
เมื่อคดีถึงศาล คนฟ้อง คนสู้คดี ควรทำอย่างไร
เชื่อเหลือเกินว่าสำหรับคนที่เคยเป็นความครั้งแรก ไม่ว่าจะถูกฟ้อง หรือเป็นผู้ร้องเอง คงสงสัยกันใช่ไหมครับว่าตัวเองควรปฏิบัติตัวอย่างไร ขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลต้องทำอย่างไรบ้าง ในบทความนี้มีคำตอบครับ
ขั้นตอนการดำเนินคดีจนกว่าจะถึงศาลมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
ก่อนที่เราจะรู้ว่าเมื่อเป็นความแล้วเราควรทำอย่างไรนั้นเราต้องเข้าใจกระบวนการพิจารณาคดีของศาลในเบื้องต้นก่อนว่ามีขั้นตอนอย่างไร ซึ่งมีขั้นตอนคราวๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้ครับ
1.1 ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา

การดำเนินคดีอาญานั้น ในประเทศไทยเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีดังนี้ครับ
1.1.1.การดำเนินคดีอาญาโดยเจ้าพนักงาน
วิธีนี้เริ่มต้นโดยการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วเห็นว่าสมควรสั่งฟ้อง พนักงานสอบสวนก็จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณา
หากพนักงานอัยการเห็นว่าสมควรสั่งฟ้อง พนักงานอัยการก็จะยื่นฟ้องคดีต่อศาล โดยในวันยื่นฟ้องคดีของพนักงานอัยการนี้ตัวจำเลยต้องไปศาลกับพนักงานอัยการด้วย เมื่อศาลรับฟ้องแล้วจำเลยก็ต้องยื่นคำให้การและศาลก็จะดำเนินกระบวนพิจารณาจนมีคำพิพากษาต่อไป
1.1.2.การดำเนินคดีอาญาโดยผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลเอง
สำหรับประเทศไทยนั้นกฎหมายเปิดช่องให้ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลเองโดยตรงได้แตกต่างจากบางประเทศ
ซึ่งการที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีเองนี้ ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนก่อน แต่จะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นจากการยื่นฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ คือ หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องและส่งหมายเรียกให้จำเลยแล้ว ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้องก่อนว่า คดีที่ผู้เสียหายนำมาฟ้องนั้นมีมูลเพียงพอที่ศาลจะรับพิจารณาได้หรือไม่ หากมีมูลพียงพอศาลก็จะรับฟ้อง
เมื่อศาลรับฟ้องจำเลยก็ต้องยื่นคำให้และศาลดำเนินกระบวนพิจารณาจนมีคำพิพากษาในท้ายที่สุดต่อไป
อ่านบทความเพิ่มเติม
คดีอาญาคืออะไร ต่างจากคดีแพ่งอย่างไร
การฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองมีขั้นตอนอย่างไร?
1.2 ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง

ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่งนั้นเริ่มต้นจากการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาล จากนั้นศาลก็จะส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว ก็จะมีขั้นตอนตอนการไกล่เกลี่ยเจรจาระหว่างโจทก์กับจำเลย
หากเจรจากันไม่ได้จำเลยก็ต้องยื่นคำให้การภายในกำหนด และดำเนินการสืบพยานของแต่ละฝ่ายจนสุดท้ายศาลก็จะมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีในที่สุด หากคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาก็ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ ฎีกาคำพิพากษาของศาลได้ต่อไปครับ
เมื่อคดีถึงศาลแล้วต้องทำอย่างไร?

การเตรียมตัวเมื่อรู้ว่าจะเป็นความนั้น นอกจากการ เตรียมค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ และนำคดีของคุณเข้าปรึกษากับทนายความหรือผู้มีความรู้โดยเร็วที่สุดแล้ว เราจะต้องแบ่งขั้นตอนการเตรียมตัวตามลักษณะของคดีแต่และเภทตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นด้วย โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ครับ
2.1 การเตรียมตัวในคดีอาญาที่ถูกดำเนินคดีโดยเจ้าพนักงาน

