวนการ

ขั้นตอนที่ 5 การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์และประเมิน

หลังจากยื่นคำร้องแล้ว หน่วยงานจะจัดการสัมภาษณ์เพื่อประเมินคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรม การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์เหมือนกับการเตรียมตัวสำหรับการนำเสนองานสำคัญ ที่ต้องมีเนื้อหาที่ดี การนำเสนอที่ชัดเจน และความมั่นใจในตัวเอง

เจ้าหน้าที่จะถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการรับบุตรบุญธรรม ผมแนะนำให้เตรียมคำตอบที่จริงใจและเป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงคำตอบที่ฟังดูท่องจำหรือเก็บกด การเล่าเรื่องราวส่วนตัวที่แสดงให้เห็นถึงความรักและความพร้อมจะดีกว่าการใช้ภาษาทางการ

คู่สมรสเพศเดียวกันอาจได้รับคำถามเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการกับทัศนคติของสังคม การอธิบายเรื่องความหลากหลายทางเพศให้เด็กฟัง และการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ที่อาจเผชิญในสังคม การมีแผนและคำตอบที่ชัดเจนจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความรับผิดชอบ

ขั้นตอนที่ 6 การเยี่ยมบ้านและการประเมินสภาพแวดล้อม

การเยี่ยมบ้านเป็นขั้นตอนที่หลายคนรู้สึกกังวล แต่ผมขอให้คุณมองว่าเป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของครอบครัว เหมือนกับการต้อนรับแขกสำคัญที่จะมาเยี่ยมบ้าน

เจ้าหน้าที่จะประเมินความปลอดภัยของบ้าน ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับเด็ก และบรรยากาศทั่วไปของครอบครัว คุณไม่จำเป็นต้องมีบ้านหรูหรามีของแพง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าบ้านนี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงดูเด็ก

ขั้นตอนที่ 7 การรอผลการพิจารณาและการติดตาม

หลังจากผ่านกระบวนการประเมินทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอผลการพิจารณา ระยะเวลานี้อาจใช้เวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละกรณีและปริมาณงานของหน่วยงาน

ในระหว่างการรอ ผมแนะนำให้คุณใช้เวลานี้เพื่อเตรียมตัวเพิ่มเติม เช่น การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก การเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัย หรือการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนสำหรับผู้ปกครองใหม่ การเตรียมตัวเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติ

การติดตามความคืบหน้าควรทำอย่างสุภาพและไม่บ่อยจนเกินไป เพื่อแสดงความสนใจและความกระตือรือร้น แต่ไม่รบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่

ขั้นตอนที่ 8 การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการ

เมื่อได้รับหนังสืออนุมัติจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการ 

การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องดำเนินการที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่มีเขตอำนาจ แม้จะได้รับการอนุมัติแล้ว แต่หากไม่ได้จดทะเบียน การรับบุตรบุญธรรมจะยังไม่มีผลทางกฎหมาย

การเตรียมตัวสำหรับวันจดทะเบียน ผมแนะนำให้นัดหมายล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่จะพร้อมให้บริการ การที่คู่สมรสเพศเดียวกันไปพร้อมกันทั้งคู่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องลงนามในเอกสารร่วมกันและแสดงเจตนาร่วมในการรับบุตรบุญธรรม

เอกสารที่ต้องนำไปในวันจดทะเบียนประกอบด้วยหนังสืออนุมัติจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ บัตรประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งคู่ บัตรประชาชนของบุตรบุญธรรม และหนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมจากคู่สมรส (หากเป็นการรับบุตรบุญธรรมโดยฝ่ายเดียว) นอกจากนี้ยังต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีและมีความสามารถตามกฎหมาย

ขั้นตอนที่ 9 การจัดการเอกสารหลังการจดทะเบียน

หลังจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ผมจะแนะนำให้คุณเข้าใจว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการเอกสารและสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

เอกสารแรกที่คุณจะได้รับคือใบสำคัญการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เอกสารนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรม คุณควรเก็บรักษาไว้อย่างดีและทำสำเนาหลายชุดไว้ใช้ในการติดต่อราชการต่างๆ

ขั้นตอนที่ 10 การจัดการสิทธิและประโยชน์ต่างๆ

หลังจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้นแล้ว บุตรบุญธรรมจะได้รับสิทธิของบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย

สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสและสินสมรสและบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน เพราะต้องพิจารณาหลายปัจจัย การวางแผนเรื่องบุตรบุญธรรมกับมรดกต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากตาม มาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ

การแก้ไขปัญหานี้สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันคือการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ หรือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สินจากทั้งสองฝ่าย การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวและมรดกจะช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 11 การปรับตัวและการติดตามหลังการรับบุตรบุญธรรม

การรับบุตรบุญธรรมไม่ได้จบลงเพียงแค่การจดทะเบียน

ในช่วงแรกหลังการรับบุตรบุญธรรม หน่วยงานจะมีการติดตามและประเมินผลการปรับตัวของทั้งครอบครัวและเด็ก การให้ความร่วมมือในการติดตามนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้หน่วยงานมั่นใจว่าการรับบุตรบุญธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและเด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การเตรียมตัวรับมือกับคำถามหรือความอยากรู้จากบุคคลภายนอกเป็นสิ่งที่ควรเตรียมไว้ การมีแผนและคำตอบที่เหมาะสมจะช่วยให้ทั้งครอบครัวรู้สึกมั่นใจและสามารถจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การสร้างเครือข่ายสนับสนุนกับครอบครัวที่มีประสบการณ์คล้ายกันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก การเข้าร่วมกลุ่มผู้ปกครองที่รับบุตรบุญธรรม หรือกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีลูก จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำและกำลังใจจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว

ขั้นตอนที่ 12 การวางแผนระยะยาวและการคุ้มครองทางกฎหมาย

ขั้นตอนสุดท้ายที่ผมต้องการเน้นย้ำคือการวางแผนระยะยาวสำหรับครอบครัวใหม่ การรับบุตรบุญธรรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนาน เหมือนกับการวางแผนการออมเงินเพื่อการเกษียณ ที่ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

การจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญ เช่น พินัยกรรม หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กในกรณีฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการโดยเร็ว สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การมีเอกสารเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บุตรบุญธรรมจะได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างเหมาะสม

เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอบุตรบุญธรรมสำหรับสมรสเท่าเทียม

เอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอบุตรบุญธรรมสำหรับสมรสเท่าเทียม.png

หมวดที่ 1 เอกสารประจำตัวและสถานะทางกฎหมาย

เอกสารในหมวดนี้เปรียบเสมือนใบประจำตัวประชาชนของครอบครัวคุณ ที่จะบอกหน่วยงานว่าคุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน และมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร การเตรียมเอกสารเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เพราะข้อผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการพิจารณาทั้งหมด

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งคู่ เป็นเอกสารแรกที่ต้องเตรียม ผมแนะนำให้ใช้สำเนาที่ชัดเจน ไม่มีรอยจาง หรือความเสียหาย การถ่ายสำเนาควรแสดงให้เห็นขอบของบัตรทั้งสี่ด้าน และข้อมูลทุกบรรทัดต้องอ่านได้ชัดเจน สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะจากโสดเป็นสมรส ต้องแน่ใจว่าบัตรประชาชนแสดงสถานะปัจจุบันที่ถูกต้อง

สำเนาทะเบียนบ้านของทั้งคู่ ต้องเป็นฉบับที่แสดงรายชื่อสมาชิกครอบครัวปัจจุบัน หากมีการย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลล่าสุด ต้องให้แน่ใจว่าทะเบียนบ้านสะท้อนข้อมูลที่เป็นจริง การมีที่อยู่ที่ชัดเจนและถูกต้องจะช่วยให้หน่วยงานสามารถประสานงานและดำเนินการติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักฐานการจดทะเบียนสมรสตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน เอกสารนี้เปรียบเสมือนหัวใจของการสมัครทั้งหมด เพราะเป็นการพิสูจน์สถานะสมรสเท่าเทียมตามกฎหมายใหม่ ผมขอเน้นให้ใช้สำเนาที่รับรองความถูกต้องจากหน่วยงานราชการ และเก็บฉบับจริงไว้อย่างดีเพื่อนำมาแสดงในวันที่ยื่นเอกสาร

หมวดที่ 2 เอกสารด้านสุขภาพและความพร้อมส่วนบุคคล

เอกสารในหมวดนี้เป็นการพิสูจน์ว่าคุณมีสุขภาพกายและใจที่เหมาะสมกับการเป็นผู้ปกครอง

ใบรับรองแพทย์แสดงสุขภาพร่างกายและจิตใจ ต้องออกโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตและมีคุณวุฒิที่เหมาะสม ผมแนะนำให้เลือกโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่มีชื่อเสียง เพราะความน่าเชื่อถือของสถาบันจะส่งผลต่อการยอมรับของเอกสาร การตรวจสุขภาพควรครอบคลุมทั้งการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจโรคติดต่อ และการประเมินสุขภาพจิต

