ซื้อของออนไลน์ไม่ได้ของ / ของไม่ตรงปก โดนโกงออนไลน์ แจ้งความอย่างไร ?
ในยุคดิจิทัลที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าผ่านหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้นแต่ในขณะเดียวกัน “มิจฉาชีพออนไลน์” ก็ใช้ช่องทางเดียวกันนี้ในการหลอกลวงผู้อื่น เช่น การขายของแล้วไม่ส่งสินค้าการส่งของไม่ตรงปกหรือหลอกให้โอนเงินแล้วหนีหายสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก
บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้เสียหายหรือประชาชนทั่วไปให้ “รู้เท่าทันมิจฉาชีพออนไลน์” เพราะนี้คือการปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของตนเองหากประชาชนร่วมมือกันช่วยกันตรวจสอบและรายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัยของเหล่ามิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น ก็สามารถที่จะช่วยเหลือสังคมให้ปลอดภัยและสามารถรู้วิธีการรับมือกับรูปแบบของมิจฉาชีพต่อไปได้ในอนาคต
โดนโกงออนไลน์แล้วต้องทำอย่างไร ?
1. ติดต่อเบอร์ Call Center ของธนาคารต้นทางทันที หรือโทรสายด่วน 1441 (AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแจ้งขอระงับบัญชีผู้รับเงินปลายทาง (ภายใน 72 ชั่วโมง) จึงให้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน/พื้นที่เกิดเหตุ หรือ สามารถแจ้งความดำเนินคดีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.com (ช่องทางเดียวเท่านั้น)
2. แจ้งรายงานผู้ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เชื่อถือได้
3. ติดต่อแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ซื้อสินค้า เช่น Shopee, Lazada, Facebook และ Instagram เป็นต้น เพื่อรายงานและขอให้ตรวจสอบบัญชีผู้ขาย
ขั้นตอนการแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเองทำอย่างไร ?
1. เก็บรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนทั้งหมด ได้แก่
- ภาพหน้าร้านหรือโพสต์ขายสินค้า
- ข้อความแชทบทสนทนาการพูดคุยกับผู้ขาย
- หลักฐานการโอนเงิน (สลิปหรือรายการธุรกรรม)
- ชื่อบัญชีธนาคารและเลขบัญชีของผู้ขาย
- เบอร์โทรศัพท์ ชื่อเฟซบุ๊กหรือไอจีของผู้ขาย
- ภาพสินค้าที่ได้รับ (หากไม่ตรงปก) หรือใบสั่งซื้อสินค้า
- เลขพัสดุ (ถ้ามีการส่งของผิดปกติ)
2. นำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความดำเนินคดีและขอให้อายัดบัญชีปลายทางที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน/พื้นที่เกิดเหตุ
3. ไปธนาคารเพื่อนำหนังสือแจ้งอายัดบัญชีธนาคารและสำเนาใบบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี ไปยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ธนาคารปลายทางทำการตรวจสอบและทำการอายัดบัญชีธนาคารต่อไป
4. ติดตามความคืบหน้าของคดีกับพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดี
ขั้นตอนการแจ้งความดำเนินคดีผ่านระบบออนไลน์ทำอย่างไร ?
เข้าเว็บไซต์ ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ (Royal Thai Police Online) ที่ https://www.thaipoliceonline.com (ช่องทางเดียวเท่านั้น) เมื่อสมัครลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ให้เข้าสู่ระบบแล้วเลือกที่เมนู “แจ้งเรื่องใหม่”
ขั้นตอนที่ 1 กดให้ความยินยอม ก่อนแจ้งความออนไลน์
ขั้นตอนที่ 2 กรอกข้อมูล “เลขอ้างอิง” ที่ได้รับจากการโทรแจ้งขอระงับบัญชีจากธนาคาร และกรอกข้อมูลการไปพบพนักงานสอบสวน เลือกหน่วยงานที่ท่านสะดวกเข้าไปพบพนักงานสอบสวน
ขั้นตอนที่ 3 กรอกข้อมูลส่วนตัวของท่าน ให้ครบถ้วนสมบูรณ์
ขั้นตอนที่ 4 กรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 กรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายที่ได้รับ
ขั้นตอนที่ 6 กรอกข้อมูลของบุคคลผู้กระทำความผิดให้ครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 7 แนบไฟล์หลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประกอบการแจ้งความ
ขั้นตอนที่ 8 เลือกประเภทการกระทำความผิด
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อย จากนั้นให้ “กดยืนยัน”
เมื่อทำการแจ้งความออนไลน์เรียบร้อยแล้วสามารถเข้าสู่ระบบเว็บไซต์เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีได้ที่ “หน้าหลัก” ซึ่งจะปรากฎข้อมูลแสดงความคืบหน้าของการดำเนินคดี และสถานะนัดหมายวันเวลาเข้าพบพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนที่ได้แจ้งความประสงค์ไว้ เพื่อเข้าไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมและดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่กระทำความผิดต่อไป
ช่องทางวิธีการเช็ครายชื่อคนโกง /บัญชีมิจฉาชีพออนไลน์ ก่อนโอนเงินง่าย ๆ ที่เชื่อถือได้ ดังต่อไปนี้
1.เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com
- สามารถตรวจสอบข้อมูลรายชื่อชื่อบัญชี เลขบัญชีธนาคาร ชื่อนามสกุล ชื่อร้านค้า ชื่อเพจเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ และยังสามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสเตือนภัยไว้ในระบบได้ด้วย
2.เช็กผ่านเว็บไซต์ ‘เช็กก่อน’ https://checkgon.go.th
- สามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์/พร้อมเพย์ เลขบัญชีธนาคารปลายทาง หรือรายชื่อเว็บไซต์ ก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน เช็คได้ว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ พร้อมแจ้งเบาะแสให้แก่ผู้ใช้รายอื่นๆเพื่อป้องกันการถูกหลอกซ้ำ
3.ตรวจสอบรายชื่อคนโกง/มิจฉาชีพ ด้วยแอปพลิเคชันบนมือถือได้จากเบอร์โทรศัพท์มือถือ มีแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือได้ ดังนี้
- Whoscall สามารตรวจสอบข้อมูลจากเบอร์โทรศัพท์ ที่มีบุคคลอื่นได้รายงานไว้ และขึ้นแจ้งเตือนข้อความและรายชื่อเมื่อมีเบอร์ที่ไม่รู้จักติดต่อมาหรือส่งข้อความมา
- Truecaller สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเบอร์โทร โดยเฉพาะเบอร์จากต่างประเทศ
ทำอย่างไรเมื่อไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าที่ไม่ตรงปก ?
- ติดต่อผู้ขายโดยตรงเพื่อขอหลักฐานการจัดส่งหรือคำชี้แจง
- หากไม่ได้รับการติดต่อกลับจากผู้ขาย หรือถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ ให้รีบติดต่อธนาคารต้นทาง (ผู้โอนเงิน) เพื่อแจ้งขอระงับบัญชีปลายทาง (ผู้รับเงิน) หรือโทรสายด่วน 1441 (AOC) ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถระงับบัญชีปลายทางไว้ได้ ภายใน 72 ชั่วโมง
- เก็บรวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบการแจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือแจ้งความดำเนินคดีออนไลน์ผ่านระบบเว็บไซต์ https://www.thaipoliceonline.com (ช่องทางเดียวเท่านั้น)
- ตรวจสอบและแจ้งรายงานบัญชีผู้ขายจากเว็บไซต์ตรวจสอบมิจฉาชีพที่เชื่อถือได้
- รายงานบัญชีหรือโพสต์หลอกลวงต่อแพลตฟอร์ม เช่น Facebook หรือ Instagram เพื่อขอให้ตรวจสอบและระงับการใช้งานบัญชีดังกล่าว
ถูกหลอกโอนเงิน มีโอกาสได้เงินคืนหรือไม่?
มีโอกาสที่จะได้เงินคืน หากผู้เสียหายรีบโทรแจ้งสายด่วน 1441 (AOC) เพื่อระงับบัญชีธนาคารปลายทางทันทีที่รู้ตัวว่าถูกหลอกให้โอนเงินซื้อสินค้า ก่อนที่จะมีการถอนหรือโยกย้ายถ่ายโอนไปยังบัญชีอื่น ๆ
หากผู้เสียหายไม่สามารถแจ้งระงับบัญชีได้ทันเวลา โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้เงินคืนนั้นก็น้อยลงไปด้วย
แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีโอกาสจะได้เงินคืน หากผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้ว บุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิดหรือเจ้าของบัญชีธนาคารปลายทางได้ติดต่อมาเพื่อขอชดใช้เงินคืนและค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในทันที หรือได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็จะทำให้โอกาสที่จะได้รับเงินคืนก็จะมีมากยิ่งขึ้น
วิธีป้องกันการโดนโกงซื้อของออนไลน์
- ตรวจสอบชื่อร้านค้าและรีวิวจากผู้ซื้อบัญชีรายอื่นๆ ที่เชื่อถือได้
- ขอดูภาพถ่ายหรือ Video Call สินค้าจริงจากผู้ขายโดยตรงก่อนทำการสั่งซื้อสินค้าทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล หรือชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อผู้ขายอย่างเด็ดขาด
- ตรวจสอบเลขบัญชีหรือเบอร์โทรศัพท์ก่อนโอนทุกครั้ง ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น ที่เชื่อถือได้
- อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่ราคาถูกเกินจริง รีวิวเกินจริง
- เมื่อยังไม่ได้รับสินค้า หรือไม่สามารถขอตรวจสอบสินค้าจริงได้ อย่ารีบโอนเงินทันที หากผู้ขายเร่งให้โอนเงินให้อย่างเร่งด่วนจนผิดปกติ หรือใช้วิธีการข่มขู่จะแจ้งความดำเนินคดีหากไม้ให้โอนเงินชำระสินค้าให้
- เก็บหลักฐานการซื้อขายสินค้าไว้ทุกครั้งจนกว่าจะได้รับสินค้าที่สั่งซื้อเรียบร้อย
- ควรบันทึกวิดีโอก่อนเปิดกล่องรับสินค้าที่สั่งซื้อทุกครั้ง เพื่อป้องกันการได้รับสินค้าไม่ตรงปกหรือไม่ถูกต้องตามที่สั่งซื้อไว้
หลักกฎหมายและบทลงโทษที่เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงกับการซื้อขายของออนไลน์
ปัจจุบันมีคดีเกี่ยวกับผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ซื้อขายของผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก และมูลค่าความเสียหายก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมิจฉาชีพมีวิธีการหลอกลวงที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเวลา ทั้งการใช้ชื่อปลอม โปรไฟล์ปลอม หรือการสร้างเพจขายสินค้าหลอก ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนให้ โดยไม่มีสินค้าหรือเจตนาจะขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่แรก
การกระทำในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 โดยมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อมีการนำข้อมูลสินค้าที่เป็นการหลอกลวงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ผู้ขายสินค้าจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560มาตรา 14 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 2659/2567
จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จผ่านทางโปรแกรม เฟซบุ๊ก เสนอขายสินค้าซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนาขายสินค้าดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลย
จำเลยได้หลอกลวงโดยการส่งข้อความเสนอขายสินค้าให้แก่ผู้เสียหายผ่านทางบัญชีเฟซบุ๊ก รวม 2 ครั้ง และผู้เสียหายซื้อสินค้าต่างชนิดกัน 2 ครั้ง เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายในการซื้อสินค้าต่างชนิดกัน รวม 2 ครั้ง จึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน
จากตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา จำเลยได้หลอกลวงขายสินค้าให้แก่ผู้เสียหาย โดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะขายสินค้านั้นแต่แรก การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 วรรคสอง
บทส่งท้าย
มิจฉาชีพมักอาศัยช่องว่างของความเชื่อใจและความสะดวกในการซื้อขายออนไลน์ ประกาศอ้างว่ามีสินค้าราคาถูกหรือสินค้าหายาก หลอกล่อให้ประชาชนเข้าไปสั่งซื้อสินค้า และเร่งให้ผู้ซื้อสินค้าโอนเงินทันที ผู้เสียหายหลายรายจึงตกเป็นเหยื่อโดยไม่ทันระวังตัว การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่เพียงแต่ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ และประชาชนทั่วไป
ในการช่วยกันตรวจสอบและรายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัยนอกจากนี้ ภาครัฐได้พยายามดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยสามารถโทรแจ้งระงับบัญชีได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง อำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายสามารถแจ้งความออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสถานีตำรวจด้วยตนเอง และมีการผลักดันให้มีการยืนยันตัวตนก่อนเปิดบัญชีธนาคารหรือใช้แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า ซึ่งจะช่วยป้องกันช่องทางของมิจฉาชีพได้ดีในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความระมัดระวังของผู้บริโภค” ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลร้านค้าให้รอบคอบ ตรวจสอบชื่อบัญชีให้ตรงกับชื่อร้าน ตรวจสอบรีวิวจากผู้ซื้อรายอื่น และหลีกเลี่ยงการโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะแม้กฎหมายจะมีบทลงโทษที่เข้มงวด แต่หากผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปแล้ว การติดตามทรัพย์คืนในทางปฏิบัติอาจทำได้ยากและใช้เวลาเป็นเวลานานและโอกาสน้อยมากที่จะได้เงินคืน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


