
มรรยาททนายความ 21 ข้อ
กฎเกณฑ์ ศักดิ์ศรี และจริยธรรมแห่งวิชาชีพทนายความ

สภาทนายความ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500 สภาทนายความจัดเป็นองค์กรอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศมีพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 ใช้บังคับกับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ เท่านั้น
ทนายความ หมายความว่า “ผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ”
การเป็นทนายความไม่ใช่เพียงการประกอบอาชีพ หากแต่เป็นการสวมบทบาทของบุคคลสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่แทนประชาชนในการรักษาสิทธิ เสรีภาพ และผลประโยชน์ตามกฎหมาย ดังนั้นการปฏิบัติตนของทนายความจึงต้องมีมาตรฐานสูง ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญคือ มรรยาทวิชาชีพทนายความ ซึ่งเป็นเกณฑ์กำหนดว่าทนายความควรหรือไม่ควรประพฤติอย่างไร
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของวิชาชีพและศรัทธาของสังคม
จึงได้กำหนด "ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529" และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 โดยสภาทนายความ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและความเหมาะสมในยุคปัจจุบัน
ข้อบังคับนี้หากมีทนายความคนหนึ่งคนใด ฝ่าฝืนข้อบังคับข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าทนายความผู้นั้น “ประพฤติผิดมรรยาททนายความ”
หน้าที่ของทนายความ

ทนายความจะมีอำนาจว่าความในศาล ดำเนินการต่างๆในชั้นพิจารณา ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา เพื่อทำหน้าที่แทนลูกความได้ จะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความในคดีจากลูกความก่อนเสมอ เพื่อให้มีอำนาจกระทำการตามที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความ
ทนายความนั้นไม่เพียงแต่มีหน้าที่เฉพาะคดีที่มีการฟ้องร้องคดีกันต่อศาลเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ให้บริการคำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ประชาชน และร่างนิติกรรม สัญญาต่างๆได้ ตามหน้าที่ได้รับมอบหมาย
ความสำคัญของมรรยาททนายความ
- สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนไว้วางใจในทนายความและกระบวนการยุติธรรม
- คุ้มครองสิทธิของลูกความ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือเอารัดเอาเปรียบ
- รักษาศักดิ์ศรีวิชาชีพทนายความ ทนายความที่มีมรรยาทย่อมได้รับความเคารพจากสังคม
- ป้องกันความผิดวินัย ฝ่าฝืนข้อบังคับอาจถูกลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ ลบชื่อทนายความออกจากทะเบียน
โทษในความผิดคดีมรรยาททนายความมี 3 สถาน คือ
- ภาคทัณฑ์: ตักเตือนเป็นหนังสือและบันทึกประวัติทางวินัย ไว้เป็นเหตุประกอบการพิจารณาหากทำผิดซ้ำ
- ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกิน 3 ปี: เทียบได้กับ “พักใช้ใบอนุญาตว่าความ”
- ลบชื่อทนายความออกจากทะเบียน: ร้ายแรงที่สุด ส่งผลให้สิ้นสภาพเป็นทนายความ ไม่อาจประกอบวิชาชีพทนายความได้ต่อไป
บุคคลใดบ้างมีสิทธิยื่นคำ “กล่าวหา” พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528
- ผู้เสียหาย (โดยนิตินัย)
- ทนายความ (ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้กล่าวหา)
- ศาล
- พนักงานอัยการ
- พนักงานสอบสวน
- คณะกรรมการมรรยาททนายความ
ข้อกำหนดการกล่าวหาว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความ
- ต้องทำเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ
- ต้องเป็นผู้มีสิทธิกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 64 และ 65
- ผู้กล่าวหาต้อง ยื่นคำกล่าวหาภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันผู้กล่าวหารู้ความประพฤติผิดมรรยาทนายความ และรู้ตัวผู้ประพฤติผิด แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันประพฤติผิดมรรยาททนายความ
ขั้นตอนการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ

1. ผู้กล่าวหาได้รับความเสียหายจากการประพฤติมรรยาททนายความ
2. ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำร้องเรียนเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ
3. เมื่อคณะกรรมการได้รับคำกล่าวหาจากผู้ถูกกล่าวหา มีหน้าที่ต้องแจ้งส่งเรื่องไปยังสำนักงานทนายความที่ทนายความผู้ถูกกล่าวหาได้จดทะเบียนไว้
4. ทนายความผู้ถูกกล่าวหาต้องแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
5. คณะกรรมการมรรยาททนายความ จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาเพื่อมาทำหน้าที่สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน และทำความเห็นส่งคณะกรรมการมรรยาททนายความต่อไป (ไม่มีกำหนดระยะเวลาสอบสวน)
6. คณะกรรมการมรรยาททนายความจะพิจารณาตรวจสำนวนและออกคำสั่ง จำหน่ายคดี ยกข้อกล่าวหา หรือลงโทษทนายความผู้ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง
7. ให้คณะกรรมการสภาทนายความจะพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง แล้วจึงออกคำสั่งการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะจำหน่ายคดี ยกข้อกล่าวหา หรือลงโทษทนายความผู้ถูกกล่าวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง (มีกำหนดระยะให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน)
8. ประธานกรรมการมรรยาททนายความได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการสภาทนายความ จะต้องแจ้งไปยังผู้กล่าวหา ทนายความผู้กล่าวหา และคณะกรรมการสอบสวน ให้ถือว่าคำสั่งนี้เป็นที่สิ้นสุด
9. หากผู้กล่าวหา ไม่พอใจผลคำสั่งการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง (ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง)
10. หากทนายผู้ถูกกล่าวหา ไม่พอใจผลคำสั่งการพิจารณาคดีมรรยาททนายความ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อสภานายกพิเศษได้ (ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง) โดยยื่นต่อประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ เมื่อมีสภานายกพิเศษมีคำสั่งต้องแจ้งผลการพิจารณาไปยังประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความ (ภายใน 60 วัน) และให้ถือคำสั่งนี้เป็นที่สุด กรณีทนายความผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแล้วไม่พอใจสามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ (ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง)
ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ กำหนดข้อใดไว้บ้าง?

ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความพ.ศ. ๒๕๒๙
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ (๓) (จ) และมาตรา ๕๑ และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความตามมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะกรรมการสภาทนายความออกข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความไว้ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
- บททั่วไป
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยมรรยาททนายความและการแต่งกายของทนายความตามข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภา และตามบทกฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๔ ทนายความผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่าทนายความผู้นั้นประพฤติผิดมรรยาททนายความ
หมวด ๒
- มรรยาทต่อศาลและในศาล
ข้อ ๕ ไม่รับหน้าที่เมื่อผู้พิพากษาได้ขอแรงให้เป็นทนายความแก้ต่างในคดีอาญา เว้นแต่จะมีข้อแก้ตัวโดยสมควร
ข้อ ๖ ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล หรือกระทำการใดอันเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในศาลหรือนอกศาล อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาลหรือผู้พิพากษา
ข้อ ๗ กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่ง หรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย
ข้อ ๘ สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือ เสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
หมวด ๓
- มรรยาทต่อตัวความ
ข้อ ๙ กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้
ข้อ ๑๐ ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่าง หรือแก้ต่าง
(๑) หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้
(๒) อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น
(๓) อวดอ้างว่าเกี่ยวเป็นสมัครพรรคพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้ใดอันกระทำให้เขาหลงว่าตนสามารถจะทำให้เขาได้รับผลเป็นพิเศษนอกจากทางว่าความ หรือหลอกลวงว่าจะชักนำจูงใจให้ผู้นั้นช่วยเหลือคดีในทางใด ๆ ได้ หรือแอบอ้างขู่ว่าถ้าไม่ให้ตนว่าคดีนั้นจะหาหนทางให้ผู้นั้นกระทำให้คดีของเขาเป็นแพ้
ข้อ ๑๑ เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว หรือโดยอำนาจศาล
ข้อ ๑๒ กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ
(๑) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี
(๒) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตนหรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ
ข้อ ๑๓ ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน
ข้อ ๑๔ ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้
ข้อ ๑๕ กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือ ครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยว เงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร
หมวด ๔
- มรรยาทต่อทนายความด้วยกัน ต่อประชาชนผู้มีอรรถคดี และอื่น ๆ
ข้อ ๑๖ แย่งหรือทำการใดในลักษณะประมูลคดีที่มีทนายความอื่นว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วมาว่า หรือรับ หรือสัญญาว่าจะรับว่าต่าง แก้ต่างในคดีที่รู้ว่ามีทนายความอื่นว่าอยู่แล้ว เว้นแต่
(๑) ได้รับความยินยอมจากทนายความที่ว่าความอยู่ในเรื่องนั้นแล้ว
(๒) มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าตัวความได้ถอนทนายความคนก่อนจากการเป็นทนายความของเขาแล้ว หรือ
(๓) ทนายความผู้ว่าความในเรื่องนั้นปฏิเสธ หรือแสดงความไม่สมัครใจที่จะว่าความในคดีนั้นต่อไปแล้ว
ข้อ ๑๗ ประกาศโฆษณา หรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) อัตราค่าจ้างว่าความ หรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่ การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเองหรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ
(๒) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่าง หรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิหรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ
ข้อ ๑๘ ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็ นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ
ข้อ ๑๙ ยินยอมตกลง หรือให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ค่านายหน้าหรือบำเหน็จรางวัลใด ๆ ด้วยทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ แก่ผู้ที่หาคดีความหรือนำคดีความมาให้ หรือมีคนประจำสำนักงานดำเนินการจัดหาคดีความมาให้ว่า โดยทนายความผู้นั้นคิดค่าส่วนลดของค่าจ้างให้ หรือให้เงินเดือน หรือเงินจำนวนหนึ่งจำนวนใด หรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างใด ๆ แก่ผู้ที่ หาคดีความมาให้ นั้น แม้บุคคลผู้หาคดีความมาให้ โดยลักษณะดังกล่าวจะเป็นเสมียนหรือลูกจ้างประจำสำนักงานของทนายความผู้นั้น
หมวด ๕
- มรรยาทในการแต่งกาย
ข้อ ๒๐ ในเวลาว่าความ ทนายความจะต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยตามหลักเกณฑ์ ต่อไปนี้
(๑) ทนายความชาย แต่งตามแบบสากลนิยม เป็นชุดสีขาว หรือสีอื่นที่ไม่ฉูดฉาด
เชิ้ตขาวผ้าผูกคอสีดำหรือสีอื่นที่สุภาพไม่ฉูดฉาดแบบเงื่อนกะลาสี หรือแต่งเสื้อชุดไทยแบบแขนสั้นหรือยาวสีสุภาพไม่มีลวดลายแทนเสื้อชุดสากลก็ได้ รองเท้าหุ้มส้นสีขาว น้ำตาลหรือดำ ถุงเท้าสีคล้ายคลึงกับรองเท้า
(๒) ทนายความหญิง แต่งตามแบบสากลนิยม กระโปรงและเสื้อสีสุภาพไม่ฉูดฉาดรองเท้าหุ้มส้น
(๓) ทนายความที่มีสิทธิแต่งเครื่องแบบราชการ จะแต่งเครื่องแบบราชการก็ได้
(๔) ในขณะว่าความ ทนายความที่มีสิทธิสวมเสื้อครุยเนติบัณฑิต ต้องสวมเสื้อครุยนั้นด้วย
หมวด ๖
- มรรยาทในการปฏิบัติตามคำสั่งตามกฎหมายและข้อบังคับ
ข้อ ๒๑ ทนายความจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ คณะกรรมการสภาทนายความ และคณะกรรมการมรรยาททนายความ ตลอดจนบรรดาข้อบังคับหรือข้อกำหนดที่บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าวได้สั่งหรือมีไว้ แล้วแต่กรณี ตามอำนาจหน้าที่ซึ่งมีอยู่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๒๗ (๓) (จ) และมาตรา ๕๑ แห่ง พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาทนายความ ในการประชุมครั้งที่ 2-2/2566 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ให้แก้ไขข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. ๒๕๒๙ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๖”
ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความใน (2) ของข้อ 20 แห่งข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ 20 (2) ทนายความหญิงแต่งกายตามแบบสากลนิยม กระโปรงหรือกางเกงขายาวสีขาว กรมท่า ดำ หรือสีอื่น ซึ่งเป็นสีเข้มและไม่ฉูดฉาด โดยมีรูปแบบที่เหมาะสม เสื้อสีขาวหรือสีตามกระโปรง หรือกางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้นสีขาว น้ำตาลหรือดำเข้าชุดกันกับเครื่องแต่งกาย
ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ถือว่าทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความ
- กรณีทนายความได้รับเงินค่าเสียหายจากจำเลยแล้ว แต่ไม่นำไปมอบส่งมอบให้แก่โจทก์ ให้ถือว่าทนายความผู้นั้นฝ่าฝืนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 15 และย่อมถือว่าฝ่าฝืนข้อ 18 ด้วย จึงเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความ ตามข้อ 4
- กรณีทนายความเคยรับปรึกษาฝ่ายจำเลยในเรื่องเดียวกันมาก่อน แต่ภายหลังไปว่าความให้ฝ่ายโจทก์ แล้วเบิกความหรือทำคำให้การบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมยุให้ฟ้องหลายคดีทั้งที่พยานหลักฐานไม่พอ ทนายความผู้นั้นกระทำผิดมรรยาททนายความ ข้อ 13 (ผลประโยชน์ขัดกัน) ข้อ 7 (กล่าวความ ทำเอกสารเท็จหรือใช้กลอุบายลวงศาลและ ข้อ 9 (ยุยงให้ฟ้องโดยหามูลอันควรไม่ได้)
- กรณีทนายความโพสต์คอนเทนต์หรือภาพโปรโมตที่มีการโอ้อวดเชิงชักชวน เช่น "เราคือทีมทนายชนะคดีมาแล้ว 99%" "จ้างตอนนี้รับทำคดีอาญาเหมา xxx บาท" "สำนักงานเราเก่งที่สุดในจังหวัด" "เหนือกว่าทนายคนอื่น" ทนายความผู้นั้นกระทำผิดมรรยาททนยาความ ข้อ 17 และข้อ 10
สรุป
ตามทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น มรรยาททนายความทั้ง 21 ข้อเปรียบเสมือนเข็มทิศทางจริยธรรมของวิชาชีพทนาย ไม่เพียงกำหนดข้อห้ามทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนค่านิยมเรื่องความสุจริต ความรับผิดชอบ และการเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม
การรักษามรรยาทช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าทนายจะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของตนอย่างเป็นธรรมการประพฤติผิดมรรยาทความไม่เพียงสร้างความเสื่อมเสียแก่ตัวบุคคล แต่ยังบั่นทอนความศรัทธาต่อวิชาชีพทนายความโดยรวม
ดังนั้น ทนายความทุกคนจึงควรตระหนักว่า การรักษามรรยาทคือการรักษาศักดิ์ศรีเกียรติยศ และเป็นการธำรงเกียรติภูมิแห่งกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



