ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน100,000 บาท ให้แก่นายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539ทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงแรกให้ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน กระทงที่สองให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรกให้จำคุกคนละ 4 เดือน กระทงที่สองให้จำคุกคนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539จำเลยทั้งสองได้มาขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วม 300,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระหนี้คืนโจทก์ร่วม 2 งวด คือวันที่ 13 และ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมตกลงและทำสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐานตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองได้รับเงินที่กู้ยืมไปแล้วและร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ รวม 2 ฉบับชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมตามงวดที่ตกลงกันฉบับแรกลงวันที่ 13มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท ก่อนเช็คฉบับแรกถึงกำหนดในวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ถึงโจทก์ร่วมของขอเลื่อนการจ่ายเงินตามเช็คไปกลางเดือนเมษายน 2539 โจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อให้เรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ ในวันที่ 25 เมษายน2539 โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "บัญชีปิดแล้ว" ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 โจทก์ร่วมทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยก่อนโจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยปิดแล้ว

จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยทั้งสองรู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนและจำเลยที่ 1 เคยไปกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมก่อนหน้านี้ 2ถึง 3 ครั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมจำนวน 300,000 บาทโจทก์ร่วมคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนและหักดอกเบี้ยเป็นเงิน 30,000 บาท ไว้ก่อนจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ร่วม แต่ไปเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทต่อหน้าโจทก์ร่วมเพื่อเป็นผู้ค้ำประกัน

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ เอกสารหมาย จ.1 และลายมือชื่อในช่องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเห็นได้ชัดว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นลายมือชื่อเดียวกันแต่ใช้ปากกาคนละด้ามทั้งโจทก์ร่วมก็เบิกความยอมรับว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินกู้ครั้งอื่น ๆให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นโจทก์ร่วมก็ทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อเป็นการค้ำประกันและทราบอยู่แล้วว่า เช็คพิพาทหมาย จ.2และ จ.3 เป็นของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีตัวโจทก์ร่วมและนางบรรจง จุฬาพรณ์ มาเบิกความยืนยันได้ความว่า จำเลยทั้งสองได้ไปขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมที่บ้านจำนวน 300,000 บาท โจทก์ร่วมตกลงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินและมอบเงินสดให้จำเลยทั้งสองไปในวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระเงินกู้ยืมทั้งหมดคืนภายในวันที่ 13 มีนาคม 2539 งวดหนึ่งและในวันที่ 25 มีนาคม2539 อีกงวดหนึ่ง ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3ในการชำระเงินกู้ยืมดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)สาขาวารินชำราบ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกรายละเอียดลงในเช็คดังกล่าว ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.2และในการชำระเงินกู้งวดที่ 2 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารเดียวกันกับฉบับแรก ลงวันที่ 25 มีนาคม 2539จำนวนเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมอีกเช่นเดียวกัน ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.3 (ส่วนต้นฉบับเช็คโจทก์ร่วมให้ศาลตรวจสอบแล้วขอรับคืนไปทั้ง 2 ฉบับ) จำเลยทั้งสองบอกกับโจทก์ร่วมว่าเมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดวันสั่งจ่ายให้โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินได้ทันที ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งโจทก์ร่วมว่าอย่าเพิ่งนำเช็คไปเข้าบัญชีเนื่องจากยังไม่มีเงินจ่ายขอให้โจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงินประมาณกลางเดือนเมษายน 2539 โจทก์ร่วมยินยอมและไม่ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีกเลย จนถึงวันที่ 25 เมษายน 2539 โจทก์ร่วมจึงนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ (ที่ถูกต้องเป็นถนนสรรพสิทธิประสงค์) เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า"บัญชีปิดแล้ว" ตามสำเนาใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4 และ จ.4โจทก์ร่วมทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั้นแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จากพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์และโจทก์ร่วมกับตามพฤติการณ์แห่งคดีบ่งบอกให้เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 รับราชการเป็นครูระดับ 7 เป็นเพื่อนและเคยร่วมลงทุนในกิจการรับเหมาก่อสร้างกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีความรู้สันทัดจัดเจนในการใช้เช็คและต้องมีความรอบคอบพอสมควรในการลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญากู้ยืมเพื่อเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1จึงขัดต่อเหตุผลและสภาพความเป็นจริง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเมื่อพินิจพิจารณาโดยรอบคอบตามคำเบิกความและพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมแล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ถูกปิดลงก่อนที่โจทก์ร่วมจะนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4อนึ่งแม้จะปรากฏว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์อ้างในคดีนี้นั้นปิดอากรแสตมป์เพียง 20 บาท ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 5 ระบุว่า การกู้ยืมเงินทุกจำนวนเงิน2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืมจะต้องปิดอากรแสตมป์ 1 บาท จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท ดังนั้น จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 150 บาทการที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินไม่ครบ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว…"จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทที่ออกชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้นในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th