เผยแพร่เมื่อ: 2025-11-04

เกณฑ์การยื่นและคำนวณ ภาษีมรดก กับ ภาษีการให้ 

การส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นถูกกำกับดูแลด้วยกลไกทางภาษี ได้แก่ ภาษีการรับมรดก และ ภาษีการรับให้

ภาษีทั้งสองประเภทนี้มีเจตนารมณ์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ด้วยการจัดเก็บรายได้จากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินมูลค่าสูง แล้วนำกลับมาพัฒนาประเทศในภาพรวม 

ภาษีมรดก

ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลผู้ได้รับทรัพย์สิน ภายหลังจากที่เจ้าของทรัพย์สินได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยภาระภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมูลค่าของมรดกสุทธิที่ได้รับนั้นเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 

ในขณะที่ภาษีการให้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะถูกจัดเก็บจากการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่นโดยเสน่หาในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ 

ภาษีการให้ทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีมรดก (Legislative Backstop) 

หากไม่มีภาษีการให้ เจ้าของทรัพย์สินอาจเลือกที่จะโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ทายาทก่อนตนเองจะเสียชีวิต เพื่อให้กองมรดกสุดท้ายมีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมรดก 

ดังนั้น การทำความเข้าใจในหลักการ ความเชื่อมโยงและขอบเขตของผู้มีหน้าที่เสียภาษีของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนจัดการและส่งต่อทรัพย์สินให้แก่คนที่คุณรักได้อย่างถูกต้อง ราบรื่น และเกิดประโยชน์สูงสุด หัวใจหลักของภาษีมรดกอยู่ที่เกณฑ์การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน 

โดยผู้รับมรดกจะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีก็ต่อเมื่อได้รับมรดกสุทธิ (ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดหักลบด้วยหนี้สินของกองมรดก) จากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันแล้วมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท สิ่งสำคัญคือ ภาษีจะถูกคำนวณจากเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น 

ส่วนที่ไม่เกิน 100 ล้านบาทแรกจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด ทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดให้นำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมรดกนั้นมีอยู่ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ 

  • อสังหาริมทรัพย์ (บ้าน, ที่ดิน)
  • หลักทรัพย์ตามกฎหมาย (เช่น หุ้น, หุ้นกู้, หน่วยลงทุนในกองทุนรวม)
  • เงินฝากในสถาบันการเงิน
  • ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน (รถยนต์, เรือ) 
  • ทรัพย์สินทางการเงินอื่น ๆ ที่อาจมีประกาศเพิ่มเติม 

การที่กฎหมายระบุประเภททรัพย์สินไว้อย่างเจาะจงนี้ ทำให้เกิดช่องว่างสำหรับทรัพย์สินมูลค่าสูงบางประเภทที่ไม่มีการจดทะเบียน เช่น ทองคำแท่ง, เครื่องประดับอัญมณี , งานศิลปะ หรือ พระเครื่อง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่อยู่ในข่ายที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมรดก 

อัตราภาษีนั้น กฎหมายได้แบ่งไว้ 2 ระดับ

  1. ความสัมพันธ์ทางสายเลือด คือ อัตราร้อยละ 5 สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นบุพการี (เช่น พ่อแม่, ปู่ย่าตายาย) หรือ ผู้สืบสันดาน (เช่น ลูก, หลาน) 
  2. อัตราร้อยละ 10 สำหรับผู้รับมรดกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก จะได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ไม่ว่ามูลค่ามรดกที่ได้รับจะสูงเพียงใดก็ตาม 

ซึ่งข้อยกเว้นนี้ถือเป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษี เพราะเป็นการเลื่อนภาระภาษีออกไปสู่รุ่นถัดไป เปิดโอกาสให้คู่สมรสที่รอดชีวิตสามารถวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่บุตรหลานในลำดับต่อไปได้


ภาษีการให้ 

ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมการโอนทรัพย์สินมูลค่าสูงในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ จะถูกพิจารณาเป็นรายปีภาษีและมีเกณฑ์การยกเว้นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามความสัมพันธ์ของผู้ให้และผู้รับ 

เกณฑ์ยกเว้นสองระดับ

1. เกณฑ์ 20 ล้านบาท 

สำหรับการรับให้จากบุพการี (พ่อแม่, ปู่ย่าตายาย), ผู้สืบสันดาน (ลูก, หลาน), หรือคู่สมรส ซึ่งจะเสียภาษีเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีภาษี 

2. เกณฑ์ 10 ล้านบาท 

สำหรับการรับให้จากบุคคลอื่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มข้างต้น (เช่น พี่น้อง, เพื่อน, หรือบุคคลภายนอก) ซึ่งจะเสียภาษีเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีภาษี 

