ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.45/2565

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />