เผยแพร่เมื่อ: 2025-11-11

ฟ้องหย่า ค่าเลี้ยงดู อำนาจปกครองบุตร

การฟ้องหย่าตามกฎหมาย 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งประสงค์จะฟ้องหย่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องปรากฏเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามกฎหมาย 

ซึ่งเหตุฟ้องหย่านั้นกำหนดอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ดังต่อไปนี้ 

1. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

2. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง 

  • 2.1 ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง 
  • 2.2 ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ 
  • 2.3 ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 

3. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 

4. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิน 1 ปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

5. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกิน 1 ปี ในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 

6. คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกิน 3 ปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

7. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกิน 3 ปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

8. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสกันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 

9. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกิน 3 ปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

10. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

11. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้ 

12. คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้คู่สมรสฝ่ายนั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 


อำนาจปกครองบุตร  

เมื่อสามีภริยาจดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน บุตรนั้นถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งบิดาและมารดา ส่งผลให้ทั้งบิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรด้วยกันทั้งคู่ หากต่อมาปรากฏว่าบิดามารดาได้จดทะเบียนหย่าหรือฟ้องหย่ากัน 

ปัญหาที่ตามมาคือ ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร บุตรจะอยู่แก่ฝ่ายใด และฝ่ายใดต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร อำนาจปกครองบุตร ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจะเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายเกี่ยวกับบุตร (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567) 

โดยผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจะมีสิทธิ ดังต่อไปนี้ 

1. กำหนดที่อยู่ของบุตร 

2. ทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรม โดยต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรม หรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือกระทำโดยมิชอบ 

3. ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป 

4. เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในทางปฏิบัติ เมื่อบิดามารดาฟ้องหย่ากัน ศาลมักจะไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันก่อนว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งหากบิดามารดาตกลงกันได้ ศาลก็สามารถกำหนดให้เป็นไปตามนั้นได้ แต่หากบิดามารดาไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลก็ใช้พิจารณาว่าบุตรควรอยู่กับฝ่ายใด 

โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณานั้น ศาลจะกำหนดโดยคำนึงถึงสวัสดิภาพ อนาคต และประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ 

โดยจะขอยกตัวอย่างหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาลตามคำพิพากษาของศาล ดังต่อไปนี้ 

1. หากบุตรผู้เยาว์ยังเด็กมาก ศาลมักจะกำหนดให้อยู่กับมารดา 

(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2523 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4125/2528) แต่หากมารดามีพฤติกรรมที่ไม่สมควร หรือข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาอาจเลี้ยงดูได้ดีกว่า ก็อาจกำหนดให้อยู่กับบิดาก็ได้ 

2. หากบุตรผู้เยาว์โตพอที่จะรับรู้ผิดชอบได้บ้างแล้ว ศาลอาจพิจารณาจากความประสงค์และความรู้สึกของบุตรเป็นสำคัญ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2547) 

3. ความประพฤติ และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่บุตร (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5484/2537) 

4. หากเดิมบุตรอยู่ในความดูแลของฝ่ายใด ศาลอาจพิจารณาให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ดูแลบุตรต่อไปตามเดิม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2550) 

5. ฐานะ ความสามารถ สภาพแวดล้อม การให้การอุปการะ และการให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2537) ความสามารถในการจัดหาที่พักอาศัย เครื่องอุปโภค บริโภค และการรักษาพยาบาลให้แก่บุตร (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2546) 


ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 ได้กำหนดให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้การศึกษาแก่บุตรตามสมควรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ดังนี้ หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ใครเป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แม้บุตรเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดา 

แต่ตามกฎหมายแล้วบุตรจะฟ้องบิดามารดาของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาไม่ได้ เนื่องจากเป็นคดีอุทลุม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562) หากบุตรต้องการฟ้องบิดามารดาของตนต้องร้องขอให้อัยการฟ้องคดีนั้นแทน 

นอกจากนี้ การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร กฎหมายยังกำหนดให้บิดาหรือมารดาฝ่ายที่ดูแลบุตรอยู่สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากอีกฝ่ายได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1565) 

บุคคลที่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ 

  • พนักงานอัยการ 
  • บิดาหรือมารดาที่ดูแลบุตรนั้นอยู่ 

การคำนวณค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บุตรมีสิทธิได้รับเท่าไหร่ เพียงใด จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะเป็นผู้กำหนดให้ตามสมควร โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น 

  • ฐานะและอาชีพของบิดามารดา 
  • รายได้และรายจ่ายของบิดามารดา 
  • อายุ 
  • ความเป็นอยู่ 
  • ระดับการศึกษาของบุตร 

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้กี่ปี และเรียกย้อนหลังได้กี่ปี 

บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเรียกได้จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ไม่ว่าจะบรรลุนิติภาวะเนื่องด้วยอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือเนื่องด้วยการสมรสก็ตาม เว้นแต่ปรากฏว่าบุตรที่บรรลุนิติภาวะนั้น เป็นผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ 

บิดามารดาก็ยังมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูอยู่ จึงมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ทุพลภาพ แม้บุตรนั้นจะบรรลุนิติภาวะไปแล้วก็ตาม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564) 

การเรียกย้อนหลังนั้น 

ตามกฎหมายแล้วบิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรนับตั้งแต่บุตรคลอด เกิด และมีสภาพบุคคล ดังนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงมีสิทธิเรียกย้อนหลังได้ตั้งแต่บุตรเกิด แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดอายุความไว้ในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ โดยกำหนดอายุความไว้เพียง 5 ปี  

หากบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายได้ให้การและต่อสู้คดีเกี่ยวกับประเด็นอายุความไว้ 

ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เรียกย้อนหลังมาเกินกว่า 5 ปีอาจถือว่าขาดอายุความได้ 

ในทางปฏิบัติจึงมักเรียกย้อนหลังกันเพียง 5 ปี เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ การเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดู หากปรากฏว่าต่อมาพฤติการณ์เปลี่ยนไป เช่น รายได้ของบิดาหรือมารดาเพิ่มขึ้นหรือลดลง หรือต้องตกงาน ศาลอาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้ โดยผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องแสดงหลักฐานต่อศาล เพื่อให้ศาลก็อาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูใหม่ได้ 

บทส่งท้าย

การฟ้องหย่าต้องปรากฏเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย เช่น มีชู้ ประพฤติชั่ว หรือทอดทิ้งร้าง เป็นต้น โดยหากคู่สมรสที่ฟ้องหย่าต่อกันมีบุตร อาจต้องตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ด้วย หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาตามความเหมาะสมจากสวัสดิภาพและประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นหลัก และจะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความจำเป็นของแต่ละฝ่าย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />