ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188) และการแถลงไม่ติดใจเอาความ.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-07

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188) และการแถลงไม่ติดใจเอาความ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายในการคุ้มครองเอกสารสำคัญของประชาชน โดยกำหนดโทษสำหรับการกระทำที่เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 

หมายรวมถึงเอกสารที่มีความสำคัญในการใช้เป็นพยานหลักฐานทางกฎหมาย หรือ เอกสารที่มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายของบุคคล ครอบคลุมเอกสารหลายประเภทที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวัน 

  • เอกสารทางการเงิน เช่น เช็คธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน 
  • หนังสือรับรองหนี้ หรือเอกสารสิทธิในทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือสำคัญแสดงการมีกรรมสิทธิ์ ยังรวมถึงสัญญากู้เงิน
  • เอกสารแสดงตัวตนอย่างบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง 
  • ข้อมูลสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างข้อมูลบัตรเครดิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินได้ 

ตัวอย่างคดี

  • กรณีที่มีการขายเช็คให้แก่บุคคลอื่น แล้วภายหลังได้เอากลับคืนไปโดยมิชอบ 
  • กรณีที่มีการหลอกลวงให้เจ้าของโฉนดที่ดินส่งมอบโฉนดคืน โดยอ้างว่าจะคืนเงินแต่กลับไม่ปฏิบัติตาม
  • กรณีการนำข้อมูลบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

คดีอาญาแผ่นดิน 

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188) และการแถลงไม่ติดใจเอาความ (2).png

คือ ความผิดที่กฎหมายเห็นว่ามีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมโดยรวมและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายคนเดียวเท่านั้น รัฐจึงมีหน้าที่ในการดำเนินคดีเพื่อรักษาความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้ว่าผู้เสียหายจะให้อภัยหรือไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปแล้วก็ตาม คดีไม่สามารถยุติได้ด้วยการยอมความระหว่างคู่กรณี 

หลักการพื้นฐานในการแยกแยะประเภทคดี 

หากกฎหมายไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าความผิดนั้น "อันยอมความได้" หรือ "เป็นคดีอันยอมความได้" ความผิดดังกล่าวจะถือเป็นคดีอาญาแผ่นดินโดยอัตโนมัติ 

เมื่ออัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาแผ่นดินต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิหลายประการ คือ

  • ผู้เสียหายสามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการได้

ตามมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดี ยังสามารถยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปพร้อมกับคดีอาญาได้ตามมาตรา 44/1 ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก 

  • ผู้เสียหายมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีในศาล 
  • ผู้เสียหายมีสิทธิในการนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติม 
  • ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับทราบผลคำพิพากษาของศาลเมื่อคดีสิ้นสุดลง 

 

 

แต่อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายไม่มีอำนาจในการถอนฟ้องคดีได้ 

เพราะเมื่อเป็นคดีอาญาแผ่นดินแล้ว รัฐเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินคดี ผู้เสียหายจึงไม่สามารถบังคับหรือสั่งให้อัยการดำเนินการตามที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การสอบสวน การนำสืบ หรือการขอลดหย่อนโทษ และผู้เสียหายไม่สามารถยอมความเพื่อยุติคดีได้ แม้จะประสงค์จะให้อภัยจำเลยหรือได้รับการชดเชยความเสียหายครบถ้วนแล้วก็ตาม 

บทบาทระหว่างอัยการและผู้เสียหาย

  • อัยการเป็นผู้ที่มีบทบาทหลักในการนำคดีไปสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการดำเนินคดี การเลือกพยานหลักฐานที่จะนำสืบ และควบคุมทิศทางโดยรวมของคดี 
  • ส่วนผู้เสียหายจะมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนที่คอยให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อช่วยเหลืออัยการในการพิสูจน์คดี ไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของคดีตามความประสงค์ของตน 

แม้ว่าผู้เสียหายจะไม่สามารถถอนคดีหรือยอมความได้โดยตรง แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายสามารถแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปได้โดย ยื่นคำแถลงไม่ติดใจเอาความต่อศาล 

การยื่นคำแถลงไม่ติดใจเอาความต่อศาล 

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสาร (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188) และการแถลงไม่ติดใจเอาความ (3).png

โดยผู้เขียนขอแนะนำวิธีการที่ถูกต้องและปลอดภัยในการดำเนินการเช่นนี้ 

  1. ประการแรก ผู้เสียหายควรเจรจาต่อรองกับจำเลยและตกลงเงื่อนไขต่างๆ อย่างละเอียดโดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงินค่าเสียหายและวิธีการชำระเงิน 
  2. ประการที่สอง ผู้เสียหายต้องรับชำระค่าเสียหายครบถ้วนก่อนเสมอ ไม่ควรยื่นคำแถลงไม่ติดใจเอาความก่อนที่จะได้รับเงินจริง 
  3. ประการที่สาม ควรจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนและครบถ้วน ระบุรายละเอียดของคดี จำนวนเงิน กำหนดเวลาชำระ และเงื่อนไขต่างๆ ให้ละเอียดที่สุด 

การยื่นคำแถลงไม่ติดใจเอาความในคดีอาญาแผ่นดินนั้น แม้ว่าผู้เสียหายจะยื่นคำแถลงไปแล้ว คดีก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ศาลยังคงต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามหลักฐานและข้อกฎหมาย 

การที่ผู้เสียหายให้อภัยและยื่นคำแถลงไม่ติดใจเอาความนั้นสามารถนำมาใช้เป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลยได้ ซึ่งอาจส่งผลให้จำเลยได้รับโทษที่เบาลงหรือได้รับการรอการลงโทษ 

การที่ผู้เสียหายให้อภัยจำเลยถือเป็นเหตุบรรเทาโทษที่สำคัญประการหนึ่ง 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วน แสดงความรู้สึกผิดและขอขมาอย่างจริงใจ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหายอย่างเป็นทางการ ศาลมักจะพิจารณาลดหย่อนโทษ เพราะเห็นว่าจำเลยได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและพยายามแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้น

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “