ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้เคยค้ากับธนาคารโจทก์และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน (บัญชีเดินสะพัด) ไว้ได้ตกลงกับธนาคารโจทก์ขอเบิกเงินเกินบัญชีไปเป็นคราวตามเวลาที่ต้องการ โดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แล้วจำเลยได้ใช้เช็คเบิกเงินเกินบัญชีไป 4 ครั้ง บางครั้งจำเลยได้นำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อลดหนี้บ้าง แต่ไม่สามารถกลบหนี้ได้ยังเป็นลูกหนี้ธนาคารโจทก์อยู่ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,875.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแต่วันฟ้อง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจัดอยู่ในลักษณะกู้ยืม โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อจำเลยผู้กู้ จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินตามเช็คเท่าที่มีสิทธิจะได้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาต่อมา

ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยเป็นลูกค้าธนาคารโจทก์โดยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน บัญชีเลขที่ 507 และจำเลยได้ให้ตัวอย่างลายเซ็นชื่อไว้ แล้วจำเลยได้ทำการเดินสะพัดทางบัญชีกับธนาคาร คือ นำเงินฝากและถอนเงินไปใช้เรื่อย ๆ ต่อมาจำเลยมีเงินฝากเหลือในบัญชีเพียง 45.35 บาท จำเลยจึงได้ตกลงกับธนาคารโจทก์ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 20,000 บาท โดยต้องเสียดอกเบี้ยเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ15 ต่อปีโดยวิธีทบต้นตามประเพณีธนาคาร เมื่อตกลงกันแล้วจำเลยได้เบิกเงินเกินบัญชี โดยวิธีใช้เช็คสั่งจ่ายเงินไปรวม 4 ครั้ง รวม 19,900 บาท จำเลยได้นำเงินฝากเข้าบัญชีลูกหนี้บ้าง แต่ยังไม่พอหักกลบลบหนี้ยังเป็นลูกหนี้ธนาคารโจทก์คิดถึงวันฟ้อง 16,875.46 บาท ธนาคารโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยก็ไม่ชำระ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากธนาคารโจทก์ดังกล่าว หาเข้าลักษณะการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ดังศาลล่างวินิจฉัยไม่ แต่เข้าในลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา 856 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ในปัญหาดอกเบี้ยที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยจะต้องชำระให้แก่ธนาคารโจทก์ตามข้อตกลงและธรรมเนียมประเพณีธนาคารพาณิชย์จนถึงวันฟ้องนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าได้ตกลงกันไว้ว่าจำเลยจะต้องชำระเงินที่กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปให้เสร็จสิ้นเมื่อใด จึงต้องถือว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นอันสิ้นสุดเลิกกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2510 เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถาม ซึ่งโจทก์ถือว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันดังกล่าว รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย 15,911.49 บาท ระยะเวลาต่อจากที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดได้เลิกกันแล้ว ธนาคารโจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่ธนาคารโจทก์ 15,911.49 บาทและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในเงินจำนวนนี้ นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2510 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th