ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์โดยอ้างว่าเช่าเพื่อการค้าจนครบกำหนดได้บอกเลิกสัญญาแล้ว
จำเลยต่อสู้ว่า ห้องเช่าเป็นเคหะย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าห้องพิพาทไม่ใช่เคหะจึงพิพากษาขับไล่จำเลย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าห้องพิพาทเป็นเคหะ จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งคู่ความจะอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายตามความในมาตรา 224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และการวินิจฉัยปัญหาเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามความใน มาตรา 238 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ศาลอุทธรณ์มิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยรับฟังไว้ และศาลอุทธรณ์ก็มิได้ยกเหตุว่าการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นนั้นผิดต่อกฎหมายไม่ยอมรับฟังแต่อย่างใด ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน ไม่เป็นการผิดต่อกฎหมาย เมื่อเช่นนี้ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่มาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วดังกล่าวข้างต้น
ส่วนข้อเท็จจริงศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าห้องพิพาทเป็นห้องสำหรับกิจการค้า ไม่เป็นเคหะ จึงพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ให้ขับไล่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

