ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-10-03

เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่ธรรมดานี่ ผมต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่หลายคนยังสับสนกันอยู่ ว่าแท้จริงแล้วกฎหมายไทยมองสองสิ่งนี้เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร วันนี้ผมจะพาทุกคนไปดูกันแบบละเอียดยิบ ว่าความแตกต่างในสายตากฎหมายเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร

ความแตกต่างระหว่างบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสายตากฎหมาย

ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย (2).png

บุหรี่ธรรมดากับบุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมด้วยกฎหมายคนละชุดกัน โดยบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษหนักกว่าและถูกมองว่าเป็น "สินค้าต้องห้าม" ขณะที่บุหรี่ธรรมดาเป็น "สินค้าควบคุม" ความแตกต่างนี้ทำให้ผลทางกฎหมายต่างกันมาก

บุหรี่ธรรมดาตามกฎหมาย

ถูกนิยามใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ว่าเป็น "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" หมายความว่า "ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากใบยาสูบทั้งหมดหรือบางส่วน ไม่ว่าจะผสมกับสารอื่นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมีไว้สำหรับสูบ เคี้ยว ดูด ดม หรือบริโภคในลักษณะอื่น"

1.บุหรี่ซิกาแรต (Cigarettes)

บุหรี่ซิกาแรตคือบุหรี่มวนปกติที่เห็นกันทั่วไป โดยมีส่วนผสมหลักเป็นใบยาสูบที่ผ่านการหั่นแล้ว นำมาห่อด้วยกระดาษบุหรี่ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีก้นกรองก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทและยี่ห้อของบุหรี่นั้นๆ

2.บุหรี่ซิการ์ (Cigars)

บุหรี่ซิการ์ทำจากใบยาสูบทั้งใบที่ผ่านการหมักแล้ว โดยนำมาห่อด้วยใบยาสูบเช่นกัน ไม่ใช่กระดาษอย่างบุหรี่ซิกาแรต ลักษณะเด่นของซิการ์คือมีขนาดใหญ่กว่าซิกาแรต และใช้เวลาในการสูบที่นานกว่ามาก

3.บุหรี่ก้นกรอง (Filter Cigarettes)

บุหรี่ที่มีก้นกรองคือซิกาแรตที่มีก้นกรองติดมาให้พร้อมใช้งาน โดยก้นกรองอาจทำจากเซลลูโลสหรือวัสดุกรองอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อกรองสารพิษบางส่วนก่อนเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีก้นกรอง บุหรี่ประเภทนี้ยังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ดี

4.บุหรี่ไร้ควัน (Smokeless Tobacco)

ยาสูบเคี้ยว (Chewing Tobacco) เป็นยาสูบที่นำมาเคี้ยวหรือวางไว้ในช่องปาก โดยไม่ต้องจุดไฟเผา ผู้ใช้จะดูดซับสารนิโคตินผ่านเยื่อบุในช่องปาก

ยาสูบสำหรับดูด (Snuff) เป็นยาสูบผงละเอียดที่นำมาดูดเข้าจมูก หรือวางไว้ระหว่างริมฝีปากกับเหงือก เพื่อให้ร่างกายดูดซับสารนิโคตินโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้

ยาสูบชนิดอื่นที่ไม่ต้องจุดไฟ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถรับสารนิโคตินได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาไหม้ เช่น ยาสูบชนิดอมหรือผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ ที่มีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างจากการสูบแบบดั้งเดิม

กฎหมายใช้คำว่า "ทั้งหมดหรือบางส่วน" ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้จะผสมกับสารอื่นๆ เช่น สารให้ความหวาน สารปรุงแต่งรส แต่ถ้ามีใบยาสูบเป็นส่วนประกอบ ก็ยังถือว่าเป็น "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ตามกฎหมาย

บุหรี่ไฟฟ้าตามกฎหมาย

ถูกนิยามใน ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ข้อ 3 วรรคสอง ว่า "บุหรี่ไฟฟ้า" หมายความว่า "อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดละอองไอน้ำในลักษณะคล้ายควันบุหรี่ ไม่ว่าจะกระทำขึ้นด้วยวัตถุใด ซึ่งใช้สำหรับสูบในลักษณะเดียวกันกับการสูบบุหรี่"

ผมจะแยกนิยามนี้เป็นส่วนๆ ให้ดูครับ

"อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า"

อุปกรณ์ที่ต้องมีแบตเตอรี่หรือแหล่งจ่ายไฟในการทำงาน ใช้ความร้อนจากไฟฟ้าในการระเหยของเหลวให้กลายเป็นไอ ซึ่งแยกแยะจากบุหรี่ธรรมดาที่ใช้การเผาไหม้

"ทำให้เกิดละอองไอน้ำในลักษณะคล้ายควันบุหรี่"

สิ่งที่ออกมาจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ควันจากการเผาไหม้แบบบุหรี่ธรรมดา แต่เป็นไอน้ำหรือที่เรียกว่า Vapor ซึ่งดูคล้ายควันเมื่อออกจากปากและจมูกของผู้ใช้ ไอนี้เกิดจากกระบวนการให้ความร้อนกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (E-liquid) ผ่านขดลวดความร้อนภายในเครื่อง เมื่อน้ำยาได้รับความร้อนจะระเหยกลายเป็นไอที่มีลักษณะคล้ายหมอกหรือควันบาง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นอนุภาคของเหลวขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งแตกต่างจากควันบุหรี่ธรรมดาที่เกิดจากการเผาไหม้และมีสารพิษจากการเผาไหม้ปนอยู่ด้วย

"ไม่ว่าจะกระทำขึ้นด้วยวัตถุใด"

น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าหรือ E-liquid ครอบคลุมทุกชนิดไม่ว่าจะมีส่วนผสมอะไร ไม่ว่าจะมีนิโคตินหรือไม่มีนิโคตินผสมอยู่ก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหรือรสชาติใดก็ตาม ทั้งกลิ่นผลไม้ ขนม เครื่องดื่ม ยาสูบ หรือกลิ่นอื่นๆ ล้วนถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกันตามกฎหมาย ไม่มีการแยกแยะหรือยกเว้นตามชนิดของส่วนผสมหรือรสชาติ

"ใช้สำหรับสูบในลักษณะเดียวกันกับการสูบบุหรี่"

การสูบบุหรี่ไฟฟ้าหมายถึงการดูด หายใจเข้า แล้วเป่าไอออกมา โดยมีพฤติกรรมการใช้งานที่คล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ธรรมดา ผู้ใช้จะดูดไอเข้าไปทางปากและจมูก จากนั้นจึงหายใจออกมา

นิยามของการสูบบุหรี่ไฟฟ้านี้กว้างมากและครอบคลุมอุปกรณ์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable) ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง บุหรี่ไฟฟ้าแบบเติมน้ำยาได้ (Refillable) ที่สามารถเติมน้ำยาใหม่ได้เรื่อยๆ ระบบพอด (Pod System) ที่เปลี่ยนหัวพอดได้ เครื่อง Vape Mod ขนาดใหญ่ที่มีกำลังไฟสูงและปรับแต่งได้ รวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้าแบบเครื่องร้อน (Heat-not-burn) เช่น IQOS ที่ใช้การให้ความร้อนกับยาสูบจริงแทนการเผาไหม้ ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายใต้นิยามเดียวกันตามกฎหมาย

กฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะที่มีนิโคติน แม้แต่บุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคติน (0mg) ก็ยังถือว่าผิดกฎหมายเหมือนกัน เพราะการนิยามเน้นไปที่ "อุปกรณ์" และ "ลักษณะการใช้" ไม่ใช่เนื้อหาของน้ำยา

บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไหม?

ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย (3).png

บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไทยจริง ทั้งการนำเข้า ขาย และแม้แต่การครอบครอง โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว แต่หลายคนยังไม่รู้หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องใหม่ ความจริงคือกฎหมายชัดเจนมาตลอด เพียงแต่การบังคับใช้ไม่เข้มงวดในช่วงแรก

สถานะความผิดกฎหมายของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน

ผมต้องบอกตรงๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ หรือรู้แต่เลือกที่จะมองข้าม บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในไทยมาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2557 เมื่อประกาศกระทรวงพาณิชย์มีผลบังคับใช้ ลองมาดูรายละเอียดแต่ละกฎหมายกันครับ

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557

ข้อ 1 ระบุไว้ว่า "ให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งน้ำยาและสารหรือสารสกัดที่ใช้เพื่อเป็นแหล่งกำเนิดควันหรือไอประกอบการสูบ เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร"

สิ่งที่สำคัญมากคือคำว่า "รวมทั้งน้ำยาและสารหรือสารสกัด" ซึ่งหมายความว่า

ไม่ใช่แค่ตัวเครื่องเท่านั้น แต่รวมถึงน้ำยา (E-liquid) ทุกชนิด ครอบคลุมสารหรือสารสกัดใดๆ ที่ใช้สำหรับสร้างควันหรือไอ ไม่ว่าจะมีนิโคตินหรือไม่ก็ตาม

ข้อ 3 วรรคแรก กำหนดความหมายของ "บารากู่" ว่า "อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสูบโดยมีขั้นตอนการทำงานคือการใช้ถ่านหรือแหล่งความร้อนอื่นทำให้ยาเส้นหรือสารอื่นใดให้ความร้อนจนเกิดควัน แล้วสูดควันผ่านน้ำเข้าสู่ปอด"

ข้อ 3 วรรคที่สอง กำหนดความหมายของ "บุหรี่ไฟฟ้า" ว่า "อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดละอองไอน้ำในลักษณะคล้ายควันบุหรี่ ไม่ว่าจะกระทำขึ้นด้วยวัตถุใด ซึ่งใช้สำหรับสูบในลักษณะเดียวกันกับการสูบบุหรี่"

การแยกแยะนิยามนี้สำคัญมาก เพราะว่า

  • "ไม่ว่าจะกระทำขึ้นด้วยวัตถุใด" = ครอบคลุมน้ำยาทุกชนิด ทุกรสชาติ ทุกระดับนิโคติน
  • "ลักษณะคล้ายควันบุหรี่" = ไม่จำเป็นต้องเป็นควันจริง แค่ละอองไอน้ำที่ดูคล้ายก็พอ
  • "ใช้สำหรับสูบในลักษณะเดียวกัน" = พฤติกรรมการใช้เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่เนื้อหาของน้ำยา

คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ลงวันที่ 28 มกราคม 2558

คำสั่งนี้ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 29/9 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการในการสั่งห้ามขายสินค้าที่อาจเป็นอันตราย

ห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้า บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า"

เพราะว่าจากการทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายชนิด

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560

มาตรา 244 ระบุว่า "ผู้ใดนำเข้าของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการทางศุลกากรเข้าในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดน หรือการถ่ายลำเลียงโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

คำนิยามตามกฎหมายที่ต้องเข้าใจ

  • "ช่วยซ่อนเร้น" = แอบซ่อน เก็บให้ ปกปิด
  • "ช่วยจำหน่าย" = ช่วยขาย โอน กระจาย
  • "ช่วยพาเอาไปเสีย" = ช่วยขนส่ง เคลื่อนย้าย
  • "ซื้อ" = การซื้อจากผู้ที่นำเข้าผิดกฎหมาย
  • "รับจำนำ" = รับเป็นหลักประกัน
  • "รับไว้โดยประการใด" = รับฝาก รับเก็บ ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม

สิ่งที่สำคัญมากคือคำว่า "อันตนรู้ว่า" ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการรู้เท่าทันว่าของนี้เข้ามาผิดกฎหมาย

การอ้างว่า "ไม่รู้" อาจใช้ได้ แต่ยากในทางปฏิบัติ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นข่าวอย่างกว้างขวางแล้ว

 

 

การที่ "แค่มีไว้ในครอบครอง" ก็ผิดกฎหมายแล้ว

นี่คือจุดที่แตกต่างจากบุหรี่ธรรมดามากครับ บุหรี่ธรรรมดาครอบครองได้ แต่บุหรี่ไฟฟ้าครอบครองก็ผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องขาย ไม่จำเป็นต้องสูบ แค่มีติดตัวก็ผิดกฎหมายได้

ทำไมการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าถึงผิดกฎหมาย?

เหตุผลหลักมาจากลักษณะของ พ.ร.บ.ศุลกากร ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็น "สินค้าต้องห้าม" ที่เข้ามาในประเทศโดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในมือใครก็ตาม ก็ถือว่าเป็น "ของผิดกฎหมาย" ตั้งแต่แรกแล้ว

จริงๆ แล้วแนวคิดนี้ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ลองนึกภาพว่าถ้ามีคนครอบครองยาเสพติด แม้จะไม่ได้ขาย ไม่ได้ใช้ แค่เก็บไว้ก็ผิดกฎหมายแล้ว หลักการเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับบุหรี่ไฟฟ้า เพราะรัฐมองว่าเป็น "สินค้าที่ไม่ควรมีอยู่ในประเทศ" เลยทีเดียว

การตีความ "ครอบครอง" ตามกฎหมาย

เมื่อกฎหมายใช้คำว่า "ครอบครอง" นั้น หมายถึงการที่บุคคลมีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งของ ไม่ว่าจะอยู่ในมือ ในกระเป๋า ในบ้าน หรือในที่ใดก็ตาม ที่สำคัญคือต้องมี "อำนาจในการควบคุม" ซึ่งหมายความว่า สามารถนำมาใช้ ทิ้ง หรือจัดการได้ตามใจต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น

การเก็บบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในกระเป๋าแม้จะไม่ได้ใช้ก็ตาม

นี่คือสถานการณ์ที่เจอได้บ่อยที่สุด หลายคนเก็บบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในกระเป๋า แล้วลืมเอาออก หรือเลิกใช้แล้วแต่ยังไม่ได้ทิ้ง เวลาเจ้าหน้าที่ตรวจค้น แม้จะอธิบายว่า "ไม่ได้ใช้แล้ว" หรือ "ลืมเอาออก" ก็ยังถือว่าครอบครองอยู่ เพราะสิ่งของอยู่ในอำนาจควบคุมของเรา

ตั้งบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในบ้าน

การวางไว้ในบ้าน แม้เป็นของเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เป็นอีกสถานการณ์ที่หลายคนคิดว่าไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะตราบใดที่ยังอยู่ในบ้านเรา เราก็ยังมีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งของนั้น ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็ตาม มีบางคนที่เลิกสูบแล้ว แต่เก็บเครื่องไว้เป็นที่ระลึก หรือเผื่อจะขายต่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนยังถือว่าเป็นการครอบครองที่ผิดกฎหมาย

เพื่อนฝากไว้

บางครั้งเพื่อนฝากบุหรี่ไฟฟ้าไว้ชั่วคราว หรือฝากเก็บไว้ก่อน แม้จะไม่ใช่ของเรา แต่เมื่ออยู่ในความครอบครองแล้ว เราก็กลายเป็นผู้ที่ผิดกฎหมายไปด้วย นี่คือสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาก เพราะเราอาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังทำผิดกฎหมาย

อ่านคำปรึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มเติม

Q: ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าผิดไหมคับ

Q: รบกวนหน่อยค่ะ สูบบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายอย่างไหมคะ

 

เปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติที่ใช้บังคับ

ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย (4).png

บุหรี่ธรรมดากับบุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมด้วยกฎหมายคนละชุด บุหรี่ธรรมดาใช้กฎหมายสาธารณสุข 1 ฉบับหลัก แต่บุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมด้วยกฎหมาย 4-5 ฉบับพร้อมกัน ทำให้โทษหนักกว่าและซับซ้อนกว่ามาก

ทำไมบุหรี่ธรรมดา "ควบคุมได้" แต่บุหรี่ไฟฟ้า "ห้ามเด็ดขาด"

ผมจะอธิบายให้ฟังว่า ทำไมสิ่งที่ดูคล้ายๆ กันถึงได้รับการปฏิบัติต่างกันขนาดนี้ และมันสะท้อนแนวคิดของรัฐไทยอย่างไร

บุหรี่ธรรมดา: "มีอยู่แล้ว ต้องจัดการ"

เมื่อรัฐไทยตราพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 บุหรี่ธรรมดามีในสังคมไทยมานานกว่า 100 ปีแล้ว สิ่งที่รัฐเจอคือ ปัญหาที่มีรากลึกและแก้ไขยาก มีคนสูบอยู่หลายล้านคน มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ้างงานเป็นแสนคน และที่สำคัญคือรัฐได้รายได้จากภาษีบุหรี่เป็นหมื่นล้านบาทต่อปี

ในสถานการณ์แบบนี้ การห้ามเด็ดขาดจะเหมือนกับการพยายามเขื่อนน้ำแล้งด้วยมือเปล่า ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผล แต่ยังจะสร้างปัญหาใหม่ตามมาอีกมากมาย คนที่สูบอยู่แล้วจะหาซื้อในตลาดมืด รัฐจะเสียรายได้จากภาษี เกิดอาชญากรรมจากการค้าผิดกฎหมาย และคนงานหลายแสนคนจะตกงาน

รัฐเลยเลือกใช้แนวทางที่เรียกว่า "Harm Reduction" หรือ "ลดอันตราย" โดยยอมให้มี แต่ควบคุมอย่างเข้มงวด ผ่านการเก็บภาษีสูงมาก ถึง 87% ของราคาขาย ทำให้ราคาแพงและคนสูบลดลง แต่รัฐยังได้รายได้จากภาษี ขณะเดียวกันก็กำหนดข้อจำกัดการขายหลายอย่าง เช่น ห้ามขายใกล้โรงเรียน ห้ามขายให้เด็ก ต้องมีใบอนุญาต ทำให้เข้าถึงยากขึ้น แต่ยังขายได้ในกรอบที่กำหนด

นอกจากนี้รัฐยังควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวด โดยห้ามโฆษณาในสื่อหลัก ห้ามสปอนเซอร์งานเด็ก เพื่อไม่ให้คนใหม่เริ่มสูบ และบังคับให้ใส่คำเตือนและภาพสยองขวัญบนซองบุหรี่ ทำให้คนรู้ถึงอันตรายอย่างชัดเจน แนวคิดทั้งหมดนี้คือ "ไม่สามารถกำจัดได้ 100% แต่ควบคุมให้เป็นอันตรายน้อยที่สุด"

บุหรี่ไฟฟ้า: "ยังไม่มี ป้องกันไม่ให้เข้ามา"

ตรงข้ามกับบุหรี่ธรรมดาเลย เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในไทยช่วง 2013-2014 รัฐเจอกับสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ยังไม่มีคนใช้เยอะ ยังไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ ยังไม่มีการจ้างงานมากมาย และรัฐยังไม่พึ่งพารายได้จากภาษี

เหตุผลหลักที่ทำให้รัฐตัดสินใจแบบนี้มาจากหลายปัจจัย อันดับแรกคือการป้องกันเด็กและเยาวชน รัฐเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีดีไซน์และการตลาดที่เจาะจงเด็กอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรสผลไม้ รสขนม ดีไซน์สีสวย หรือรูปลักษณ์คล้ายของเล่น ต่างจากบุหรี่ธรรมดาที่ดูเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่แรก

อีกเหตุผลสำคัญคือ รัฐมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีประโยชน์ชัดเจนต่อสังคม ไม่เหมือนยา หรือเครื่องมือแพทย์ที่มีประโยชน์ชัดเจน บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเพียงสินค้าบริโภคที่ไม่ได้ช่วยอะไรสังคม แถมยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ

รัฐยังได้เรียนรู้จากบทเรียนของต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่เด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าเป็นล้านคน จนต้องประกาศเป็น "โรคระบาด" และความไม่แน่นอนด้านสุขภาพก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีใหม่ ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวว่าอันตรายแค่ไหน รัฐเลยเลือก "ระวังไว้ก่อน" แนวคิดทั้งหมดคือ "ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขภายหลัง"

ผลที่ตามมาจากการเลือกแนวทางต่างกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลือกแนวทางต่างกันนี้ ทำให้กฎหมายและการบังคับใช้เปลี่ยนไปอย่างมาก บุหรี่ธรรมดาใช้กฎหมาย 1 ฉบับ ครอบคลุมทุกเรื่อง มีระบบใบอนุญาต มีการเก็บภาษี มีการกำกับดูแล เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็น "ผู้กำกับดูแล" มากกว่า "ผู้จับกุม" ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าใช้หลายกฎหมายซ้อนกัน ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีการเก็บภาษี เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่เป็น "ผู้จับกุม" มากกว่า "ผู้กำกับดูแล"

การเปรียบเทียบนี้แสดงให้เห็นว่า "เวลา" มีความสำคัญมากในการกำหนดนโยบาย หากบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาก่อนที่จะมีความรู้เรื่องอันตรายของบุหรี่ธรรมดา อาจจะถูกควบคุมแบบเดียวกัน แต่เพราะเข้ามาหลัง รัฐจึงมีโอกาสเรียนรู้และเลือกแนวทางที่เข้มงวดกว่า

การที่รัฐไทยเลือกใช้แนวทางต่างกัน ไม่ได้เกิดจากความลำเอียง หรือการไม่เท่าเทียมกัน แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง

ช่วงเวลาที่เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญ บุหรี่ธรรมดามีก่อนที่จะมีความรู้เรื่องอันตราย บุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาหลังจากที่รู้แล้วว่าบุหรี่เป็นปัญหา ขนาดของปัญหาก็ต่างกัน บุหรี่ธรรมดามีผู้ใช้หลายล้านคน บุหรี่ไฟฟ้ายังมีผู้ใช้น้อย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัจจัย การห้ามบุหรี่ธรรมดาจะกระทบคนงานหลายแสนคน การห้ามบุหรี่ไฟฟ้ากระทบน้อย ประสบการณ์ของรัฐก็มีส่วน รัฐมีประสบการณ์จัดการกับบุหรี่ธรรมดามา 20 ปี รู้ว่าวิธีไหนได้ผล วิธีไหนไม่ได้ผล และความคาดหวังของสังคม สังคมไทยยอมรับบุหรี่ธรรมดาแล้ว แต่ยังไม่ยอมรับบุหรี่ไฟฟ้า

เปรียบเทียบโทษการขาย-จำหน่าย

ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย (5).png

โทษการขายบุหรี่ธรรมดาโดยไม่มีใบอนุญาต

การขายบุหรี่ธรรรมดาไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องมีใบอนุญาต หากขายโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560:

การขายโดยไม่มีใบอนุญาต: ปรับไม่เกิน 50,000 บาท (ไม่มีโทษจำคุก)

การขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี: ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

การขายในสถานที่ห้าม: ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

แนวคิดเบื้องหลังคือ รัฐยอมรับว่าเป็น "ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย" แต่ต้องควบคุม โทษจึงเป็นการ "ปรับปรุงพฤติกรรม" มากกว่าลงโทษรุนแรง

โทษการขายบุหรี่ไฟฟ้า

การขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง ไม่มีใบอนุญาตใดๆ ให้ออก ตาม คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558:

ผู้ขายทั่วไป: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า: จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เปรียบเทียบโทษการนำเข้า-ส่งออก

บุหรี่ธรรมดา: สามารถนำเข้าได้ด้วยใบอนุญาต หากนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษตามกฎหมายศุลกากรและสรรพสามิต ส่วนใหญ่เป็นโทษปรับและริบของ

บุหรี่ไฟฟ้า: ห้ามนำเข้าเด็ดขาด ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 มีโทษ:

จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

ริบสินค้า รวมทั้งบรรจุภัณฑ์และพาหนะ

ตารางสรุปเปรียบเทียบโทษ

ประเภทความผิดบุหรี่ธรรมดาบุหรี่ไฟฟ้า
การครอบครองไม่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่า
การขาย (ทั่วไป)ปรับไม่เกิน 50,000 บาทจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท
การขาย (ผู้ประกอบการใหญ่)ปรับตามขนาดธุรกิจจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท
การนำเข้าได้ (มีใบอนุญาต)จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 5 เท่า + ริบของ
การสูบในที่สาธารณะปรับไม่เกิน 5,000 บาทปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ถ้ามีนิโคติน)
ช่องทางแก้ไขจ่ายปรับยุติได้ระงับคดีในชั้นศุลกากร (เฉพาะการครอบครอง)
ประเภทโทษปกครอง/ปรับอาญา/จำคุก
ความรุนแรงเบาหนักมาก

บุหรี่ไฟฟ้ามีโทษหนักกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐใช้นโยบาย "ห้ามเด็ดขาด" กับบุหรี่ไฟฟ้า แต่ใช้นโยบาย "ควบคุมเพื่อลด" กับบุหรี่ธรรมดา ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการป้องกันการแพร่เข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่ยอมรับการมีอยู่ของบุหรี่ธรรมดาแต่ควบคุมอย่างเข้มงวด

FAQ และคำถามที่พบบ่อย

ความแตกต่าง “บุหรี่ธรรมดา” กับ “บุหรี่ไฟฟ้า” ในเชิงของกฎหมาย (6).png

บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายในไทยจริงหรือไม่?

ใช่ ผิดกฎหมายอย่างสมบูรณ์ บุหรี่ไฟฟ้าถูกห้ามในไทยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2557 ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า การขาย หรือแม้แต่การครอบครอง

โทษการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าหนักแค่ไหน? ปรับเท่าไหร่?

จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 246 ตัวอย่าง: ถ้าซื้อมา 1,000 บาท อาจโดนปรับ 4,000 บาท แต่ยังมีโอกาสระงับคดีในชั้นศุลกากรได้

บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ใช้ได้ไหม?

ไม่ได้ แม้จะมีเหตุผลเพื่อสุขภาพก็ตาม กฎหมายไทยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการใช้เพื่อเลิกบุหรี่ หากต้องการเลิกบุหรี่ แนะนำให้ใช้วิธีการที่ถูกกฎหมาย เช่น นิโคตินแผ่นแปะ นิโคตินเคี้ยว หรือยาเลิกบุหรี่ที่แพทย์สั่ง

โทษการขายบุหรี่ไฟฟ้าเท่าไหร่? หนักกว่าบุหรี่ธรรมดาไหม?

หนักกว่ามาก

บุหรี่ไฟฟ้า: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท

บุหรี่ธรรมดา: (ไม่มีใบอนุญาต) ปรับไม่เกิน 50,000 บาท เท่านั้น

สั่งซื้อบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์จากต่างประเทศได้ไหม?

ไม่ได้ การสั่งซื้อออนไลน์ถือเป็นการ "นำเข้า" ผิดกฎหมาย ของจะถูกยึดที่ศุลกากร และผู้สั่งซื้ออาจโดนดำเนินคดี หลายคนที่สั่งซื้อออนไลน์ได้รับแจ้งจากศุลกากรให้ไปรับของที่ถูกยึด

ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแค่ในบ้านได้ไหม?

ไม่ได้ การครอบครองผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะใช้ที่ไหน แม้แต่ในบ้านของตัวเองก็ตาม กฎหมายไม่ได้แยกแยะว่าใช้ที่ไหน แค่มีไว้ในครอบครองก็ผิดแล้ว

สูบบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะโทษเท่าไหร่?

2 ข้อหาซ้อนกัน

การครอบครอง: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 4 เท่าของราคา

การสูบในที่สาธารณะ (ถ้ามีนิโคติน): ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ถ้าโดนจับเพราะบุหรี่ไฟฟ้า ระงับคดีได้ไหม?

ได้ สำหรับการครอบครอง สามารถระงับคดีในชั้นศุลกากรได้ โดยจ่ายค่าปรับไม่เกิน 4 เท่าของราคาสินค้า แต่สำหรับการขายจะยากกว่า เพราะต้องผ่านศาล

บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีนิโคติน (0mg) ผิดกฎหมายไหม?

ใช่ ยังผิดอยู่ กฎหมายมองที่ "อุปกรณ์" ไม่ใช่เนื้อหาของน้ำยา แม้จะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าไร้นิโคตินก็ยังถือเป็นสินค้าต้องห้าม

ความแตกต่างโทษบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่ธรรมดาคืออะไร?

การกระทำบุหรี่ธรรมดาบุหรี่ไฟฟ้า
ครอบครองไม่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
ขายไม่มีใบอนุญาตปรับไม่เกิน 50,000 บาทจำคุกไม่เกิน 3 ปี
นำเข้าได้ (มีใบอนุญาต)จำคุกไม่เกิน 10 ปี

บุหรี่ไฟฟ้าจะถูกกฎหมายในไทยเมื่อไหร่?

ไม่มีแผนชัดเจน การเปลี่ยนแปลงต้องแก้ไขหลายกฎหมายพร้อมกัน และประสานงานระหว่างหลายกระทรวง ซึ่งใช้เวลานานมาก ปัจจุบันรัฐยังคงยืนยันนโยบาย "ห้ามเด็ดขาด"

ถ้าโดนจับเพราะมีบุหรี่ไฟฟ้าต้องทำยังไง?

ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

ไม่ปฏิเสธหรือโต้แย้ง เพราะการครอบครองเป็นความจริง

ติดต่อทนายความ หากเป็นไปได้

ทำไมประเทศอื่นขายได้แต่ไทยไม่ได้?

แต่ละประเทศมีนโยบายต่างกัน ไทยเลือกใช้นโยบาย "ป้องกันตั้งแต่แรก" ขณะที่บางประเทศเลือก "ควบคุมให้ใช้ได้" ปัจจุบันมี 40+ ประเทศที่ห้ามบุหรี่ไฟฟ้า และ 70+ ประเทศที่อนุญาตแบบมีเงื่อนไข

แจ้งเบาะแสร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายที่ไหน?

ช่องทางแจ้ง:

สายด่วน สคบ. 1166 (วันและเวลาราชการ)

แอป OCPB Connect (24 ชั่วโมง)

เว็บไซต์ "ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค"

สถานีตำรวจในท้องที่

บุหรี่ไฟฟ้าที่ซื้อมาก่อนปี 2557 ผิดกฎหมายไหม?

ใช่ ยังผิดอยู่ กฎหมายไม่ยอนหลัง แต่การครอบครองในปัจจุบันยังคงผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะได้มาเมื่อไหร่ก็ตาม หากมีอยู่ควรทิ้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “