ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมอบอำนาจให้นายถนอม ณรงค์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือรับรองของกรมทะเบียนการค้ารับรองฐานะความเป็นนิติบุคคลของโจทก์กับสำเนาหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ซึ่งกระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบอำนาจให้นายถนอม ณรงค์ กระทำการแทนโจทก์รวมทั้งการฟ้องคดีจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าวไปพร้อมฟ้องแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านการนำเอกสารมาสืบก่อนวันสืบพยานว่าไม่มีต้นฉบับหรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน สำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับและไม่ได้ขออนุญาตคัดค้านในภายหลัง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามยอมรับถึงการมีอยู่ของต้นฉบับและความถูกต้องแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้นรวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นตรงกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวแทนต้นฉบับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1) แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า ชั้นพิจารณาโจทก์จะส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับอื่นตามเอกสารหมาย จ.2 แทน และขอรับต้นฉบับคืนไปก็ตาม กรณีดังกล่าวหามีผลแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงต้องฟังดังที่โจทก์นำสืบว่า คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายถนอมเป็นผู้ฟ้องคดีแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสามอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสามสามารถชำระหนี้ได้ ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ การพิจารณาพิพากษาคดีล้มละลายต้องกระทำเป็นการด่วน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้ต่อไปเสียเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ ประเด็นข้อนี้ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 23กรกฎาคม 2529 จนถึงวันฟ้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2533 เป็นเวลาเกือบ 4 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยชำระหนี้โจทก์ แสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่สามารถชำระหนี้ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินชำระหนี้เพียงบางส่วน จำเลยทั้งสามคงค้างชำระหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,538,400.98 บาท ฝ่ายจำเลยคงมีเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่ามีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้ แต่จำเลยที่ 1คงเบิกความลอย ๆ แต่ผู้เดียวหามีเอกสารและพยานบุคคลสนับสนุนไม่ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้พยานจำเลยเลื่อนลอยปราศจากเหตุผลสนับสนุนไม่มีน้ำหนักเท่าพยานโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบมาว่าจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลฎีกาเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th