อัตราภาษี

ถูกกำหนดไว้เป็นอัตราคงที่ที่ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินจากเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้น โดยผู้รับทรัพย์สิน (ที่เป็นสังหาริมทรัพย์) มีทางเลือกในการชำระภาษี 2 ทาง 

1. เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกินเกณฑ์ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ๆ (Final Tax)

2. นำเงินได้ส่วนที่เกินเกณฑ์ไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ ของตน เพื่อเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า (0-35%) 

ในการยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 เป็นทางเลือกที่ได้เปรียบกว่า โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำสูง

กฎหมายยังยกเว้นการให้บางลักษณะที่ไม่ต้องเสียภาษี 

  • เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา
  • การให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี
  • เงินได้ที่ผู้ให้แสดงเจตนาให้ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการสาธารณประโยชน์ 

การยื่นแบบและชำระภาษีสำหรับภาษีมรดกและภาษีการให้มีความแตกต่างกัน 

ซึ่งผู้เสียภาษีจำเป็นต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติตามให้ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ

สำหรับภาษีมรดก ผู้รับมรดกมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยแบบ ภ.ม.60 พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกและหนี้สินทั้งหมด โดยต้องยื่นและชำระภาษีภายในกำหนดเวลา 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกซึ่งเป็นเหตุให้มีมูลค่ารวมเกิน 100 ล้านบาท 

การยื่นแบบจะต้องทำ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดแห่งหนึ่ง และในปัจจุบันยังไม่มีระบบสำหรับการยื่นภาษีมรดกผ่านช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ

ภาษีการให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับจะต้องนำรายได้ส่วนที่เกินเกณฑ์ยกเว้นไปรวมยื่นใน แบบ ภ.ง.ด.90 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ซึ่งจะต้องยื่นตามกำหนดเวลาปกติของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดจากปีภาษีที่ได้รับทรัพย์สิน และสามารถยื่นผ่านระบบ E-Filing ของกรมสรรพากรได้ตามปกติ

ความเข้าใจผิดบ่อยที่สุดระหว่าง "ค่าธรรมเนียมการโอน" กับ การยื่น "ภาษีมรดก/การให้"

 "ค่าธรรมเนียมการโอน" ที่ชำระ ณ กรมที่ดิน กับ "ภาษีมรดก/การให้" ที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ซึ่งเป็นภาระคนละส่วนและต้องชำระให้แก่หน่วยงานที่แตกต่างกัน การชำระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ สำนักงานที่ดิน ซึ่งมีอัตราค่อนข้างต่ำ ไม่ได้หมายความว่าภาระภาษีมรดกหรือภาษีการให้ต่อกรมสรรพากรได้สิ้นสุดลง 

หากมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้รับเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับยังคงมีหน้าที่แยกต่างหากในการยื่นแบบและชำระภาษีต่อกรมสรรพากรให้ถูกต้องครบถ้วน

การวางแผนภาษีมรดก/การให้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลดภาระภาษี แต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่าการส่งต่อความมั่งคั่งจะเป็นไปอย่างราบรื่นและตรงตามเจตนารมณ์ของเจ้าของทรัพย์สิน 

การทยอยโอนทรัพย์สิน (Strategic Gifting) 

โดยการใช้ประโยชน์จากเกณฑ์ยกเว้นภาษีการให้ 10 ล้านบาท และ 20 ล้านบาทต่อปีภาษี เพื่อทยอยโอนทรัพย์สินในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะช่วยลดขนาดของกองมรดกในอนาคตไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยที่สุด 

การเปลี่ยนประเภททรัพย์สิน (Asset Conversion) 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเงินสินไหมมรณกรรมที่บริษัทประกันจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์นั้น ไม่ถือเป็นทรัพย์มรดก และไม่อยู่ในรายการทรัพย์สิน 5 ประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก การทำประกันชีวิตโดยมีทายาทเป็นผู้รับประโยชน์จึงเป็นวิธีการส่งต่อเงินทุนก้อนใหญ่โดยปลอดภาระภาษีมรดก 

การใช้สิทธิยกเว้นของคู่สมรส 

สามารถวางแผนให้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ตกทอดแก่คู่สมรสที่รอดชีวิตเป็นลำดับแรกเพื่อเลื่อนภาระภาษีออกไป จากนั้นคู่สมรสที่รอดชีวิตจึงค่อยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ เช่น การทยอยให้รายปี เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ทายาทรุ่นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพทางภาษีสูงสุด 

ในท้ายนี้

การจัดทำพินัยกรรมจะช่วยระบุเจตนาการแบ่งทรัพย์สิน เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนภาษี โดยสามารถจัดสรรสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนหนึ่งไว้ให้ทายาทสำหรับใช้ในการชำระภาษีโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทายาทต้องขายทรัพย์มรดกในราคาที่ไม่เหมาะสมเพื่อนำเงินมาชำระภาษี

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />