ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นำยึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และได้ยึดทรัพย์จำเลยไว้แต่ยังไม่ได้ขายทอดตลาดหากขายก็ไม่พอชำระหนี้จนครบ และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก
โจทก์คัดค้าน
ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า หนี้ผู้ร้องไม่ใช่หนี้อันเกิดจากการสมยอม
ปัญหาที่ว่าผู้ร้องได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้แล้ว จะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้ยึดทรัพย์ของจำเลยไว้แล้ว แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงได้ว่าทรัพย์ที่ยึดไว้นั้นไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้สิ้นเชิง และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ย่อมร้องขอเฉลี่ยได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรค 2 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 897/2510 คดีนี้จะฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้ร้องว่า ทรัพย์ของจำเลยที่ผู้ร้องยึดไว้มีราคาเพียง 4,000 บาท หรือ 10,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบ ก็ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 33,875 บาท ให้ผู้ร้องสิ้นเชิงได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์อื่นอีก ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอเฉลี่ยในคดีนี้
ปัญหาต่อไปมีว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 290 วรรค 3 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 จึงต้องเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158และครบกำหนดสิบสี่วันในวันที่ 5 พฤษภาคม 2514 ซึ่งศาลเริ่มทำงานใหม่ได้ตามมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 ตอนท้ายดังโจทก์ฎีกา เพราะเมื่อขายทอดตลาดแล้ว การขายก็เป็นอันเสร็จสิ้นไปไม่มีลักษณะหรือสภาพเป็นงานที่ต้องทำต่อ ๆ ไปอีก อันจะเป็นเหตุให้ถือว่าได้เริ่มการตั้งแต่วันขายทอดตลาดเป็นต้นไป เทียบตามแบบอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1809/2511
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

