ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกหลายคน ใช้รถแทรกเตอร์ไถไร่ที่โจทก์ได้ครอบครองปลูกพืชผลไว้ เป็นที่ดินราว 16 ไร่เศษ คิดเป็นราคาเงิน 20,000 บาท ทำให้พืชผลมีต้นมะพร้าว มะม่วง ขนุน น้อยหน่า ง้าว กล้วย แค มะละกอ กับน้อยหน่าที่เพาะชำไว้เสียหายคิดเป็นเงิน 1,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นเรื่องราวขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ตรงที่จำเลยบุกรุก กับขอแบ่งขายให้นายจิตรจำเลยที่ 3 อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการถือเอาการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เป็นของตนเองและบุคคลที่สาม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359(4), 362, 363, 59, 83 ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโจทก์ห้ามเกี่ยวข้อง และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 1,000 บาทด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วประทับฟ้องทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ขายและมอบการครอบครองให้จำเลยที่ 3 หากที่พิพาทจะเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้ครอบครอง คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้ว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองปลูกพืชผลในที่พิพาทฝ่ายเดียวมาโดยตลอด โจทก์ไม่มีสิทธิอย่างใด การที่จำเลยเอารถเข้าไถที่พิพาท จึงไม่เป็นการบุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 500 บาทแทนจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นพิพากษายืน ให้โจทก์เสียค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 250 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองปลูกพืชผลในที่พิพาทตลอดมา การที่จำเลยเอารถไถที่พิพาทไม่เป็นการบุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์ฎีกาว่า ต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกบุกรุกที่ดินโจทก์และทำให้พืชผลของโจทก์เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สำหรับคดีส่วนแพ่ง ที่พิพาทราคา 20,000 บาท แม้จะไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ตาม แต่เมื่อคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทจำเลยมีสิทธิครอบครองไม่เป็นการบุกรุกหรือทำให้ทรัพย์สินโจทก์เสียหายแล้ว ศาลฎีกาก็ต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 577/2499 ระหว่างนางนำ นิลยกานนท์ โจทก์ นางเกี๋ย ทิพย์โภชนา กับพวก จำเลย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 100 บาท

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th