
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Work From Home
หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไป หลายองค์กรในประเทศไทยได้ปรับระบบการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ “Work From Home” (WFH) หรือ การทำงานจากที่บ้าน
นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งเสริมให้พนักงานสามารถบริหารเวลาและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนวิถีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ในมุมของกฎหมายแรงงาน “Work From Home” ไม่ใช่แค่แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลอีกต่อไป เพราะปัจจุบันได้ถูกบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566
โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา 23/1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับ “การทำงานทางไกล” อย่างเป็นทางการ
Work From Home กับมาตรา 23/1

มาตรา 23/1 เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของนายจ้าง และเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของลูกจ้าง หรือในกรณีมีความจำเป็น นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงให้ลูกจ้างนำงานในทางการที่จ้าง หรือที่ตกลงไว้กับนายจ้างซึ่งมีลักษณะหรือสภาพของงานที่ลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานนอกสถานประกอบกิจการหรือนอกสำนักงานของนายจ้างได้โดยสะดวก ให้ลูกจ้างนำงานดังกล่าวไปทำที่บ้านหรือที่พักอาศัยของลูกจ้าง หรือตกลงให้ลูกจ้างทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใดๆ ได้
วรรค 2 การตกลงตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจัดทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
โดยอาจตกลงให้มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ช่วงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการตกลง
(2) วัน เวลาทำงานปกติ เวลาพัก และการทำงานล่วงเวลา
(3) หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด รวมทั้งการลาประเภทต่างๆ
(4) ขอบเขตหน้าที่การทำงานของลูกจ้างและการควบคุมหรือกำกับการทำงานของนายจ้าง
(5) ภาระหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์การทำงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จำเป็นอันเนื่องจากการทำงาน
วรรค 3 เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน หรือสิ้นสุดการทำงานตามที่นายจ้างมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าในทางใดๆ กับนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้าก่อน
วรรค 4 ลูกจ้างซึ่งทำงานที่บ้าน หรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใดๆ มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง
กล่าวคือ การทำงานแบบ Work From Home ยังถือเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานปกติ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ทำงานไปอยู่ที่บ้าน หรือสถานที่อื่นนอกสำนักงาน โดยยังคงสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงานเช่นเดิม
5 เงื่อนไขสำคัญของ Work From Home ตามกฎหมาย

เพื่อให้การทำงานจากที่บ้านถูกต้องตามกฎหมายและลดข้อพิพาทในอนาคต "ข้อตกลงการทำงานทางไกล" ควรระบุเงื่อนไขที่ชัดเจนอย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้
1. ระยะเวลาในการทำงานทางไกล
- เช่น ทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 3 วัน หรือเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. เวลาทำงานและเวลาพักผ่อน
- ระบุเวลาเริ่ม–เลิกงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิในการพักผ่อนของลูกจ้างและเพื่อให้นายจ้างสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ลักษณะงานและขอบเขตหน้าที่
- กำหนดให้ชัดเจนว่างานใดที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบ แม้จะทำจากที่บ้านก็ตาม
4. วิธีการติดต่อและรายงานผลการทำงาน
- เช่น ใช้อีเมล แอปพลิเคชัน หรือระบบออนไลน์ในการส่งงาน และต้องรายงานผลตามเวลาที่กำหนด
5. การดูแลอุปกรณ์และความปลอดภัยของข้อมูล
- หากนายจ้างจัดสรรอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ ควรกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน การเก็บรักษา และการคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้าง รวมถึงมาตรการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลหรือความลับทางธุรกิจ
เหตุผลที่กฎหมายต้องรองรับ Work From Home
ก่อนหน้าที่จะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ นายจ้างบางรายอาจจัดให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ แต่สถานะทางกฎหมายไม่ชัดเจน เช่น ไม่แน่ใจว่าการทำงานนอกสำนักงานถือว่าอยู่ในเวลาทำงานหรือไม่ หรือหากลูกจ้างได้รับบาดเจ็บระหว่างทำงานที่บ้านจะถือเป็น “อุบัติเหตุจากการทำงาน” หรือไม่
กฎหมายฉบับใหม่จึงถูกออกแบบมาเพื่อ เติมช่องว่างดังกล่าว โดยกำหนดให้มี “ข้อตกลงการทำงานทางไกล” ที่ระบุรายละเอียดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน ลดปัญหาความคลุมเครือ และสร้างความมั่นคงทางกฎหมายให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ถูกเลิกจ้างก่อนเริ่มงานเอาผิดยังไง ฟังจากทนาย !
สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้
ข้อตกลง Work From Home ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่?

เป็นไปตามข้อกฎหมาย มาตรา 23/1 วรรคสอง ที่กำหนดให้ นายจ้างจัดทำข้อตกลง WFH เป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันและมีหลักฐานชัดเจน หากเกิดข้อพิพาทในอนาคต และควรระบุเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. ระยะเวลาในการทำงาน Work From Home
เช่น กำหนดให้ทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 3 วัน หรือเฉพาะช่วงเวลาฉุกเฉินเท่านั้น
2. กำหนดเวลาทำงาน–เลิกงาน และการทำงานล่วงเวลา
เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในการพักผ่อนของลูกจ้าง และเพื่อให้นายจ้างสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ลักษณะงานและหน้าที่ความรับผิดชอบ
กำหนดขอบเขตของตำแหน่งงานที่ยังต้องปฏิบัติให้ชัดเจน แม้ทำงานจากบ้าน
4. การสื่อสารและรายงานผลการทำงาน
เช่น กำหนดให้ใช้ช่องทางอีเมล แอปพลิเคชัน หรือระบบออนไลน์ใดในการส่งงาน
5. การดูแลรักษาอุปกรณ์และความปลอดภัยของข้อมูล
หากนายจ้างจัดสรรอุปกรณ์ให้ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ ควรกำหนดวิธีการใช้ การเก็บรักษา และการคืนเมื่อสิ้นสุดการจ้าง
6. การเข้าถึงข้อมูลของนายจ้าง
ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดความลับทางธุรกิจ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
7. สิทธิในการปฏิเสธการติดต่อหลังเวลางาน (Right to Disconnect)
ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในกฎหมายแรงงานไทย ที่ให้ลูกจ้างสามารถปฏิเสธการติดต่อจากนายจ้างนอกเวลาทำงานได้
8. กำหนดภาระหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือในการใช้อุปกรณ์ในการทำงานให้ชัดเจน
9. กำหนดระเบียบข้อบังคับในการลางานหรือหยุดงาน ตามกฎหมาย
สิทธิและหน้าที่ของลูกจ้างในระบบ Work From Home

แม้ลูกจ้างจะทำงานจากบ้าน แต่สิทธิพื้นฐานตามกฎหมายแรงงานยังคงเดิมทุกประการ ได้แก่
- ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม เหมือนพนักงานที่ทำงานในสำนักงาน
- มีสิทธิ วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันลา
- หากนายจ้างจะยกเลิกข้อตกลงการทำงานทางไกล ต้องแจ้งล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
- นายจ้างยังคงมีสิทธิกำกับดูแล ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานได้ตามสมควร
ในทางกลับกัน ลูกจ้างมีหน้าที่เช่นเดิม คือ ต้องปฏิบัติงานให้ครบถ้วนตามที่กำหนด ส่งงานตรงเวลา และไม่ละเมิดข้อมูลของนายจ้าง
ค่าล่วงเวลา Work From Home ต้องจ่ายหรือไม่?
แม้ลูกจ้างจะทำงานที่บ้าน แต่หากมีการทำงานเกินเวลาที่ตกลงไว้โดยได้รับคำสั่งหรือความยินยอมจากนายจ้าง ก็ยังถือว่าเป็น การทำงานล่วงเวลา (OT) ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าล่วงเวลา ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ นายจ้างควรกำหนดระบบบันทึกเวลาทำงานที่โปร่งใส เช่น การลงเวลาออนไลน์ หรือระบบเช็กอิน เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งว่า “ทำงานเกินเวลาจริงหรือไม่”
การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ต้องยินยอมหรือไม่?
การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจาก “ในสำนักงาน” เป็น “ที่บ้าน” ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง
ดังนั้น นายจ้างไม่สามารถบังคับให้ลูกจ้างทำงานทางไกลได้โดยฝ่ายเดียว ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเสมอในทางกลับกัน หากลูกจ้างต้องการทำงานที่บ้านแต่นายจ้างไม่เห็นชอบ ก็ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิบังคับได้ เว้นแต่มีข้อตกลงเดิมหรือประกาศภายในบริษัทกำหนดไว้
ข้อดีของการทำงานแบบ Work From Home
- เพิ่มสมดุลชีวิตกับงาน (Work–Life Balance) พนักงานมีเวลามากขึ้นในการดูแลครอบครัว สุขภาพ และลดความเครียดจากการเดินทาง
- ลดค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทาง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น
- เพิ่มประสิทธิภาพงานบางประเภทเช่น งานเอกสาร งานวิจัย หรือการเขียน ที่ต้องการสมาธิสูง
- เป็นเครื่องมือจูงใจและรักษาบุคลากรคุณภาพ หลายองค์กรใช้ WFH เป็นสวัสดิการเสริมเพื่อดึงดูดพนักงาน
ข้อพิพาทและปัญหาที่พบบ่อยใน Work From Home
- การขาดการสื่อสารในทีม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือความล่าช้าในการทำงาน
- ความปลอดภัยของข้อมูล ต้องกำหนดนโยบายรักษาความลับ เช่น ห้ามใช้ Wi-Fi สาธารณะในการส่งเอกสารงานสำคัญ
- ความเครียดจากการทำงานคนเดียวพนักงานบางคนอาจรู้สึกโดดเดี่ยว หรือไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน ไม่มีที่ปรึกษาหรือทีมงานคอยช่วยเหลือ
- ความยุ่งยากของนายจ้างต่อการประเมินผลงานลูกจ้าง ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการประเมินผลงานของลูกจ้าง เช่น คุณภาพของงาน , ความตรงต่อเวลา,ปริมาณของงาน เป็นต้น
ตัวอย่างรูปแบบการทำงานทางไกล
- Work From Home เต็มเวลา (Full Remote)
ทำงานที่บ้านตลอด ไม่ต้องเข้าบริษัท
- แบบผสม (Hybrid Working)
เข้าสำนักงานบางวัน เช่น จันทร์–พุธ ทำงานที่บ้าน พฤหัส–ศุกร์
- Remote Working จากต่างจังหวัด
เหมาะกับงานที่ใช้ระบบออนไลน์ทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่าง Work From Home และ Remote Working

แม้สองคำนี้จะใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างกันในทางปฏิบัติงาน
- Work From Home (WFH) หมายถึง การทำงาน “จากบ้าน” เป็นหลัก
- Remote Working หมายถึง การทำงานจาก “ที่ใดก็ได้” เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือต่างจังหวัดก็ได้
สิทธิ Right to Disconnect : เลิกงานแล้วปฏิเสธการติดต่องานได้
กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มแนวคิด “Work–Life Balance” เข้ามาอย่างชัดเจน ลูกจ้างมีสิทธิ ปฏิเสธการติดต่อจากนายจ้างนอกเวลาทำงานได้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า
เช่น งานฉุกเฉิน หรือเหตุความปลอดภัย สิทธินี้ช่วยลดภาระทางจิตใจจากการทำงานเกินเวลา และป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนตัวของลูกจ้าง
โทษตามกฎหมายเมื่อนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แม้กฎหมายไม่ได้กำหนด “โทษเฉพาะ” สำหรับการฝ่าฝืนมาตรา 23/1 แต่หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม อาจเข้าข่าย
・ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1
บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงาน อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบและของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้น จะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว
ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”
- หรือเป็นเหตุให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือถูกฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้
บทสรุป : Work From Home (WFH) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือสิทธิใหม่ภายใต้กฎหมายแรงงาน
จากเดิมที่ Work From Home (WFH) เป็นเพียงนโยบายขององค์กร ปัจจุบันกฎหมายได้ยกระดับให้เป็นสิทธิที่สามารถตกลงและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานไทย
นายจ้างควรจัดทำ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและป้องกันข้อพิพาท ขณะที่ลูกจ้างควรตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในการปฏิบัติงานให้ครบถ้วน
กล่าวได้ว่า “Work From Home” คือการทำงานแห่งยุคใหม่ ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับกฎหมายแรงงานได้อย่างลงตัว สร้างความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสมดุลให้ทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



