
จดทะเบียนสมรส 2568 เอกสารที่ต้องมี จดที่ไหน ขั้นตอน–ค่าใช้จ่าย (อัปเดตล่าสุด)
การจดทะเบียนสมรสถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของชีวิตคู่ที่จะสร้างความมั่นคงทางกฎหมายให้กับทั้งสองฝ่าย และเป็นรากฐานของสถาบันครอบครัวที่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 ระบุว่า "การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้ จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น"
ซึ่งหมายความว่าแม้คู่รักจะจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีหรือศาสนาอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด หากยังไม่ได้จดทะเบียนต่อหน้านายทะเบียน ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2568 นี้ ประเทศไทยได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการบังคับใช้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือที่เรียกกันว่า "กฎหมายสมรสเท่าเทียม" ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 ซึ่งเปลี่ยนแปลงถ้อยคำจาก "ชายและหญิง" เป็น "บุคคลสองคน" และจาก "สามีและภริยา" เป็น "คู่สมรส" ทำให้คู่รักทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมกัน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียอาคเนย์และประเทศที่ 37 ของโลกที่รับรองสิทธิในการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน
สำหรับคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส

มาตรา 1448 (แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2567) กำหนดให้ บุคคลทั้งสองต้องมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยยกระดับจากเดิมที่กำหนดไว้ที่สิบเจ็ดปี หากผู้ใดมีอายุยังไม่ครบสิบแปดปีแต่มีเหตุอันสมควร เช่น การตั้งครรภ์ ศาลอาจอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสได้
นอกจากนี้ มาตรา 1449 ห้ามมิให้บุคคลที่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถจดทะเบียนสมรส ขณะที่มาตรา 1450 ห้ามการสมรสระหว่างบุคคลที่เป็นเครือญาติโดยตรงตามสายโลหิต หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือต่างมารดาหรือต่างบิดากัน และมาตรา 1451 ห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรมของตน ที่สำคัญยิ่งคือ มาตรา 1452 (แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2567) ซึ่งบัญญัติห้ามการสมรสซ้อนโดยระบุว่า "การสมรสจะทำมิได้ถ้าบุคคลคนใดคนหนึ่งมีคู่สมรสอยู่แล้ว" หากฝ่าฝืนจะถือว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นตามมาตรา 1495 และบุคคลที่มีส่วนได้เสียใดๆ สามารถร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 โดยไม่มีอายุความ
ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6331-6332/2556 ซึ่งตัดสินว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะย้อนหลังไปถึงวันที่จดทะเบียน ไม่ใช่นับจากวันที่ศาลพิพากษา ส่วนมาตรา 1453 กำหนดเงื่อนไขสำคัญสำหรับสตรีที่หย่าหรือเป็นหม้าย โดยต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา 310 วัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง จึงจะสมรสใหม่ได้ เว้นแต่จะมีกรณีที่
- มีบุตรเกิดขึ้นแล้วภายในระยะเวลานั้น
- สมรสกับอดีตคู่สมรสคนเดิม
- มีใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือ
- ได้รับอนุญาตจากศาล
ข้อกำหนดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความสับสนเรื่องบิดาของบุตรที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการสมรสใหม่ และสอดคล้องกับหลักสันนิษฐานถึงความชอบด้วยกฎหมายของบุตรในมาตรา 1536 ที่กำหนดว่าบุตรที่เกิดในระหว่างสมรสหรือภายใน 310 วันหลังการสมรสสิ้นสุดลง สันนิษฐานว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือสามีเก่า
มาตรา 1458 (แก้ไขใหม่ พ.ศ. 2567) ยังระบุว่า "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองยินยอมรับกันและกันเป็นคู่สมรส และได้แสดงการยินยอมนั้นต่อหน้านายทะเบียนเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกไว้"
ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่าย ต้องแสดงเจตนาที่แท้จริงและเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน การสมรสที่ขาดความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ได้แสดงต่อหน้านายทะเบียนจะเป็นโมฆะตามมาตรา 1495
ทั้งหมดนี้เป็นหลักประกันที่สำคัญเพื่อให้การจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสมัครใจและเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างครบถ้วน
เอกสารที่จำเป็นในการจดทะเบียนสมรส

กรณีคนไทยจดทะเบียนสมรส
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวข้าราชการ (ตัวจริงและสำเนา)
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- พร้อมทั้งต้องมี พยาน 2 คน (ฝ่ายละ 1 คน) ซึ่งต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
กรณีชาวต่างชาติที่จะสมรสกับคนไทยหรือชาวต่างชาติด้วยกัน
ต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมคือ
- หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
- หนังสือรับรองความเป็นโสด (Affirmation of Freedom to Marry หรือ Certificate of No Impediment) จากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตน พร้อมแปลเป็นภาษาไทยโดยล่ามรับอนุญาตและนำไปรับรองที่กรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศ (ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ หรือสำนักงานในภูมิภาคที่เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต อุบลราชธานี) โดยใช้เวลาประมาณ 3 วันทำการ
ซึ่งปัจจุบันระบบมีการนำเทคโนโลยีการรับรองด้วย QR Code มาใช้แทนตราประทับสีเขียวแบบเดิม
สำหรับผู้ที่เคยสมรสมาก่อน
ต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมตามสถานะ
- หากหย่าแล้ว ต้องมีใบหย่า (คร.6 หรือ ใบหย่า) หรือคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้ว
- หากเป็นเอกสารจากต่างประเทศ ต้องแปลเป็นภาษาไทยและรับรองที่กระทรวงการต่างประเทศก่อนนำมาใช้
- ส่วนผู้ที่เป็นหม้าย ต้องมีมรณบัตรของคู่สมรสที่ล่วงลับ
- หากเป็นสตรีที่หย่าหรือเป็นหม้ายยังไม่ถึง 310 วัน ต้องมีใบรับรองแพทย์แสดงว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ เพื่อยกเว้นระยะเวลารอตามมาตรา 1453
สถานที่จดทะเบียนสมรส

- สามารถไปจดได้ที่ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร (50 เขต) หรือที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องจดที่ภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ทำให้สะดวกสำหรับคู่รักที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด
- ทั้งนี้ยังสามารถจดทะเบียนนอกสถานที่ได้หากต้องการจัดพิธีที่บ้านหรือสถานที่อื่นโดยเชิญนายทะเบียนมาดำเนินการ (เสียค่าธรรมเนียม 200 บาท)
- หรือจดทะเบียนที่สถานทูตไทยและสถานกงสุลในต่างประเทศได้ (ทั่วโลก 878 แห่ง)
ระบบจองคิวออนไลน์
- หากเป็นคนไทยทั้งคู่หรือคนไทยกับชาวต่างชาติ สำหรับการจองคิวล่วงหน้า ปัจจุบันมี ระบบจองคิวออนไลน์ ที่ https//q-online.bora.dopa.go.th/ ดำเนินการโดยกรมการปกครอง สามารถจองล่วงหน้าได้ถึง 15 วัน ก่อนเวลา 16.00 น. ของวันก่อนหน้าที่ต้องการใช้บริการ
- ส่วนในกรุงเทพมหานครมี แอปพลิเคชัน BMAQ (Bangkok Metropolitan Administration Queue) ที่เปิดให้จองคิวได้ทั้ง 50 เขต สามารถจองล่วงหน้าได้ถึง 10 วันทำการ โดยแต่ละสำนักงานรับได้วันละประมาณ 30 คู่ และมีช่วงเวลาให้เลือกตั้งแต่ 8.00-12.00 น. และ 13.00-17.00 น.
ระบบนี้เปิดตัวในช่วงต้นปี 2568 เพื่อรองรับการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ที่เริ่มใช้ในวันที่ 23 มกราคม 2568 โดยในวันแรกมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกว่า 1,832-1,839 คู่ รวมทั้งมีการจัดงานจดทะเบียนหมู่ที่สยามพารากอนด้วย 185 คู่
ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรส
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน โดยชาวต่างชาติต้องดำเนินการที่สถานทูตและกระทรวงการต่างประเทศก่อนล่วงหน้าประมาณ 1-2 สัปดาห์
- จองคิวออนไลน์ผ่าน BMAQ หรือ q-online.bora.dopa.go.th (แนะนำ) หรือเดินทางไปโดยไม่จองก็ได้แต่อาจต้องรอนาน
- ในวันจดทะเบียน คู่บ่าวสาว ทั้งสองต้องไปพร้อมกันด้วยตัวเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นแทนได้ พร้อมพยาน 2 คน
- กรอกแบบฟอร์มคำร้อง (คร.1) และนายทะเบียนจะตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร
- คู่บ่าวสาวแสดงเจตนายินยอมต่อหน้านายทะเบียนอย่างเปิดเผย
- ลงนามในทะเบียนสมรส (คร.2) ต่อหน้านายทะเบียนและพยาน พร้อมทำสัญญาก่อนสมรส (ถ้ามี) ซึ่งต้องทำต่อหน้านายทะเบียนในขณะจดทะเบียนเท่านั้นตามมาตรา 1466 มิฉะนั้นจะใช้บังคับไม่ได้
- รับใบสำคัญการสมรส (คร.3) จำนวน 2 ฉบับ (ฝ่ายละ 1 ฉบับ) ในวันเดียวกัน
โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 20-30 นาที ส่วนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายนั้น การจดทะเบียนสมรสในเวลาราชการที่สำนักงานเขตหรืออำเภอไม่มีค่าธรรมเนียม (ฟรี) หากจดทะเบียนนอกสถานที่เสียค่าธรรมเนียม 200 บาท และต้องจัดรถรับ-ส่งเจ้าหน้าที่ด้วย
ค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมราชการ เช่น
- ค่าธรรมเนียมสถานทูต (ชาวอังกฤษประมาณ 75 ปอนด์)
- ค่าแปลเอกสาร (1,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากและภาษา)
- ค่ารับรองที่กระทรวงการต่างประเทศ (หากใช้เอเย่นต์อาจสูงถึง 8,000-10,000 บาท)
ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายเอกชนที่ต้องจ่ายก่อนถึงขั้นตอนการจดทะเบียน
สำหรับเวลาทำการของสำนักงานเขตและอำเภอโดยทั่วไป คือ
- วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-16.30 น. หรือ 8.30-16.30 น. (บางแห่ง 8.00-15.00 น.)
- ปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
- มีพักเที่ยงประมาณ 12.00-13.00 น.
- บางแห่งให้บริการต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีระบบจองคิว BMAQ ช่วงเวลาที่ให้บริการจะเป็น 8.00-12.00 น. และ 13.00-17.00 น.
ควรหลีกเลี่ยงช่วงฤดูกาลยอดนิยมเช่น วันวาเลนไทน์ หรือวันที่มีความหมายมงคล เพราะจะมีผู้ขอจดทะเบียนจำนวนมาก ทำให้ต้องจองคิวล่วงหน้าหลายวัน
การจดทะเบียนสมรสก่อให้เกิดผลทางกฎหมายอย่างไร?

การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายก่อให้เกิดข้อดีและผลกระทบทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ
ข้อดี
1. การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน
มาตรา 1474 ซึ่งกำหนดให้ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคู่สมรสทั้งสองโดยอัตโนมัติ แม้จะขึ้นชื่อคนใดคนหนึ่งก็ตาม และเมื่อเกิดการหย่าจะต้องแบ่งครึ่งเท่าๆ กันตาม มาตรา 1533 ซึ่งเป็นการคุ้มครองฝ่ายที่อุทิศตนดูแลครอบครัว เลี้ยงดูบุตร หรือเป็นแม่บ้านอยู่บ้าน ทั้งนี้ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนสมรสหรือได้รับจากมรดกหรือของขวัญระหว่างสมรสยังคงเป็นสินส่วนตัว (มาตรา 1471)
มาตรา 1476 กำหนดให้การทำนิติกรรมสำคัญเกี่ยวกับสินสมรส เช่น การขาย จำนอง หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ต้องได้ความยินยอมจากคู่สมรสทั้งสอง ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินไปจำหน่ายโดยพลการ ดังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2544 ที่วินิจฉัยว่าหากคู่สมรสคนใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ชอบ ต้องถือว่าทรัพย์สินนั้นยังมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1534
2. สิทธิในการรับมรดก
เพราะคู่สมรสที่จดทะเบียนแล้วเป็นทายาทโดยธรรมตาม มาตรา 1629 และ มาตรา 1635 สามารถรับมรดกจากคู่สมรสที่เสียชีวิตไป
- หากมีบุตรจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับบุตรคนหนึ่งๆ
- หากไม่มีบุตร แต่มีบิดามารดาหรือพี่น้องของผู้ตายจะได้รับครึ่งหนึ่ง
- หากไม่มีทายาทคนอื่นเลยจะได้รับทั้งหมด
คู่สมรสได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติภาษีมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งทายาทคนอื่นต้องเสียภาษี 5-10% หากได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาท ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558 ที่ชี้แจงว่าเมื่อคู่สมรสเสียชีวิต ต้องแบ่งสินสมรสก่อน แล้วจึงคำนวณมรดกจากทรัพย์มรดกที่เหลือ
3. การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับบุตรที่เกิดในระหว่างสมรสเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติตาม มาตรา 1536 และสันนิษฐานว่าเป็นบุตรของสามี (หรือคู่สมรสอีกฝ่าย) โดยไม่ต้องทำการรับรองบุตรหรือจดทะเบียนรับรอง ตามมาตรา 1547
- บุตรจึงมีสิทธิใช้นามสกุลของบิดา
- มีสิทธิรับมรดก
- ได้รับอำนาจปกครองบุตรจากบิดาและมารดาโดยอัตโนมัติ ตามมาตรา 1546
ซึ่งต่างจากบุตรที่เกิดนอกสมรสที่จะชอบด้วยกฎหมายเฉพาะแต่มารดาฝ่ายเดียว บิดาต้องผ่านกระบวนการรับรองบุตรซึ่งยุ่งยากและต้องได้ความยินยอมจากมารดาและตัวบุตรด้วย
4. สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 60,000 บาทสำหรับคู่สมรส และสิทธิด้านประกันสังคม
5. สิทธิประโยชน์อื่นๆ
ในที่นี้รวมถึง คู่สมรสชาวต่างชาติสามารถขอวีซ่าประเภทคู่สมรส (Non-Immigrant O) อยู่ในประเทศไทยได้ และมีเส้นทางสู่การได้รับถิ่นที่อยู่ถาวร หรือ สัญชาติไทยในอนาคต
ข้อเสีย หรือ ภาระผูกพันทางกฎหมาย
1. สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือ ความรับผิดในหนี้ร่วมกัน
ตามมาตรา 1490 ซึ่งกำหนดให้คู่สมรสทั้งสองรับผิดร่วมกันในหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสเพื่อ
- การบริหารงานในเรือนและการจำเป็นแก่ครอบครัว
- การเลี้ยงดู รักษาพยาบาล และศึกษาอบรมบุตร
- การจัดการสินสมรส และ
- การประกอบการงานร่วมกัน
ดังนั้นหากคู่สมรสคนใดกู้เงิน เพื่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวหรือค่ารักษาพยาบาลบุตร อีกฝ่ายก็ต้องรับผิดด้วย ตามมาตรา 1489
- หนี้ร่วมกันจะต้องชำระจากทั้งสินสมรสและสินส่วนตัวของคู่สมรสทั้งสอง และเมื่อหย่าแล้วคู่สมรสทั้งสองยังคงรับผิดในหนี้ร่วมกันเท่าๆ กันตามมาตรา 1535
- หนี้การพนันไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478
การจดทะเบียนสมรสทำให้ การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินขาดความเป็นอิสระ เพราะการขายหรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ การให้เงินกู้ยืม หรือการให้ทรัพย์สินเป็นของขวัญจำนวนมากต้องได้ความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายตามมาตรา 1476
หากฝ่าฝืนคู่สมรสอีกฝ่ายสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ภายใน 1 ปีนับแต่รู้เหตุหรือ 10 ปีนับแต่กระทำการนั้น ดังปรากฏในฎีกาที่ 14884/2558 ที่วินิจฉัยว่า เมื่อได้จดทะเบียนหย่าและแบ่งทรัพย์สินแล้ว ทรัพย์สินที่แบ่งกันไปแล้วกลายเป็นสินส่วนตัว ไม่สามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์สินใหม่ได้อีก
2. ข้อจำกัดพิเศษเรื่องการถือครองที่ดิน สำหรับคู่สมรสชาวต่างชาติ
เพราะตามพระราชบัญญัติที่ดิน มาตรา 93 ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ แม้จะสมรสกับคนไทยก็ตาม ดังนั้นที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสไม่อาจเป็นสินสมรสได้ แต่จะเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสที่เป็นคนไทยโดยอัตโนมัติ และหากคู่สมรสชาวต่างชาติได้รับมรดกเป็นที่ดินต้องขายทิ้งภายใน 1 ปี
3. ประเด็นสำคัญสุดท้าย คือ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง
ตามมาตรา 1452 และ มาตรา 1495 ซึ่งต่างจากการสมรสที่เป็นโมฆียะตามมาตรา 1505-1509 เช่น การสมรสด้วยการล่อลวง หรือบังคับขู่เข็ญ ที่ยังมีผลบังคับจนกว่าศาลจะพิพากษาให้เพิกถอน
การสมรสซ้อนนั้นไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม คู่สมรสคนที่สองไม่มีสิทธิรับมรดกหรือสิทธิใดๆ ตามมาตรา 1499 และบุคคลที่มีส่วนได้เสียสามารถฟ้องร้องเรียกให้ศาลพิพากษายืนยันความเป็นโมฆะได้ตลอดเวลาโดยไม่มีอายุความตามมาตรา 1497 และ 193/30 ดังที่ปรากฏชัดเจนในฎีกาที่ 6331-6332/2556
นอกจากนี้การสมรสซ้อนยังเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกและปรับ
การหย่า

- หากต้องการหย่าโดยความยินยอม ต้องทำเป็นหนังสือและลงทะเบียนต่อหน้านายทะเบียนตามมาตรา 1514
- หากไม่ยินยอมกันต้องฟ้องหย่าต่อศาลตามเหตุใน มาตรา 1516 เช่น
- การล่วงประเวณี ซึ่งผู้บริสุทธิ์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่ล่วงประเวณีและจากชู้หรือชู้สาวได้ตามมาตรา 1523
- การทารุณกรรมร้ายแรง
- การละทิ้งร้างนานเกิน 1 ปี
- การไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูตามสมควร
ซึ่งฝ่ายบริสุทธิ์สามารถเรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1524 และสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู (ค่าเลี้ยงชีพ) หากฝ่ายบริสุทธิ์ตกทุกข์ได้ยากมีรายได้ไม่พอตามมาตรา 1526
แต่สิทธิดังกล่าวจะระงับไปหากผู้ได้รับไปสมรสใหม่ตามมาตรา 1528 และต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปีนับแต่รู้เหตุตามมาตรา 1529
สรุป
การจดทะเบียนสมรสเป็นการสร้างรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงให้กับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก ให้ความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน การรับมรดก สิทธิของบุตร และสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายอื่นๆ มากมาย แม้จะมีภาระผูกพันเรื่องหนี้ร่วมกันและข้อจำกัดในการจัดการทรัพย์สินบ้าง แต่ข้อดีที่ได้รับนั้นมีค่ามหาศาล โดยเฉพาะสำหรับคู่รักที่มีบุตรหรือมีทรัพย์สินร่วมกัน
เพื่อประโยชน์ของครอบครัว ควรศึกษากฎหมายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ และหากมีทรัพย์สินมากหรือมีความประสงค์พิเศษในการจัดการทรัพย์สิน อาจพิจารณาทำสัญญาก่อนสมรสไว้เพื่อความชัดเจนและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต โดยต้องจำไว้ว่าสัญญาก่อนสมรสต้องทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยาน 2 คน และบันทึกไว้ในทะเบียนสมรสในขณะจดทะเบียนสมรสเท่านั้น มิฉะนั้นจะใช้บังคับไม่ได้ตามมาตรา 1466
ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องและการวางแผนที่ดี การจดทะเบียนสมรสจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชีวิตคู่ที่มั่นคงและเป็นสุข พร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่างๆ ในอนาคต
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



