ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาบางกระบือซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้จำนวน 18 ฉบับ รวมเป็นเงิน 640,000 บาทเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2519 ถึงเดือนกรกฎาคม 2521 ซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีล้มละลายอยู่ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2520 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันโกงโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ โดยจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาเพื่อยักย้ายทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นของจำเลยที่ 2 ปกปิด ซ่อนเร้นเพื่อให้พ้นการบังคับของโจทก์ซึ่งจะใช้สิทธิทางศาล และไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 350
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็ค 18 ฉบับสั่งจ่ายเงินตามฟ้องโดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายเงินทุกฉบับ บางฉบับออกก่อนและบางฉบับออกภายหลังที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและบ้านให้จำเลยที่ 2 โดยตกลงกันว่า ถ้าโจทก์ต้องการใช้เงินให้บอกให้จำเลยที่ 1 ทราบ เพื่อโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน เช็คทั้ง 18 ฉบับถึงกำหนดชำระเงินภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและบ้านให้จำเลยที่ 2 นั้น ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินและบ้านให้จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ และการที่ตกลงกันว่าถ้าโจทก์ต้องการใช้เงินให้บอกให้จำเลยที่ 1 ทราบ เพื่อโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินนั้น เป็นการแสดงว่าโจทก์ยังจะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ คดีโจทก์ที่ฟ้องจำเลยทั้งสองไม่มีมูลความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


