กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-06

สถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2568 ยังคงเป็นที่สับสนในหมู่ประชาชนจำนวนมาก แม้ว่าการนำเข้า การขาย และการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าจะผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่า การมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกและปรับสูงมาก 

ความสับสนนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการที่สินค้าเหล่านี้วางขายได้อย่างเปิดเผยในตลาดมืด การที่มีผู้ใช้จำนวนมากสูบบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะโดยไม่ถูกดำเนินการ และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ว่าจะไม่ผ่อนปรนกฎหมายและจะบังคับใช้อย่างเข้มงวด โดยมีผลการจับกุมระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2568 จำนวน 690 ราย จาก 666 คดี พร้อมยึดบุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 455,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 41 ล้านบาท 

กฎหมายหลักที่ใช้บังคับกับบุหรี่ไฟฟ้า

กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ (2).png

ในปัจจุบันมีหลายฉบับเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำงานประสานกัน ได้แก่ 

1. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 

  • ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 
  • เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ ห้ามการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557 
  • โดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาด้านสุขภาพอนามัย สังคม และความสงบเรียบร้อย 

2. พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 

  • กฎหมายฉบับนี้ กำหนดโทษสำหรับผู้ที่นำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อกำกัดหรือข้อห้าม ตามมาตรา 244 
  • รวมถึง กำหนดโทษสำหรับผู้ครอบครองสินค้าที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรา 246 อีกด้วย 

3. คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558

ในด้านการขายและการให้บริการนั้น มีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่อง ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า 

  • ซึ่งออกตามอำนาจของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค 
  • มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 
  • โดยอาศัยผลการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมควบคุมโรคที่พบสารเคมีอันตราย โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งในบุหรี่ไฟฟ้า 

4. พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 

  • ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 
  • ได้กำหนดคำนิยามของ "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ให้รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินเป็นส่วนประกอบและถูกบริโภคโดยการสูด การดม หรือการพ่นเข้าปากหรือจมูก ซึ่งครอบคลุมถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินด้วย 
  • ในมาตรา 42 ได้ห้ามการสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่โดยเด็ดขาด 

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทางคือการนำเข้า กลางทางคือการขาย และปลายทางคือการใช้งานในที่สาธารณะ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 

ความผิดที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า

กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ (3).png

สามารถแบ่งออกเป็น 4 ฐานหลัก โดยที่แต่ละฐานมีโทษที่แตกต่างกันและร้ายแรงมาก 

ฐานแรก คือ ความผิดฐานนำเข้า 

ซึ่งกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 โดยผู้ที่นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเข้ามาในประเทศไทยโดยหลีกเลี่ยงข้อกำกัดหรือข้อห้ามจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้ริบบุหรี่ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ และยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งได้ไม่ว่าจะมีการลงโทษหรือไม่ก็ตาม 

ความผิดฐานนี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมการนำเข้าเพื่อขายเท่านั้น แต่รวมถึงการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวด้วย ซึ่งหมายความว่านักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางที่นำบุหรี่ไฟฟ้ามาจากต่างประเทศก็อาจถูกดำเนินคดีในฐานนี้ได้ 

ฐานที่สอง คือ ความผิดฐานขายหรือให้บริการ 

ซึ่งอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคและคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 โดยผู้ขายหรือผู้ให้บริการทั่วไปจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

แต่หากเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ขายจะมีโทษหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้เพื่อลงโทษผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นต้นตอของปัญหาให้หนักกว่าผู้ขายปลีกรายย่อย 

ฐานที่สาม คือ ความผิดฐานครอบครองหรือพกพา 

ซึ่งถือเป็นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากแม้จะไม่ได้นำเข้าเองหรือขาย แต่เพียงแค่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองก็ผิดกฎหมายแล้ว โดยความผิดฐานนี้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 ซึ่งบอกว่า ผู้ที่ช่วยปิดบัง ช่วยขาย ช่วยนำไป ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ในประการใดๆ ซึ่งของที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอันชอบด้วยกฎหมาย จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ 

หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาได้อย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าทุกชิ้นที่มีอยู่ในประเทศไทยย่อมเป็นของที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมายทั้งสิ้น และการครอบครองของดังกล่าวจึงเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ 

ความเข้าใจผิดที่สำคัญคือ หลายคนคิดว่าหากไม่ทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็จะไม่มีความผิด แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2564 ได้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ที่ว่า จำเลยไม่ทราบว่ามีประกาศกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้านั้น เป็นข้อต่อสู้ที่ไม่ได้ผล เพราะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 64 บัญญัติไว้ว่า "การไม่รู้กฎหมายจะอ้างเป็นข้อแก้ตัวมิได้" 

ศาลฎีกาชี้ว่าการที่มีบุหรี่ไฟฟ้าหรือบารากู่ในครอบครองย่อมเกิดคำถามว่าได้มาอย่างไร และเมื่อรัฐบาลห้ามการนำเข้าตั้งแต่ต้นทางและห้ามการขายเพื่อตัดวงจรการจำหน่าย ดังนั้นการครอบครองจึงเป็นสิ่งที่แสดงว่าได้มาโดยผิดกฎหมาย แม้คดีดังกล่าวจะเป็นเรื่องของบารากู่ แต่ศาลฎีการะบุว่าหลักการเดียวกันนี้ใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าด้วย 

ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและถูกนำมาอ้างอิงโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เพื่อยืนยันว่าข้อมูลเกี่ยวกับการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิดนั้นถูกต้องและเป็นจริง 

ฐานที่สี่ คือ ความผิดฐานสูบในเขตปลอดบุหรี่ 

ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มาตรา 42 โดยผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่จะมีความผิดตามมาตรา 67 ซึ่งระบุโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท 

เขตปลอดบุหรี่ ที่กล่าวถึงนี้รวมถึง สถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น อาคารสาธารณะ ตลาดและศูนย์การค้า สถานีขนส่ง ร้านอาหาร สถานศึกษา และสถานพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ หากสูบบุหรี่ไฟฟ้าบนเครื่องบินยังอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษปรับได้สูงสุด 20,000 บาท และหากกระทำการที่รบกวนอุปกรณ์ความปลอดภัยอาจมีโทษจำคุกถึง 1 ปี หรือปรับ 40,000 บาท 


เหตุผลที่รัฐบาลยังคงห้ามบุหรี่ไฟฟ้า

เหตุผลที่รัฐบาลยังคงห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดมีหลายประการ 

ประการแรกและสำคัญที่สุด คือ การปกป้องเด็กและเยาวชน 

โดยข้อมูลจากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนไทยอายุ 13-15 ปี เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

  • จาก 3.3% ในปี พ.ศ. 2558 เป็น 8.8% ในปี พ.ศ. 2564 และกระโดดขึ้นเป็น 17.6% ในปี พ.ศ. 2565 
  • โดย 92.2% ได้รับอิทธิพลจากเพื่อน และเกือบทั้งหมดเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 
  • การวิจัยยังพบว่า 76% ของเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะใช้สารเสพติดอื่นมากขึ้น 

รัฐบาลเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประตูสู่การติดนิโคตินสำหรับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน และหากปล่อยให้แพร่หลายจะทำให้เกิดคนติดนิโคตินรุ่นใหม่จำนวนมาก 

ประการที่สอง คือ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพ 

โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมควบคุมโรคได้ทำการทดสอบและพบสารเคมีอันตรายหลายชนิด รวมทั้งโลหะหนักที่ก่อมะเร็ง สารที่ทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ และสารก่อมะเร็งอย่างน้อย 10 ชนิดในควันหรือไอของบุหรี่ไฟฟ้า 

นอกจากนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังสนับสนุนนโยบายของไทยในปี พ.ศ. 2567 โดยตัวแทน WHO ประจำประเทศไทยกล่าวว่า "WHO สนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ในแนวทางนี้ บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีที่ยืนในสังคม ไม่มีหลักฐานว่าการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์จะมีประโยชน์สุทธิต่อสุขภาพของประชาชน" และยืนยันว่า WHO ไม่เคยกล่าวว่าบุหรี่ไฟฟ้า "เป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา 95%" 

ประการที่สาม คือ ผลกระทบต่อคนรอบข้าง 

เนื่องจากไอของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่แค่ไอน้ำ แต่มีสารพิษที่สามารถเข้าสู่ปอดของผู้ที่อยู่รอบข้างได้ โดยเฉพาะอนุภาค PM1.0 ที่เล็กกว่า PM2.5 สามารถเจาะลึกเข้าไปในปอดได้มากกว่าและร่างกายขับออกได้ยากกว่า ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน 

 

 


วิธีปฏิบัติหากถูกตรวจค้นหรือถูกดำเนินคดี

กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ (4).png

เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้าและดำเนินการจับกุม ผู้ถูกจับกุมจะได้รับสิทธิพื้นฐานหลายประการที่กฎหมายรับรองไว้อย่างชัดเจน 

1. สิทธิที่จะทราบข้อกล่าวหา 

ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหารู้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาก่อนที่จะทำการสอบปากคำ และต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิด 

2. สิทธิที่จะไม่ให้การ 

ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 40(4) รับรองไว้ว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และต้องได้รับการบอกกล่าวว่าคำให้การใดๆ อาจถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้คำมั่นสัญญา การข่มขู่ การหลอกลวง การทรมาน หรือการบีบบังคับใดๆ เพื่อให้ได้คำให้การมา 

3. สิทธิที่จะแจ้งญาติ 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1 กำหนดให้ ผู้ถูกจับกุมหรือผู้ถูกควบคุมมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจทราบเกี่ยวกับการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมตัวในโอกาสแรก รวมถึง มีสิทธิแจ้งให้สถานทูตหรือกงสุลทราบด้วยหากเป็นชาวต่างชาติ 

4. สิทธิที่จะพบทนายความ 

ซึ่งรวมถึง สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 7/1(1) และ สิทธิที่จะให้ทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้ามาอยู่ในระหว่างการสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตามมาตรา 7/1(2) 

โดยหากผู้ต้องหายังไม่บรรลุนิติภาวะหรืออายุต่ำกว่า 18 ปีจะต้องมีทนายความเข้าร่วมในการสอบปากคำเสมอ และหากผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากไม่มีความสามารถทางการเงิน รัฐจะต้องจัดหาทนายความให้ 

กระบวนการทางกฎหมายหลังจากการจับกุม

ขั้นตอนชั้นสอบสวน

กระบวนการทางกฎหมายหลังจากการจับกุม จะเริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจเพื่อทำการสอบสวน โดยผู้ต้องหาสามารถถูกกักขังได้นานสูงสุด 48 ชั่วโมงโดยไม่นับเวลาเดินทาง แล้วจึงต้องถูกนำตัวไปพบพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจ

เจ้าหน้าที่จะบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย ชื่อ สัญชาติ อายุ อาชีพ ที่อยู่ และภูมิลำเนา จากนั้นจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการและดำเนินการสอบปากคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 130-134 

โดยเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่เป็นไปได้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต้องให้โอกาสผู้ต้องหาในการแก้ข้อกล่าวหาและนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ซึ่งผู้ต้องหาสามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวได้ในขั้นตอนนี้ 

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นว่าควรฟ้องหรือไม่ฟ้องและส่งสำนวนไปยังอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 

ขั้นตอนชั้นอัยการ

อัยการจะเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวน และมีอำนาจที่จะสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม หากเห็นว่าคดียังไม่สมบูรณ์ เรียกพยานมาซักถาม ตัดสินใจว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง หรือสั่งปล่อยตัวหรือขอให้ศาลอนุญาตให้ควบคุมตัวต่อไป 

หากอัยการตัดสินใจฟ้องก็จะยื่นฟ้องต่อศาลและผู้ต้องหาจะกลายเป็นจำเลย แต่หากตัดสินใจไม่ฟ้องก็จะออกคำสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลา 6-12 เดือนก่อนที่คดีจะไปถึงศาล 

การระงับคดีในชั้นศุลกากร

กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ (5).png

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีบุหรี่ไฟฟ้ามีทางเลือกพิเศษที่ไม่มีในคดีอาญาทั่วไปคือ การระงับคดีในชั้นศุลกากร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ผู้กระทำความผิดสามารถใช้เพื่อยุติคดีโดยไม่ต้องผ่านศาล 

 มีเงื่อนไขหลัก 3 ประการ คือ 

  1. ผู้กระทำความผิดต้องให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริง 
  2. ต้องยินยอมยกของกลางซึ่งก็คือบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้ตกเป็นของแผ่นดิน และ
  3. ต้องชำระค่าปรับทางปกครองที่กรมศุลกากรกำหนดซึ่งสำหรับความผิดฐานครอบครองจะคิดเป็นเงินไม่เกิน 4 เท่าของมูลค่าสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 

ขั้นตอนการระงับคดีในชั้นศุลกากร

เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะประเมินคดีและคำนวณมูลค่าของของกลางที่ยึดได้ จากนั้นกรมศุลกากรจะพิจารณาและเสนอตัวเลือกให้ผู้กระทำความผิดสามารถยุติคดีได้ที่ระดับศุลกากร โดยแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระเพื่อระงับคดี 

  • หากผู้กระทำความผิดยอมรับ ก็ต้องไปที่สำนักงานศุลกากรเพื่อชำระค่าปรับและเซ็นเอกสารยกของกลางให้แผ่นดิน เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วคดีจะยุติลงที่ระดับศุลกากรโดยไม่ต้องส่งอัยการหรือศาล และผู้กระทำความผิดจะไม่มีประวัติคดีอาญาจากศาล 
  • แต่หากผู้กระทำความผิดปฏิเสธหรือไม่ปฏิบัติตาม กรมศุลกากรจะส่งสำนวนไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ECD) เพื่อติดตามตัวและบังคับให้รับข้อกล่าวหา และหากยังคงปฏิเสธคดีก็จะดำเนินไปสู่การฟ้องร้องและพิจารณาคดีในชั้นศาลซึ่งมีความยุ่งยากและรุนแรงมากขึ้น 

ข้อดี 

คือ คดีจะจบเร็วโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล เป็นการจัดการในลักษณะปกครองมากกว่าอาญา มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการฟ้องร้องเต็มรูปแบบ ไม่มีประวัติคดีอาญาจากศาล และทราบจำนวนเงินที่ต้องชำระแน่นอน 

ข้อจำกัด

คือ ผู้กระทำความผิดต้องยอมรับผิดและไม่สามารถโต้แย้งหรืออ้างว่าตนเองบริสุทธิ์ ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่ถูกยึดทั้งหมด ยังคงมีบันทึกการกระทำผิดทางศุลกากร ต้องชำระค่าปรับตามที่ประเมิน และวิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกับความผิดตามกฎหมายศุลกากรเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดฐานขายหรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค


สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจอย่างชัดเจน

กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ (6).png

ความผิดฐานครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า เป็นคดีอาญาที่มีโทษหนัก ไม่สามารถใช้วิธีเปรียบเทียบปรับในที่เกิดเหตุได้ 

เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าถูกจัดให้เป็นสินค้าต้องห้ามตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 และความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ไม่อยู่ในข่ายที่จะใช้วิธีเปรียบเทียบปรับได้ 

ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่มีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครอง ณ จุดตรวจ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับเงินค่าปรับและปล่อยตัวผู้กระทำความผิดในที่เกิดเหตุได้ แต่จะต้องดำเนินการจับกุมอย่างเป็นทางการและนำตัวผู้ถูกจับกุมไปยังสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการสอบสวนที่เป็นทางการ 

ทางเลือกเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการขึ้นศาล คือ การยอมระงับคดีในชั้นศุลกากร ตามที่อธิบายข้างต้น ซึ่งต่างจากการเปรียบเทียบปรับตรงที่ไม่สามารถทำได้ทันทีในที่เกิดเหตุ แต่ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของกรมศุลกากรและต้องไปดำเนินการที่สำนักงานศุลกากร 

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นเรื่องที่สำคัญที่ประชาชนทุกคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต้องตระหนักและเข้าใจว่า การมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองในประเทศไทยนั้นผิดกฎหมายอย่างแน่นอนและมีโทษทางอาญาที่หนักหน่วง 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1411/2564 ยืนยันชัดเจนว่า การอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้หรือข้อแก้ตัวได้ และผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาควรงดนำเข้า งดครอบครอง และงดใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดขณะอยู่ในประเทศไทย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “