ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีต่อนางสุภาพรฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ต่อมา จำเลยรับรองต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่าจะชำระหนี้แทนนางสุภาพร และขอให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ โจทก์หลงเชื่อจึงถอนคำร้องทุกข์ ครั้นถึงกำหนดชำระหนี้แทนนางสุภาพรจำเลยไม่ยอมชำระหนี้แทน การกระทำของจำเลยถือว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงโจทก์ ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการดำเนินคดีอาญาต่อนางสุภาพรขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องประกอบด้วยผู้หลอกลวงมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและผลการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้หลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยให้คำรับรองต่อโจทก์ต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า จะชำระหนี้แทนนางสุภาพรภายในวันที่ 30 เมษายน 2534 และขอให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์ คำรับรองว่าจะใช้หนี้แทนภายในวันที่ 30 เมษายน2534 เป็นคำมั่นสัญญาที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคต ขณะให้คำรับรองยังไม่ปรากฏว่าเมื่อถึงกำหนดตามรับรองแล้ว จำเลยจะไม่ปฏิบัติตามคำรับรอง คำรับรองดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อความเท็จ นอกจากจำเลยมีความตั้งใจมาแต่แรกขณะให้คำรับรองว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำรับรองจึงจะถือได้ว่าจำเลยแสดงข้อความเท็จ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีความตั้งใจ มาแต่แรกขณะให้คำรับรองว่าจะไม่ปฏิบัติตามคำรับรอง ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