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ผมขอแนะนำให้หาแพทย์ที่มีความเข้าใจและเปิดใจต่อความหลากหลายทางเพศ การได้รับการตรวจจากแพทย์ที่เป็นมิตรและให้การสนับสนุนจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจและได้รับใบรับรองที่มีคุณภาพ ใบรับรองแพทย์ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่ยื่นคำร้อง ดังนั้นการวางเวลาในการตรวจสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หมวดที่ 3 เอกสารด้านการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

การพิสูจน์ความมั่นคงทางการเงินเปรียบเสมือนการแสดงให้เห็นว่าคุณมีสิทธิประโยชน์คู่สมรสและความสามารถในการดูแลเด็กอย่างเพียงพอ เอกสารในหมวดนี้ต้องสะท้อนภาพที่สมจริงของฐานะการเงิน ไม่ใช่การพยายามสร้างภาพที่ดีเกินจริง

หลักฐานรายได้

ต้องครอบคลุมรายได้ของทั้งคู่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากธุรกิจ เงินปันผล หรือรายได้อื่นๆ ผมแนะนำให้เตรียมหลักฐานย้อนหลัง 12 เดือน เพื่อแสดงความสม่ำเสมอและความมั่นคงของรายได้ สำหรับพนักงานบริษัท ควรมีหนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้าง สลิปเงินเดือน และสำเนาการหักภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว การเตรียมเอกสารจะซับซ้อนกว่า ต้องมีงบการเงิน ใบกำกับภาษี และหลักฐานการชำระภาษีอย่างถูกต้อง ผมแนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารทางการเงินมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

หลักฐานทรัพย์สิน

ควรรวมถึงสำเนาโฉนดที่ดิน ทะเบียนรถ เอกสารการฝากเงิน และการลงทุนต่างๆ การมีทรัพย์สินที่หลากหลายจะแสดงให้เห็นถึงการวางแผนทางการเงินที่ดีและความมั่นคงในระยะยาว สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันหรือแยกกัน

หมวดที่ 4 เอกสารยินยอมและการสนับสนุนจากครอบครัว

เอกสารในหมวดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ครอบครัวให้การสนับสนุน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจและยินยอมในการตัดสินใจนี้

หนังสือยินยอมจากคู่สมรส

การเขียนหนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมต้องใช้ภาษาที่ชัดเจน ระบุเหตุผลในการสนับสนุนการตัดสินใจ และแสดงความมั่นใจในความสามารถของคู่สมรสในการเป็นผู้ปกครองที่ดี ผมแนะนำให้เขียนเป็นภาษาที่สื่อสารความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามพิธีการ

หนังสือรับรองจากบุคคลอ้างอิง

เป็นเอกสารที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ผมแนะนำให้เลือกบุคคลอ้างอิงที่หลากหลาย เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชุมชน หรือผู้ที่รู้จักครอบครัวคุณมาอย่างยาวนาน การมีบุคคลอ้างอิงที่มาจากวงกว้างจะแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง

หมวดที่ 5 เอกสารเฉพาะสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

เอกสารในหมวดนี้เป็นส่วนที่คู่สมรสเพศเดียวกันต้องเตรียมเป็นพิเศษ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความพร้อมในการเลี้ยงดูเด็กในบริบทของครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ

แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กฟัง

เป็นเอกสารที่ผมแนะนำให้เตรียมไว้ แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อกำหนดบังคับ แต่การมีแผนที่ชัดเจนจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความคิดริเริ่ม เอกสารนี้ควรระบุวิธีการอธิบายโครงสร้างครอบครัว การตอบคำถามของเด็กเกี่ยวกับการมีผู้ปกครองเพศเดียวกัน และการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ที่อาจเผชิญในสังคม

หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนครอบครัว

การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน การอบรมเรื่องการเลี้ยงดูลูก หรือการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน การมีเอกสารเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเตรียมตัวและการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง

แผนการจัดการเรื่องสิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสและบุตรบุญธรรมกับมรดก เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนระยะยาว ผมแนะนำให้ปรึกษาทนายความในการเตรียมเอกสารนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการสอดคล้องกับกฎหมายและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบุตรบุญธรรม

Checklist เอกสารการรับบุตรบุญธรรม

หมวดที่ 1 เอกสารระบุตัวตนและสถานะทางกฎหมาย

เอกสารพื้นฐานของผู้ขอรับ (ทั้งคู่)

บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด)

ตรวจสอบวันหมดอายุ ต้องยังไม่หมดอายุ

สถานะต้องแสดงเป็น "สมรส" หลังจากจดทะเบียนแล้ว

ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด)

ต้องเป็นฉบับปัจจุบันที่แสดงสมาชิกครอบครัวที่ถูกต้อง

หากย้ายที่อยู่ใหม่ ต้องแจ้งเปลี่ยนให้เรียบร้อยก่อน

ใบสำคัญการสมรส (ฉบับจริง + สำเนา 5 ชุด)

สำคัญที่สุด: หลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม

ต้องเป็นฉบับที่ออกหลังวันที่ 23 มกราคม 2568

หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (หากมี)

ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อจากสำนักทะเบียน

สำเนารับรองความถูกต้อง 2 ชุด

เอกสารสำหรับกรณีพิเศษ

ใบหย่า (หากเคยสมรสมาก่อน)

ใบมรณะบัตร (หากคู่สมรสเก่าเสียชีวิต)

หนังสือรับรองสิทธิพิเศษ (หากเป็นข้าราชการ/ทหาร)

หมวดที่ 2: เอกสารสุขภาพและความพร้อมส่วนบุคคล

เอกสารด้านสุขภาพ (ทั้งคู่)

ใบรับรองแพทย์ร่างกายสมบูรณ์

ออกโดยแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่ได้รับรอง

อายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันยื่นคำร้อง

ครอบคลุม: สุขภาพทั่วไป การตรวจโรคติดต่อ การตรวจสารเสพติด

ใบรับรองแพทย์จิตเวช

รับรองว่ามีสุขภาพจิตดี เหมาะสมกับการเป็นผู้ปกครอง

ออกจากโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวช

รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว

คนละ 6 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน

แต่งตัวสุภาพ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีขาว

ไม่ใส่แว่นสายตาสี หากใส่แว่นให้เป็นแว่นใส

ผลตรวจเลือด HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ออกจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ได้รับรอง

อายุไม่เกิน 3 เดือน

หมวดที่ 3: เอกสารการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

หลักฐานรายได้ (ทั้งคู่)

สลิปเงินเดือน 6 เดือนย้อนหลัง (สำหรับพนักงาน)

หนังสือรับรองเงินเดือน จากนายจ้าง (ฉบับล่าสุด)

สำเนาการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีล่าสุด ☐ หนังสือรับรองรายได้ (สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว)

แนบงบการเงิน 12 เดือน

หลักฐานการชำระภาษี

หลักฐานทรัพย์สิน

สำเนาโฉนดที่ดิน/สัญญาซื้อขายบ้าน

สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก หน้าแรกและหน้าสุดท้าย

ยอดเงินรวมไม่น้อยกว่า 500,000 บาท (แนะนำ)

สำเนาทะเบียนรถยนต์ (หากมี)

หลักฐานการลงทุน (หุ้น/กองทุน/ประกันชีวิต)

หลักฐานความมั่นคงทางการเงิน

หนังสือรับรองการทำงาน จากนายจ้าง

ระบุตำแหน่ง เงินเดือน และระยะเวลาการทำงาน

หลักฐานการชำระค่าสาธารณูปโภค 3 เดือนย้อนหลัง

หลักฐานภาระหนี้สิน (หากมี)

สำเนาสัญญาสินเชื่อ บัตรเครดิต

หมวดที่ 4: เอกสารยินยอมและการสนับสนุน

เอกสารยินยอมจากครอบครัว

หนังสือยินยอมจากคู่สมรส (กรณีรับบุตรบุญธรรมโดยคนเดียว)

เขียนด้วยลายมือ ลงลายเซ็น มีพยาน 2 คน

ระบุเหตุผลในการสนับสนุนการตัดสินใจ

หนังสือยินยอมจากบุตรที่มีอยู่ (หากบุตรอายุ 15 ปีขึ้นไป)

ลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่

แนบสำเนาบัตรประชาชนของบุตร

หนังสือรับรองจากบุคคลอ้างอิง 3 คน

ต้องรู้จักครอบครัวมาอย่างน้อย 2 ปี

ระบุความสัมพันธ์ ระยะเวลาที่รู้จัก และการให้การรับรอง

เอกสารพิเศษสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กฟัง (2-3 หน้า)

วิธีการอธิบายโครงสร้างครอบครัว

การตอบคำถามของเด็กเกี่ยวกับผู้ปกครองเพศเดียวกัน

แผนการเตรียมเด็กสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม

หลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุน

ใบประกาศนียบัตรการอบรมการเลี้ยงดูลูก

หลักฐานการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน

ใบรับรองจากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์

หมวดที่ 5: เอกสารเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม

เอกสารที่อยู่อาศัย

สำเนาสัญญาเช่าบ้าน (หากเช่า) หรือ โฉนดที่ดิน (หากเป็นเจ้าของ)

รูปถ่ายบ้านและห้องที่เตรียมไว้สำหรับเด็ก

ถ่ายมุมต่างๆ ของบ้าน เน้นความปลอดภัยและความเหมาะสม

รูปขนาด 4R อย่างน้อย 10 รูป

แผนผังบ้านแสดงการจัดพื้นที่สำหรับเด็ก

หลักฐานการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย

ราวกันตก ล็อคประตู ปลั๊กไฟปลอดภัย

เอกสารสภาพแวดล้อมรอบบ้าน

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญ รอบบ้าน

โรงเรียน โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ☐ หนังสือรับรองจากเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว

หมวดที่ 6: เอกสารเฉพาะเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม

เอกสารของเด็ก

สำเนาสูติบัตร (ฉบับจริง + สำเนา 3 ชุด) ☐ สำเนาบัตรประชาชน (หากเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป) ☐ สำเนาทะเบียนบ้านรูปถ่ายเด็ก ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 4 รูป ☐ ใบรับรองแพทย์สุขภาพเด็ก

เอกสารการยินยอม

หนังสือยินยอมจากบิดามารดาแท้ (รับรองโดยเจ้าหน้าที่) ☐ หนังสือยินยอมจากเด็ก (หากอายุ 15 ปีขึ้นไป) ☐ คำสั่งศาล (หากเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกทอดทิ้ง)

หมวดที่ 7: เอกสารทางการจากหน่วยงาน

เอกสารจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

หนังสืออนุมัติการรับบุตรบุญธรรม (ได้รับหลังผ่านการประเมิน) ☐ รายงานการประเมินความเหมาะสม จากนักสังคมสงเคราะห์ ☐ ใบรับรองการผ่านการอบรม เรื่องการเป็นผู้ปกครอง

เอกสารเสริม

หนังสือรับรองความประพฤติ จากสถานีตำรวจ ☐ หลักฐานการมีประกันสุขภาพ สำหรับเด็ก ☐ แผนการเงินเพื่อการศึกษา ของเด็ก

สิทธิและหน้าที่หลังการรับบุตรบุญธรรม

เมื่อการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์แล้ว จะเกิดสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายใหม่ที่ซับซ้อน สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

โครงสร้างสิทธิของบุตรบุญธรรม

เมื่อการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้น บุตรบุญธรรมจะได้รับสิทธิของบุตรบุญธรรมที่เท่าเทียมกับบุตรแท้ในทุกมิติ ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการได้รับสมาชิกภาพเต็มรูปแบบในครอบครัว ไม่ใช่เพียงแขกที่มาพักชั่วคราว

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่รับบุตรบุญธรรมร่วมกัน บุตรบุญธรรมจะมีสิทธิต่อทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน การที่กฎหมายรับรองสมรสเท่าเทียมทำให้ไม่มีการแบ่งแยกหรือลำดับความสำคัญระหว่างผู้ปกครองทั้งสอง ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนที่พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้

การใช้นามสกุลเป็นสิทธิพื้นฐานที่บุตรบุญธรรมได้รับสิทธิใช้นามสกุลเกิดจากการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายทะเบียน

สิทธิของผู้รับบุตรบุญธรรม

การได้รับสถานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมเปรียบเสมือนการได้รับตำแหน่งที่มีทั้งอำนาจและความรับผิดชอบ ผมจะอธิบายให้เข้าใจว่าสิทธิของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้หมายถึงการมีอำนาจเหนือเด็กเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงหน้าที่ในการดูแลและปกป้องผลประโยชน์ของเด็กด้วย

อำนาจปกครองบุตร

เป็นสิทธิหลักที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้รับ ตาม มาตรา 1598/29 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า "ผู้รับบุตรบุญธรรมมีอำนาจปกครองบุตรบุญธรรมเหมือนกับอำนาจปกครองบุตรของตนเอง" นี่หมายความว่าคุณมีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ ของเด็ก เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง และการดำเนินชีวิตประจำวัน

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่รับบุตรบุญธรรมร่วมกัน การใช้อำนาจปกครองบุตรต้องทำร่วมกันในเรื่องสำคัญ เหมือนกับคู่สมรสทั่วไป หากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องสำคัญ อาจต้องหาทางแก้ไขผ่านการปรึกษาหารือ หรือในกรณีจำเป็น อาจต้องขอให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

สิทธิเลี้ยงดูบุตร

ครอบคลุมทั้งการจัดหาปัจจัยสี่และการพัฒนาเด็กในทุกด้าน การที่คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับการรับรองสิทธินี้อย่างเป็นทางการ หมายความว่าทั้งคู่มีหน้าที่ร่วมกันในการดูแลเด็ก และไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้โดยอ้างว่าตนไม่ใช่ผู้ปกครองตามกฎหมาย