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า การดำเนินคดีโดยเจ้าพนักงานนั้น เริ่มต้องโดยการที่ผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ดังนั้น หากคุณเป็นผู้เสียหายคุณก็ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งเพื่อดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยจะดำเนินการเองหรือมอหมายให้ทนายความไปดำเนินการแทนก็ได้ โดยหากผู้เสียหายเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนผู้เสียหายสามารถร้องขอความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนได้
ในส่วนของผู้ถูกกล่าหาวก็ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงพร้อมหลักฐาน เพื่อเข้าไปให้การแก้คดีกับพนักงานสอบสวน อีกทั้งยังต้องเตรียมหลักทรัพย์ที่จะใช้ในการประกันตัวในชั้นสอบสวนไว้ด้วย เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าพนักงานสอบสวนจะมีคำสั่งอย่างไรเกี่ยวกับการประกันตัว แต่ในทางปฏิบัติเมื่อผู้ต้องหาได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ผู้ต้องหาสามารถติดต่อพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับดุลพินิจในการประกันตัวของพนักงานสอบสวนจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้ โดยหากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาสามารถร้องขอความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนได้ เช่นกัน
(อ่านเพิ่มเติม) ควรทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายเรียกจากตำรวจ
ทำอย่างไร เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ?
ในส่วนของผู้เสียหายเมื่อคดีถูกส่งมายังชั้นอัยการแล้ว หากผู้เสียหายไม่เห็นด้วยกับการสอบสวน หรืออยากให้พนักงานสอบสวนสอบสวนพยานหลักฐานบางอย่างเพิ่มฯ ผู้เสียหายสามารถยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการได้
ในส่วนของผู้ต้องหา สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือเรื่องเกี่ยวกับการประกันตัวในชั้นอัยการ และเช่นเดียวกับผู้เสียหาย หากผู้ต้องหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวนหรืออยากให้มีการสอบสวนพยานหลักฐานบางอย่างเพิ่มเติมฯ ผู้ต้องหาสามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการตามระเบียบของสำนักงานอัยการได้
ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น ในวันยื่นฟ้องคดีพนักงานอัยการต้องนำตัวผู้ต้องหาไปส่งต่อศาลด้วยซึ่งขั้นตอนดังกล่าวพนักงานอัยการจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ในส่วนของผู้เสียหายและผู้ต้องหาจึงควรจะเตรียมตัว ดังนี้
ในส่วนของผู้เสียหายตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การยื่นฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ พนักงานอัยการจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ขั้นตอนนี้ผู้เสียหายไม่ต้องดำเนินการใด แต่เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีไปแล้ว ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะมาไกล่เกลี่ยกับจำเลยในวันคุ้มครองสิทธิ ยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยชำระค่าเสียหายในทางแพ่ง และหากพนักงานอัยการร้องขอ ผู้เสียหายก็อาจต้องมาเบิกความตามที่นัดหมาย และจบด้วยการมาฟังคำพิพากษาตามที่ศาลกำหนด
หากผู้เสียหายต้องการฟังคำพิพากษา และหากผู้เสียหายไม่พอใจคำพิพากษาผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปได้หากผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีแล้วครับ
ในส่วนของผู้ต้องหาหรือจำเลยตามที่กล่าวมาแล้วว่า ในการยื่นฟ้องคดีของพนักงานอัยการนั้น ต้องมีตัวจำเลยไปส่งต่อศาลด้วย ดังนั้นเมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งให้จำเลยไปศาลเพื่อฟ้องคดีแล้ว(ในกรณีที่จำเลยได้รับการประกันตัว) จำเลยก็ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการประกันตัวเป็นอย่างแรกโดยสามารถสอบถามวิธีการ ขั้นตอนและจำนวนหลักประกันได้จากเจ้าหน้าที่ของศาลนั้นๆ ก่อนวันนัด
หากมีนัดคุ้มครองสิทธิจำเลยก็มีสิทธิที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายเพื่อใช้เป็นเหตุบรรเทาโทษหรือขอให้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้ถ้าเป็นคดีที่ยอมความได้ หากตกลงกันไม่ได้จำเลยก็ต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี ตรวจพยานหลักฐาน และสืบพยานจนศาลมีคำพิพากษาในท้ายที่สุด
โดยในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีอาญานั้นจำเลยต้องมาศาล หากไม่มาศาลก็จะออกหมายจับ หากจับไม่ได้ภายใน 1 เดือนศาลก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย หากจำเลยไม่พอใจคำพิพากษาก็สามารถใช้สิทธิอุธรณ์คำพิพากษาต่อไปตามเงื่อนไขได้ ซึ่งเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม
2.2 การเตรียมตัวในคดีอาญา ที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลโดยตรง

คดีอาญาที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรงนั้นมีข้อแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาโดยเจ้าพนักงานดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กล่าวคือ
การยื่นฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหาย ไม่ต้องมีการสอบสวน ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้เลยโดยตรงจึงไม่มีขั้นตอนในชั้นตำรวจและพนักงานอัยการส่งผลให้ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้
การยื่นฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหาย ศาลจะกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเพิ่มขึ้นมา โดยในวันที่ศาลจะไต่สวนดูว่าคดีที่ยื่นฟ้องมีเหตุอันสมควรรับไว้พิจารณาหรือไม่ โดยในวันนี้ผู้เสียหายและผู้ต้องหาต้องเตรียมตัว ดังนี้
- ในส่วนขอผู้เสียหายก็ต้องเตรียมตัวที่จะเบิกความหากมีการอ้างตัวผู้เสียหายเป็นพยาน และเตรียมพยานหลักฐานทั้งให้พร้อมครับ
- ในส่วนของผู้ต้องหา ยังไม่ต้องเบิกความในวันดังกล่าว ผู้ต้องหามีเพียงสิทธิในการถามค้านพยานที่โจทก์นำสืบ และแถลงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ศาลควรสั่งว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165 และ มาตรา 165/2 ตามลำดับครับ
หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องแล้ว การดำเนินบวนพิจารณาภายหลังจากนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับ การถูกดำเนินคดีโดยเจ้าพนักงานตามที่กล่าวมาแล้วครับ
2.3 การเตรียมตัวดำเนินคดีแพ่ง
คดีแพ่งนั้นเป็นเรื่องเกี่ยกับทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ของบุคคล ไม่มีโทษทางอาญา การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีจึงแตกต่างจากคดีอาญา โดยในคดีแพ่งนี้สามารถเริ่มคดีได้โดยการยื่นฟ้องคดีโดยคู่ความเท่านั้น
ตามปกติไม่สามารถให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแทนอย่างเช่นคดีอาญาได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแล้ว ศาลก็จะส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และกำหนดระยะเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด ดังนั้นเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีและจำเลยได้รับหมายเรียกแล้วคู่ความควรเตรียมตัว ดังนี้ครับ
- การเตรียมตัวของโจทก์ในคดีแพ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วว่าคดีแพ่งต้องเริ่มคดีโดยการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเอง การเตรียมตัวของโจทก์จึงต้องเริ่มจากการรวมรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งหมดเข้าปรึกษาทนายความ เตรียมค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความ เมื่อมีการฟ้องคดีแล้วก็ควรเตรียมข้อเสนอที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับจำเลยหากต้องการเจรจาไกล่เกลี่ย และเตรียมตัวเบิกความเป็นพยานในศาลในวันสืบพยาน และสุดท้ายศาลก็จะมีคำพิพากษาคดีในท้ายที่สุดครับ ซึ่งหากโจทก์ไม่พอใจคำพิพากษาสามารถยื่นอุทธรณ์ตามเงื่อนไขของกฎหมายต่อไปได้ครับ
- การเตรียมตัวของจำเลยในคดีแพ่ง เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งแล้ว สิ่งที่ควรทำ คือ
- รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีในขณะนั้นเข้าปรึกษาทนายความ เพื่อวางรูปคดีหากมีข้อต่อสู้ก็ต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีไปตามข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
- หากคดีไม่มีข้อต่อสู้ก็ควรที่จะเตรียมข้อเสนอที่รับได้เพื่อเจรจากับโจทก์
- ในกรณีที่ต้องมีการสืบพยาน ก็ต้องมีการเตรียมพยานที่จะใช้เบิกความ
และสุดท้ายศาลก็จะมีคำพิพากษาคดีในท้ายที่สุดครับ ซึ่งหากจำเลยไม่พอใจคำพิพากษาสามารถยื่นอุทธรณ์ตามเงื่อนไขของกฎหมายต่อไปได้ครับ
สรุป
โดยสรุปแล้วเมื่อเป็นความแล้ว ไม่ว่าคดีจะถึงศาลหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ควรทำสิ่งแรกคือการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดเท่าที่มี เข้าปรึกษาผู้รู้หรือทนายความโดยเร็วที่สุด
เพราะหากตัวความไม่มีความรู้ด้านกฎหมายอย่างเพียงพอและดำเนินการบางอย่างไปโดยไม่รู้ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว หรือไม่ดำเนินการบางอย่างเช่นยื่นคำให้การภายในกำหนด ก็อาจทำให้คดีที่พอจะมีทางสู้กลายเป็นคดีที่ไม่มีทางสู้ไปเลยก็ได้ และทำให้เกิดความเสียหายตามมาในภายหลังครับ
สุดท้ายนี้หากยังมีข้อสงสัยอื่นๆ สามารถเข้าไปตั้งกระทู้คำถามตามช่องที่แพลตฟอร์มจัดไว้ให้ หรือสามารถจองเวลาปรึกษาทนายความที่ไว้ใจเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไปครับ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ







