ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า นายจือซิงยืมเงินโจทก์ไปรวม 10,000 บาทแล้วต่อมาทำหนังสือขอผ่อนชำระครั้งละ 1,000 บาททุกเดือนนายป๋อจั๊ว นายย่งกี่ และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันแต่นายจือซิงไม่ชำระตามข้อตกลง โจทก์ทวงนายจือซิงและจำเลย จำเลยเพิกเฉย นายจือซิงย้ายไปไหนไม่ทราบ ขอให้บังคับจำเลยใช้ต้นเงิน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้อง 2 ปี 2 เดือน เป็นเงิน 2,272 บาท 50 สตางค์ และนับแต่วันฟ้องจนใช้เสร็จ
จำเลยให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุหลายประการ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2503 (วันฟ้อง) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายแทนโจทก์ด้วย
โจทก์จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 เป็นต้นไป และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์กับนายจือซิงได้ทำสัญญากันตามคำแปลท้ายฟ้อง(สัญญาผ่อนชำระหนี้) จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารนั้นในฐานเป็นผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ในเมื่อนายจือซิงไม่ชำระหนี้นั้น แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า
ใบมอบอำนาจท้ายฟ้องระบุว่า มอบอำนาจให้นายชอบทวงถามเงินกู้นายจือซิงและนางยุกผิ่น แต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีจนถึงที่สุดแสดงว่าเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวกระทำการอันเดียว กล่าวคือการเอาเงินใช้คืนจากผู้มีชื่อ ไม่ว่าจะได้ง่ายหรือยากเพียงทวงถามหรือต้องฟ้องร้อง อุทธรณ์ฎีกาต้องยึดทรัพย์หรือไม่ มิใช่มอบอำนาจให้กระทำการหลายอัน ใบมอบอำนาจท้ายฟ้องจึงชื่อว่าเป็นการมอบอำนาจเฉพาะอย่าง มอบอำนาจครั้งเดียว มอบให้กระทำการครั้งเดียวตามกฎหมาย มิใช่เป็นการมอบอำนาจทั่วไป หรือมอบหลายครั้ง หรือให้กระทำการหลายครั้ง เมื่อปิดอากรแสตมป์ 5 บาท จึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้
เอกสาร จ.1 (สัญญาผ่อนชำระหนี้ที่จำเลยค้ำประกัน) เมื่อเจ้าพนักงานสรรพากรปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ประมวลรัษฎากรก็มิได้ห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง มิได้บัญญัติว่าต้องปิดอากรแสตมป์ก่อนหรือระหว่างการนำเข้าสืบจึงจะใช้ได้โจทก์จึงอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้
นายจือซิงมิได้ชำระเงินให้โจทก์ตามเอกสาร จ.1 เลย และเมื่อได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน แต่นายจือซิงมิได้ชำระตามกำหนด นายจือซิงจึงตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อนายจือซิงลูกหนี้ผิดนัด โจทก์จึงชอบที่จะเรียกให้จำเลยผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้นหาจำต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนไม่ และนอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อน แต่จำเลยกลับว่าไม่ทราบว่านายจือซิงอยู่ที่ไหน จะมีเงินพอชำระหนี้ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องฟ้องนายจือซิงก่อนจึงจะฟ้องผู้ค้ำประกันได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น
เมื่อนายจือซิงผิดนัดชำระหนี้เงิน นายจือซิงก็ต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีตามกฎหมาย และเมื่อจำเลยค้ำประกันโดยมิได้จำกัดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดการค้ำประกันของจำเลยจึงคุ้มถึงดอกเบี้ยซึ่งนายจือซิงค้างชำระด้วยดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะมีหลักฐานในการทวงถามจำเลยหรือไม่ จะพอฟังว่าได้ทวงถามจำเลยแล้วหรือไม่ก็ตาม จำเลยก็รับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างด้วย
ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นเกินคำขอ (เพราะระยะเวลานับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้องนั้น โจทก์ขอไว้เพียง 2,272.50 บาท ซึ่งที่ถูกน่าจะคำนวณได้มากกว่านั้น)
พิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ย ให้จำเลยใช้ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2500 ถึงวันฟ้อง แต่ไม่เกิน 2,272.50 บาท และนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 250 บาทแทนโจทก์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