ความซับซ้อนของบุตรบุญธรรมกับมรดก

เรื่องบุตรบุญธรรมกับมรดกเป็นหัวข้อที่ซับซ้อนที่สุดและต้องใช้ความรอบคอบสูงสุด ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการเล่นหมากรุกที่ต้องคิดหลายก้าวล่วงหน้า เพราะการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่ออนาคตของครอบครัวทั้งหมด

ตาม มาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้ แต่ข้อที่ซับซ้อนคือ บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีการจัดการเป็นพิเศษ

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน ความซับซ้อนนี้มีนัยสำคัญมาก หากมีเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรม และอีกฝ่ายเสียชีวิตก่อน บุตรบุญธรรมจะไม่ได้รับมรดกจากผู้ปกครองที่เสียชีวิต เว้นแต่จะมีการทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า การเข้าใจปัญหานี้จะช่วยให้คุณวางแผนการจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมได้อย่างเหมาะสม

การแก้ไขปัญหานี้มีหลายวิธี วิธีแรกคือการรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ ซึ่งจะทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากทั้งสองฝ่าย วิธีที่สองคือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สิน วิธีที่สามคือการจัดการทรัพย์สินในรูปแบบที่เอื้อต่อการสืบทอด เช่น การซื้อประกันชีวิตที่ระบุบุตรบุญธรรมเป็นผู้รับผลประโยชน์

สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส

สิทธิในทรัพย์สินคู่สมรสสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันที่มีบุตรบุญธรรมต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เหมือนกับการออกแบบบ้านที่ต้องคำนึงถึงการใช้งานของทุกคนในครอบครัว ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การจัดการทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินร่วมกันต้องมีความชัดเจน ผมแนะนำให้คู่สมรสเพศเดียวกันทำความเข้าใจกับระบบทรัพย์สินสมรสตามกฎหมายไทย ซึ่งแบ่งออกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินร่วมกัน การวางแผนการจัดการทรัพย์สินจะส่งผลต่อสิทธิของบุตรบุญธรรมในอนาคต

การลงทุนร่วมกันและการสร้างหลักประกันทางการเงินสำหรับบุตรบุญธรรมเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา การจัดตั้งกองทุนการศึกษา การซื้อประกันการศึกษา หรือการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ จะช่วยให้บุตรบุญธรรมมีความมั่นคงทางการเงินแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

หน้าที่และความรับผิดชอบ

การเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ได้หมายถึงการได้รับเพียงสิทธิ แต่รวมถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่หนักหน่วง ผมจะอธิบายเปรียบเสมือนการรับตำแหน่งผู้จัดการที่ต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่และอนาคตของพนักงาน

หน้าที่ในการเลี้ยงดูครอบคลุมทั้งการจัดหาปัจจัยสี่ที่จำเป็นและการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ตาม มาตรา 1564 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า "ผู้รับบุตรบุญธรรมมีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรบุญธรรมเหมือนกับหน้าที่เลี้ยงดูบุตรของตนเอง" หน้าที่นี้ไม่สามารถโอนหรือสละได้ และต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การแบ่งปันหน้าที่ในการเลี้ยงดูต้องทำอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความสามารถของแต่ละฝ่าย การที่ทั้งคู่มีสถานะทางกฎหมายที่เท่าเทียมกันทำให้ไม่สามารถอ้างว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความรับผิดชอบน้อยกว่า

ความรับผิดชอบทางการเงินเป็นภาระที่ต้องแบกรับตลอดไป ไม่เพียงแต่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่รวมถึงค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาเด็ก การวางแผนทางการเงินที่ดีจะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและการแก้ไข

แม้ว่าการรับบุตรบุญธรรมจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในความเป็นจริงอาจมีปัญหาและความท้าทายที่ต้องเผชิญ ผมจะแนะนำวิธีการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาเหล่านี้

การเพิกถอนบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่สามารถทำได้ในบางสถานการณ์ ตาม มาตรา 1598/34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า การเพิกถอนบุตรบุญธรรมสามารถทำได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีเหตุสมควร การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น

การฟ้องคดีบุตรบุญธรรมอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สิน การมีเอกสารที่ครบถ้วนและการวางแผนที่รอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเหล่านี้ สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน การมีทนายความที่เข้าใจเรื่องสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันจะเป็นประโยชน์มาก

การเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตของผู้ปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องทำอย่างรอบคอบ การมีแผนสำรองและการจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นจะช่วยให้บุตรบุญธรรมได้รับการดูแลที่เหมาะสมในทุกสถานการณ์

ผมเชื่อว่า การเข้าใจสิทธิและหน้าที่เหล่านี้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์คู่สมรสได้อย่างเต็มที่ และสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีความสุขอย่างยั่งยืน ในส่วนสุดท้าย ผมจะสรุปประเด็นสำคัญและให้คำแนะนำสำหรับการวางแผนอนาคต

15 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน

15 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน.png

1. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?

ตอบ: ได้ครับ หลังจากที่พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 คู่สมรสเพศเดียวกันที่จดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว มีสิทธิการรับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับคู่สมรสต่างเพศทุกประการ

ตาม มาตรา 1598/25 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า หากมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน คำว่า "คู่สมรส" ในปัจจุบันครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกันด้วย

2. เงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมีอะไรบ้าง?

ตอบ: เงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรมเหมือนกับคู่สมรสทั่วไป คือ ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี มีความมั่นคงทางการเงิน สุขภาพสมบูรณ์ และได้รับความยินยอมจากคู่สมรส

สิ่งเพิ่มเติมที่คู่สมรสเพศเดียวกันควรเตรียมคือ แผนการอธิบายเรื่องครอบครัวให้เด็กเข้าใจ และความพร้อมในการรับมือกับคำถามจากสังคม

3. ขั้นตอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมีกี่ขั้นตอน?

ตอบ: การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมี 3 ขั้นตอนหลัก

ขั้นตอนที่ 1: ยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมต่อศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ขั้นตอนที่ 2: รอการประเมินจากหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน และการตรวจสอบเอกสาร

ขั้นตอนที่ 3: เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อให้การรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมาย

4. เอกสารรับบุตรบุญธรรมที่สำคัญที่สุดคืออะไร?

ตอบ: เอกสารรับบุตรบุญธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันคือ หลักฐานการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันตามพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เพราะเป็นการพิสูจน์สถานะสมรสเท่าเทียมตามกฎหมาย

เอกสารสำคัญอื่นๆ ได้แก่ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองแพทย์ หลักฐานรายได้ หนังสือยินยอมบุตรบุญธรรมจากคู่สมรส และเอกสารของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม

5. ใช้เวลานานแค่ไหนในการรับบุตรบุญธรรม?

ตอบ: กระบวนการรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปใช้เวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ความซับซ้อนของแต่ละกรณี และปริมาณงานของหน่วยงาน

สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันอาจใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยในช่วงแรกๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจต้องเรียนรู้กฎหมายใหม่ แต่การเตรียมเอกสารครบถ้วนและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานจะช่วยเร่งกระบวนการได้

6. ค่าใช้จ่ายในการรับบุตรบุญธรรมเป็นเท่าไร?

ตอบ: การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ไม่เสียค่าธรรมเนียม” (ยกเว้นบริการนอกสำนักทะเบียน/คัดสำเนา) คัดสำเนาฉบับละ 10 บาท

หากใช้บริการทนายความ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10,000-50,000 บาท สำหรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า อาจถึง 200,000-500,000 บาท

7. สิทธิของบุตรบุญธรรมมีอะไรบ้าง?

ตอบ: สิทธิของบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้ทุกประการ ได้แก่ สิทธิได้รับการเลี้ยงดู การศึกษา การรักษาพยาบาล สิทธิใช้นามสกุลของผู้รับบุตรบุญธรรม และที่สำคัญคือบุตรบุญธรรมกับมรดก - มีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรมเท่าเทียมกับบุตรแท้

สิ่งพิเศษคือ บุตรบุญธรรมยังคงมีสิทธิรับมรดกจากบิดามารดาเดิมด้วย ทำให้มีการคุ้มครองทางทรัพย์สินที่ครอบคลุม

8. คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้หรือไม่?

ตอบ: ได้ครับ และนี่คือข้อได้เปรียบสำคัญ ตาม มาตรา 1598/26 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า คู่สมรสสามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้

การคู่สมรสเพศเดียวกันรับบุตรบุญธรรมร่วมกันจะทำให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องสิทธิในทรัพย์สินคู่สมรส การรับมรดก และอำนาจปกครองบุตร ซึ่งสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวมากกว่าการรับโดยฝ่ายเดียว

9. มีความแตกต่างระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกันกับคู่สมรสต่างเพศในการรับบุตรบุญธรรมหรือไม่?

ตอบ: ทางกฎหมายไม่มีความแตกต่าง สิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกันเท่าเทียมกับคู่สมรสต่างเพศทุกประการ ทั้งเงื่อนไขการรับบุตรบุญธรรม ขั้นตอน และสิทธิที่ได้รับ

ความแตกต่างที่อาจเกิดขึ้นจริงคือ ในช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่บางคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ต้องใช้เวลาในการอธิบายเพิ่มเติม แต่เมื่อระบบปรับตัวแล้ว กระบวนการจะเหมือนกันหมด

10. บุตรบุญธรรมข้ามชาติสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันทำได้หรือไม่?

ตอบ: ทำได้ แต่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะต้องพิจารณากฎหมายของประเทศต้นกำเนิดของเด็กด้วย ไม่ใช่ทุกประเทศที่ยอมรับสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน

บุตรบุญธรรมข้ามชาติที่เป็นไปได้สำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันมักมาจากประเทศที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เช่น ประเทศในยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย กระบวนการใช้เวลา 2-5 ปี และค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรับบุตรบุญธรรมในประเทศ

11. การจัดการเรื่องสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างไร?

ตอบ: การจัดการสินสมรสและบุตรบุญธรรมต้องทำอย่างรอบคอบ เนื่องจากบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกจากผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ไม่มีสิทธิรับมรดกจากคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมโดยอัตโนมัติ

วิธีแก้ไขคือ การรับบุตรบุญธรรมร่วมกันทั้งคู่ หรือการจัดทำพินัยกรรมที่ระบุให้บุตรบุญธรรมได้รับทรัพย์สิน นอกจากนี้ควรพิจารณาจัดหาประกันชีวิตที่ระบุบุตรบุญธรรมเป็นผู้รับผลประโยชน์

12. สามารถเพิกถอนบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?

ตอบ: การเพิกถอนบุตรบุญธรรมทำได้ แต่ไม่ง่าย ตาม มาตรา 1598/34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ว่า สามารถเพิกถอนได้โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีเหตุสมควร

เหตุสมควรที่ศาลอาจพิจารณา เช่น การไม่ปฏิบัติหน้าที่เลี้ยงดูอย่างร้ายแรง การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ หรือการกระทำที่เป็นอันตรายต่อเด็ก การเพิกถอนบุตรบุญธรรมจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีทางออกอื่น

13. อายุขั้นต่ำของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมคือเท่าไร?

ตอบ: กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุขั้นต่ำของเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรม แต่ในทางปฏิบัติ สามารถรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดได้ อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีอายุ 15 ปีขึ้นไป เด็กต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง

สำหรับคุณสมบัติผู้รับบุตรบุญธรรม ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี นั่นหมายความว่า หากต้องการรับเด็กแรกเกิด ผู้รับต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี

14. มีหน่วยงานไหนให้คำปรึกษาเรื่องการรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน?

ตอบ: หน่วยงานหลักคือ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมี องค์กรสิทธิมนุษยชน กลุ่มสนับสนุนคู่สมรสเพศเดียวกัน และทนายความที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิของคู่สมรสเพศเดียวกัน ที่สามารถให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือได้

15. หากเกิดปัญหาในการรับบุตรบุญธรรม มีช่องทางแก้ไขอย่างไร?

ตอบ: หากเกิดปัญหา เช่น การถูกปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลสมควร หรือการเลือกปฏิบัติ มีช่องทางแก้ไขหลายระดับ

ระดับแรก: ร้องเรียนต่อหัวหน้าหน่วยงานที่เกิดปัญหา พร้อมแสดงหลักฐานพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม

ระดับที่สอง: ร้องเรียนต่อกระทรวงต้นสังกัด หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระดับสุดท้าย: การฟ้องคดีบุตรบุญธรรมหรือคดีบังคับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้บริการทนายความที่เชี่ยวชาญ

การมีสิทธิประโยชน์คู่สมรสตามกฎหมายใหม่ทำให้คู่สมรสเพศเดียวกันมีเครื่องมือทางกฎหมายในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกันไม่ได้เป็นเพียงการใช้สิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์และการมอบโอกาสใหม่ให้กับเด็กที่ต้องการความรักและการดูแล

สมรสเท่าเทียมและสิทธิเลี้ยงดูบุตรเป็นมากกว่าคำในกฎหมาย เป็นการสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและให้โอกาสทุกคนในการมีครอบครัวที่มีความสุข

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความรู้ ความเตรียมพร้อม และความมุ่งมั่น คู่สมรสเพศเดียวกันจะสามารถประสบความสำเร็จในการรับบุตรบุญธรรมและสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีความสุขได้ การเดินทางนี้อาจยาวนาน แต่ปลายทางคือความสุขและความสมบูรณ์ของครอบครัวที่คุณได้สร้างขึ้นเอง

การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนเรื่องราวที่แท้จริงคือการเติบโตไปพร้อมกันเป็นครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ และความมั่นคงที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />